...ท้องพระโรงกลาง ปราสาทอาชาสวรรค์ นครหลวงคาเธจ...“ฝ่าบาท ข้อมูลจากแหล่งข่าวของเราที่ได้มาจริงทุกประการ เมื่อครู่หน่วยตรวจการชายแดนพบการเคลื่อนไหวของเผ่าปักษา พวกมันแยกกันเป็นสี่กลุ่มบินตรงมาด้วยความเร็วสูง คาดว่าอีกไม่กี่นาทีจะเข้าเขตทวีปของเรา และไม่เกินหนึ่งชั่วโมงพวกมันต้องมาถึงเมืองหลวงเป็นแน่!”หัวหน้าทหารยืนรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้องค์จักรพรรดิและคนอื่นๆในที่ประชุมถึงสถานการณ์ล่าสุด จากแหล่งข่าวที่ได้มาก่อนหน้านี้ระบุว่าเผ่าปักษาจะส่งกองกำลังมาโจมตีที่เมืองหลวงในวันนี้ และมันก็เป็นจริงตามนั้น ลึกๆแล้วทุกคนในที่นี้ยังมีความรู้สึกไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้มันจะเกิดขึ้นมาได้ นั่นก็เพราะเผ่าปักษากับเผ่ามนุษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานานนับพันปี อีกทั้งเทพสงครามกับราชันย์ปักษาก็ยังเป็นสหายกัน ทุกคนในที่นี้ล้วนไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเผ่าปักษาตัดสินใจเช่นนั้น แต่เมื่อผู้รุกรานมาถึงหน้าประตูบ้านพวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะรับมืออย่างเต็มกำลัง และในตอนนี้เผ่ามนุษย์ได้เรียกระดมพลครั้งใหญ่เพื่อรอรับศึกนี้ไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งกำลังเกือบทั้งหมดที่ถูกเรียกมาในวันนี้ เกือบทั้งหมดเป็นกองกำลังที่สังกัดเมืองหลวง“แบ่งเป็นสี่กลุ่ม แถมทำความเร็วได้ถึงขนาดนั้น รึว่า...ฝูงบินวัลคิรี่!”คำพูดขององค์จักรพรรดิถึงกับขาดช่วงไปก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตระหนก ฝูงบินวาคิรี่ สุดยอดกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าปักษา ทั้งยังเป็นกองกำลังที่ขึ้นชื่อว่ามีกระบวนรบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งของฝูงบินวัลคิรี่ถึงกับถูกจารึกไว้ที่แท่นศิลาแห่งแสง ณ หอเกียรติยศแห่งสมรภูมิใจกลางวังหลวง ย้อนกลับไปในมหาสงครามครั้งก่อน ยามเมื่อทุกเผ่าล้วนแต่เข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันด้วยพลังอย่างดุเดือด ครานั้นเผ่ามนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับเผ่าปักษา เทพสงครามรุ่นก่อนซึ่งเป็นผู้นำทัพเผ่ามนุษย์ในขณะนั้น ถึงกับออกปากว่าท่านไม่อาจเอาชนะฝูงบินวัลคิรี่ได้โดยลำพัง โดยฝูงบินวัลคิรี่จะมีทั้งสิ้น 5 หน่วย หน่วยละ 12 คน แต่ละหน่วยจะถูกเรียกว่าหนึ่งฝูงบิน และสมาชิกทุกคนถูกคัดเลือกจากนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าปักษา โดยเฉพาะหัวหน้าฝูงบินที่ถูกเรียกว่า แม่ทัพวัลคิรี่ เกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเขาเทียบเคียงได้กับปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ โดยแม่ทัพวัลคิรี่มีกันถึง 9 คน หนึ่งฝูงบินจะมีแม่ทัพวัลคิรี่ประจำการอยู่สอง ยกเว้นฝูงบินที่หนึ่งที่จะมีผู้นำแห่งแม่ทัพวัลคิรี่ควบคุมเพียงแค่คนเดียว การจู่โจมในครั้งนี้มากันถึงสี่ฝูงบินและยังเคลื่อนที่เข้ามาคนละทาง ที่ประชุมของมนุษย์จึงได้แบ่งการรับมือออกเป็นสี่ทัพ ทัพแรกมีองค์จักรพรรดิเป็นผู้นำ พร้อมด้วยหน่วยองครักษ์โกลเด้นกริฟฟิน หน่วยองครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ ทัพที่สองมีแม่ทัพใหญ่เนโรเป็นผู้นำ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเมืองหลวงสิบคน รวมไปถึงเหล่าผู้ฝึกพลังระดับหัวกะทิของตระกูลต่างๆในเมืองหลวงออกมารับมือ ทัพที่สามมีปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ไอรีนเป็นผู้นำ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเมืองหลวงห้าคน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนจากตระกูลอาชาสวรรค์ รวมถึงเหล่าผู้ฝึกพลังระดับหัวกะทิของตระกูลอาชาสวรรค์ทั้งหลักและสาขาออกมารับมือ ทัพที่สี่มีปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์เซย์เรฟเป็นผู้นำ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเมืองหลวงห้าคน รวมถึงบุคคลระดับผู้นำของค่ายเจ็ดดาวและสุดยอดผู้ฝึกพลังจากต่างเมืองออกมารับมือ“เราจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”เซย์เรฟเอ่ยขึ้น ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นทั้งไอรีนและแม่ทัพใหญ่ก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า เซย์เรฟกางข่ายเวทย์บางอย่างออกมา จากนั้นทั้งสามก็รวมพลังกันเพื่อเปิดใช้มัน“เวทย์มิติ : ทางผ่านสวรรค์”ข่ายพลังขยายออกกว้างและส่องสว่างไปทั่วทั้งวังหลวง โพรงมิติสี่ช่องถูกสร้างขึ้นกลางท้องพระโรงวังหลวง ปลายทางของมันเชื่อมต่อกับจุดต่างๆที่อยู่ห่างจากที่นี่หลายพันกิโลเมตร โดยแต่ละโพรงจะมีจุดหมายที่ต่างกันตามทิศทางการบุกของฝูงบินวัลคิรี่แต่ละหน่วย แม้ทุกคนในที่นี้จะเป็นถึงผู้ฝึกพลังระดับแนวหน้าของเผ่ามนุษย์ แต่เมื่อเห็นเวทย์ที่อยู่ตรงหน้าก็อดที่จะตื่นตะลึงเฉกเช่นคนธรรมดา ที่เพิ่งจะเคยพบเห็นเวทย์แปลกใหม่ก็ไม่ปาน เพราะนี่คือ ‘เวทย์มิติ’ เวทย์ที่ไม่สามารถหาฝึกได้จากที่ไหน นั่นก็เพราะเงื่อนไขแรกของการฝึกคือ คนผู้นั้นจะต้องมีหรือได้ครอบครองพลังของเผ่าต้นกำเนิดเสียก่อน ซึ่งทั้งสามนั้นก็มีพลังของเผ่าเทพที่นับว่าเป็นหนึ่งในเผ่าต้นกำเนิดอยู่ในมือ พูดกันง่ายๆคือ หากมนุษย์จะฝึกเวทย์มิติคนผู้นั้นจะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งที่สอง นั่นก็คือต้องเป็นผู้ฝึกพลังคลาส 11 ขึ้นไปจึงจะสามารถใช้พลังของเผ่าเทพและสามารถฝึกฝนเวทย์โบราณนี้ได้ “ทุกท่าน ระวังตัวด้วย”องค์จักรพรรดิเอ่ยกับทุกคนก่อนจะนำทัพของพระองค์เดินผ่านโพรงมิติไป เมื่อโผล่ยังปลายทางก็พบว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าและหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ องค์จักรพรรดินำทุกคนเหาะขึ้นเพื่อตั้งแนวรับศัตรูกลางอากาศ แม้องค์จักรพรรดิจะเป็นผู้นำที่มีระดับพลังต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งสี่ทัพ นั่นก็คือผู้ฝึกพลังคลาส 10 ขั้นสุดยอด โดยที่ผู้นำทัพคนอื่นๆล้วนแต่มีพลังอยู่ที่ระดับคลาส 11 ทั้งสิ้น แต่ถึงกระนั้นทหารที่ติดตามมายังฮึกเหิมและเชื่อมั่นในชัยชนะของพวกเขา และตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทุกคนเชื่อมั่นเช่นนั้นก็เพราะศาสตราคู่บัลลังก์ของพระองค์“มาแล้วสินะ หน่วยวัลคิรี่ที่ 4”กล่าวจบองค์จักรพรรดิก็เรียกอาวุธคู่กายออกมา แสงเจิดจ้าสีทองทอประกายขึ้นก่อนที่ดาบเล่มหนึ่งจะปรากฏออกมา พลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจากศาสตราเล่มนี้ได้หนุนส่งให้ทหารทุกคนฮึกเหิม อีกทั้งรัศมีที่เปล่งประกายออกมาจากดาบก็ทำให้คนของตนรู้สึกได้ถึงพลังที่เอ่อล้นและเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน กลับกันพลังนี้ได้กดข่มศัตรูฝ่ายตรงข้ามให้อ่อนกำลังลงอย่างมิอาจฝืนได้ อาวุธทุกชิ้นที่ศัตรูถือเมื่ออยู่ต่อหน้าราชันย์แห่งอาวุธพวกมันล้วนแต่พลังลงเช่นกัน นี่คืออาวุธที่ได้รับสมญานามว่าเป็นหนึ่งในห้าศาสตราที่ทรงพลังที่สุดในโลก ‘ดาบเอ็กซ์คาริเบอร์’ ดาบที่สามารถแยกเทือกเขาให้เป็นสองส่วนได้ด้วยการตวัดฟันเพียงแค่ครั้งเดียว
“นั่นคือฝูงบินที่ 3 ทุกคน! เตรียมรับมือ!”แม่ทัพใหญ่แผดเสียงกร้าวเมื่อศัตรูเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ กองทัพของพวกเขาเน้นการตั้งรับแบบสวนกลับ โดยใช้ความสามารถของสมาชิกสภาทั้งสิบในการสร้างบาเรีย เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของฝูงบินวัลคิรี่ในสภาพแวดล้อมที่เปิดโล่งเช่นนี้ นั่นเพราะสมรภูมิที่พวกเขาอยู่คือกลางมหาสมุทร
“พวกฝูงบินที่ 5 งั้นเหรอ? อย่าให้มันได้อะไรไปจากที่นี่นอกจากความพ่ายแพ้ จงแสดงพลังของพวกเราให้มันได้เห็น! : ปีกสวรรค์!”พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ! พรึบ!สิ้นเสียงของไอรีน เหล่าคนจากตระกูลอาชาสวรรค์พลันสยายปีกของตนออกมาและบินว่อนเต็มท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง สมรภูมิที่พวกเขาอยู่ตอนนี้คือดินแดนน้ำแข็งทางตอนใต้ของทวีป
“ท่านปู่ ข่ายพลังควบคุมเสร็จแล้วขอรับ ถ้าพวกมันมาถึง..”เซย์รอน ผู้นำของค่ายเจ็ดดาวรุ่นก่อนเอ่ยขึ้น แต่ถูกผู้เป็นปู่ยกมือห้ามไว้ทำให้ต้องกลืนคำนั้นลงคอไป“ยังก่อน พวกเจ้าอย่าลงมือจนกว่าข้าจะให้สัญญาณ ตอนนี้ข้าขอทักทายเพื่อนเก่าก่อน”ชั่วอึดใจฝูงบินวัลคิรี่ที่ 2 ก็มาถึง“กอนดาวน์ โรธาร์ ไม่เจอกันนานนะ”“..........”เซย์เรฟทักทายตามประสาคนรู้จักแต่กลับไม่มีการตอบรับใดๆจากอีกฝ่าย“คงไม่ได้มาเพื่อคุยเรื่องความหลังกันสินะ น่าเสียดาย”วูบ!!!เซย์เรฟเร่งพลังขึ้นพร้อมกับเปิดวอริเออร์ฟอร์ซทันที ฝุ่นพายุคละคลุ้งกลางทะเลทรายพลันสงบลง ดั่งยอมจำนนต่อพลังมหาศาลแต่ให้ความรู้สึกอันสงบนิ่งที่ไหลเวียนออกมาจากกายชายหนุ่ม
...ทวีปออสติก้า...“ฝูงบินวัลคิรี่ปลอม? กองกำลังปริศนาที่จ้องจะเล่นงานพวกเราจากเงามืด? เรื่องนี้ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องมาพบข้าด้วยตนเองเลยรึท่านแอริส?”ชายหนุ่มร่างสันทัดเอ่ยถามก่อนจะเอามือเท้าคางใช้ความคิดเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขามีนัยน์ตาสีแดงดั่งอัญมณี ด้านหลังมีปีกที่ปกคลุมด้วยขนสีแดงทับทิมพับเก็บอย่างงดงาม พลังที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสมีความรู้สึกว่าตัวเบาจนแทบจะลอยขึ้นไปบนอากาศ“ใช่ เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้รับข้อความจากเซย์เรฟ ตอนนี้พวกเขาได้กำจัดฝูงบินวัลคิรี่ตัวปลอมไปหมดแล้ว แต่เรื่องน่าแปลกคือหลังจากพ่ายแพ้ร่างของพวกมันกลับสลายกลายเป็นซากสัตว์อสูร แถมไอพลังที่แผ่ออกมาจากซากพวกนั้นเป็นพลังของปีศาจ ท่านเคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนรึเปล่า?”เทพสงครามบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าฟัง เขาคือราชันย์ปักษาโครโนส ผู้ปกครองสูงสุดของเผ่าปักษา การมาที่นี่ของเทพสงครามในครั้งนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องสำคัญระดับเผ่า ซึ่งนอกจากเทพสงครามแล้ว สองปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่ามนุษย์อย่างนิโคลาสกับลีโอนาโดก็ติดตามมาด้วยเช่นกัน“ข้าไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนั้นมาก่อน เป็นไปได้ว่าพวกตัวปลอมนั่นถูกสร้างขึ้นจากพลังปีศาจ ถึงจะยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่พวกมันกล้ามากที่ทำแบบนี้!”ราชันย์ปักษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สับอารมณ์ก่อนจะหันมาถามต่อ“พวกตัวปลอมนั่นมันทำอะไรได้? ถึงขนาดทำให้คนของท่านคิดว่าเป็นพวกเราต้องไม่ใช่ธรรมดาแล้ว”ราชันย์ปักษาถามอย่างจริงจัง ไม่มีทางที่บุคคลระดับแนวหน้าของเผ่ามนุษย์จะ แยกไม่ออกระหว่างตัวจริงกับตัวปลอม และถึงจะปลอมหน้าตาได้เหมือนแค่ไหนแต่วความสามารถเฉพาะของฝูงบินวัลคิรี่นั้น ราชันย์ปักษามั่นใจอย่างเต็มอกว่าไม่มีใครสามารถเลียนแบบพวกเขาได้แน่“ข้อมูลเบื้องต้นที่เซย์เรฟส่งมาระบุว่า ไม่ใช่เฉพาะรูปร่างหน้าตา ออร่าพลังที่แผ่ออกมาจากร่าง ทักษะความสามารถทุกอย่าง รูปขบวนของการจู่โจม ทุกอย่างที่พวกมันแสดงออกมาเหมือนฝูงบินวัลคิรี่ไม่มีผิด”“เป็นไปไม่ได้”เสียงอุทานหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เสียงนั้นมิได้ออกมาจากปากของราชันย์ปักษา หากแต่เป็นซีกลุน ผู้นำแห่งแม่ทัพวัลคิรี่ ซึ่งตอนนี้แม่ทัพวัลคิรี่ทุกคนก็นั่งฟังกันอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียง และแต่ละคนต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา“แต่ก็มีข้อแตกต่างที่พอสังเกตได้อยู่ อย่างแรกคือไม่ว่าจะพูดหรือถามอะไรออกไปพวกมันก็จะไม่ตอบโต้กลับมา สองคือทุกครั้งที่เร่งพลังขึ้น ในชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งดวงตาของพวกมันจะไร้ประกายชีวิตคล้ายเครื่องจักรสังหาร และพริบตานั้นมันจะกลับมามีแววตาอีกครั้ง อีกอย่าง หลังจากที่ต่อสู้ได้เพียงแค่สิบนาทีพวกมันก็พากันล้มลงเองแล้วร่างก็สลายไป เป็นไปได้ว่าพลังของพวกมันที่ผู้สร้างใส่เข้าไปคงหมดแล้ว จึงได้คืนสภาพเป็นซากสัตว์อสูรเช่นเดิม”“พลังปีศาจ”ราชันย์ปักษาพึมพำอย่างแผ่วเบา สายตาที่เฉียบคมนั้นจ้องมองออกไปภายนอกหน้าต่างพลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากเผ่าเทพแล้ว ปีศาจก็เป็นอีกเผ่าพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามเผ่าต้นกำเนิด ซึ่งเผ่าต้นกำเนิดทั้งสามได้ดับสูญไปจากโลกใบนี้แล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงสมบัติตกทอดของตนบางชิ้นเท่านั้น สร้อยคอจักรพรรดิเทพนภา แหวนสงครามจักรพรรดิเทพนภา คัมภีร์จักรพรรดิเทพเหมันต์ กำไลจักรพรรดิเทพอัคคี เป็นที่รู้กันว่าสมบัติทั้งสี่ชิ้นนี้เผ่าเทพมอบมันให้มนุษย์เก็บรักษา ส่วนดวงตาจักรพรรดิปีศาจแสง ผู้ถือครองคนปัจจุบันคือรัชทายาทแห่งเอลฟ์ และหางจักรพรรดิปีศาจพิษ ผู้ถือครองคนปัจจุบันคือผู้อาวุโสแห่งเผ่าจิ้งจอก ส่วนอีกสองชิ้นที่เหลือไม่เคยปรากฏว่ามีใครครอบครองมันมาก่อน“ท่านโครโนส ท่านกำลังสงสัยว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถือครองสมบัติจักรพรรดิปีศาจใช่หรือไม่?”“ใช่ เรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้น แต่สิ่งที่ขัดแย้งกวนใจข้าอยู่คือ สองคนนั้นไม่ได้แข็งแกร่งหรือมีพลังมากมายอะไรนัก แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้ถือครองสมบัติจักรพรรดิปีศาจ แล้วใครล่ะที่เป็นคนทำ? ใครที่มันมีพลังถึงขนาดสร้างของแบบนั้นได้?”“นี่ไม่ใช่ปัญหาแค่มนุษย์กับปักษา ข้ามั่นใจว่าหากทำจริงเป็นไปได้ที่มันจะสร้างได้มากกว่าฝูงบินวัลคิรี่ ถ้าเป็นอย่างที่ข้าคิดจริงเราต้องแจ้งเผ่าอื่นๆถึงเรื่องนี้ด้วย”
...ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้...“นี่แค่ส่วนหนึ่งในพลังของข้า น่าเสียดายที่สภาพของข้าในตอนนี้ทำให้พวกมันเปราะบางเกินกว่าจะใช้งานได้จริง”“สุดยอด เป็นพลังที่สุดยอดที่สุดเท่าที่ข้าเคยสัมผัสมาเลยขอรับ หากถึงวันที่นายท่านจุติขึ้นมา ต่อให้พวกมันจะรวมกันมากี่เผ่าก็สู้เราไม่ได้แน่! พวกเรา ทาสที่ซื่อสัตย์ ขอมอบชีวิตเพื่อรับใช้นายท่าน จวบจนวันที่ร่างและวิญญาณของพวกเราจะแตกสลาย”“สัตย์สาบานเลือด ถวายร่างและวิญญาณเพื่อรับใช้นายท่าน”เสียงกล่าวคำสัตย์อื้ออึงของผู้คนมากมายดังออกมาจากภายในเงามืด สำเนียงที่แตกต่างกันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าพวกเขาล้วนมาจากเผ่าพันธุ์ที่หลากหลาย“หึหึ ดีมาก ถึงวันนั้นข้าจะมอบพลังให้พวกเจ้าทุกคน พลังที่จะทำให้พวกเศษเดนที่กล้าเรียกตัวเองว่าราชันย์ ต้องมาคุกเข่าเลียเท้าพวกเจ้าเพื่อรักษาชีวิตมันไว้”“หึหึหึหึหึหึหึหึหึ”เสียงหัวเราะในลำคอของข้ารับใช้หลายร้อยคนดังแว่วขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้ายที่เผยออกมา