กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 59 อรพิษแดง

            เจ้าหวังจี่พานักพรตหญิงสิบคนเดินทางเข้าลั่วหยาง แน่นอนว่าปู้เบ่ยพ่านย่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามมาด้วย ตั้งแต่เข้าอารามเจี่ยนยี่มา เจ้าหวังจีอยู่ที่ใด ปู้เบ่ยพ่านก็อยู่ที่นั่น

            เจ้าหวังจี่อายุราวสี่สิบปี แต่มิว่าผู้ใดที่พบเห็นนางจะบอกว่านางอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น ยามเมื่อยืนเคียงคู่กับปู้เบ่ยพ่านที่อายุราวสามสิบ จึงคลับคล้ายสองศรีพี่น้องที่วัยใกล้เคียงกัน

            “พวกเราจะพักที่ใดในลั่วหยาง ท่านเจ้าอาราม”

            ผู้ที่กล้าเซ้าซี้ถามเจ้าหวังจี่ ย่อมมีแต่ปู้เบ่ยพ่าน

            “เราจะหาโรงเตี๊ยมสักแห่งหนึ่ง”

            “เหตุใดไม่ไปพักที่ตระกูลหวง”

            ที่ปู้เบ่ยพ่านสงสัยก็มิผิด พวกนางเดินทางรอนแรมมาลั่วหยางก็เพื่อผสานกับเส้าหลินรับมือพรรคปราบมังกร ตอนนี้ไต้ซือฟางเว่ยและคนของเส้าหลินอยู่ที่ตระกูลหวง พวกนางกลับไม่ไปพักที่นั่น

            “ไว้จะอธิบายในภายหลัง ตอนนี้หาที่พักก่อน”

            เจ้าหวังจี่พูดด้วยอาการแง่งอนเล็กน้อย ปู้เบ่ยพ่านจึงไม่กล้าถามต่อ

            พวกนางเดินผ่านโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มืดค่ำเช่นนี้ไม่สามารถเลือกได้มากนักจึงลองเข้าไป โรงเตี๊ยมนี้ไม่ใหญ่โตเท่าใด แต่สะอาดสะอ้าน เสี้ยวเอ้อดูเงียบขรึมไปบ้าง จะอย่างไรพวกนางก็ได้ห้องพักในที่สุด

            เจ้าหวังจี่นอนอยู่ในห้องเพียงผู้เดียว ส่วนนักพรตหญิงที่เหลือนอนห้องละสองคน นี่มิใช่ตระหนี่ แต่นักพรตส่วนใหญ่เลือกที่จะมีเพื่อนให้อุ่นใจ

            หิมะโปรยปราย เจ้าหวังจี่เปิดหน้าต่างชมความงามของละอองสีขาวตัดกับความมืดหม่นของบรรยากาศด้านนอก ฝุ่นหิมะบางส่วนถูกสายลมพัดพาเข้ามาในห้อง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของนางมีแววคิดคำนึง

            หลังจากสวดมนต์เสร็จหลวงจีนฟางเว่ยนั่งสมาธิ ด้วยระดับฝีมือของท่าน วรยุทธมิอาจก้าวหน้าขึ้นด้วยการฝึกฝนธรรมดา ทั้งหลวงจีนผู้อาวุโสใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะมากกว่าหาความก้าวหน้าด้านพลังฝีมือ

            หลวงจีนหนุ่มย่องเข้ามาเงียบ ๆ

            “อู่เหลามีอันใด”

            อู่เหลามิแปลกใจ ด้วยทราบดีว่าแม้อาจารย์จะนอนหลับ แต่ยังสามารถได้ยินเสียงเข็มตกในระยะหนึ่งร้อยก้าว

            “ศิษย์เที่ยวชมสถานที่ของตระกูลหวงมาหลายวัน แทบจะทั่วทั้งบริเวณแล้ว ได้ยินว่าลั่วหยางมีแหล่งท่องเที่ยวงดงาม มิทราบควรออกไปหรือไม่ จึงขอเรียนปรึกษาท่านอาจารย์”

            ไต้ซือฟางเว่ยลืมตาขึ้นมองดูศิษย์ผู้อยากรู้อยากเห็นด้วยแววตาชื่นชม อู่เหลามีนิสัยคล้ายกับตนประการหนึ่ง คือไม่สนใจพลังฝีมือเท่าใด ด้านความกระตือรือร้นต่ออารมณ์ความรู้สึกยังเหนือกว่าอีก

            “พุทธอยู่ทุกสถาน ขอเพียงไม่ผิดมโนธรรม มีที่ใดไปมิได้ แม้แต่ร้านสุรา”

            อู่เหลาหน้าแดง คำพูดของอาจารย์แสดงว่าท่านทราบเรื่องที่ตนเคยไปตามหลวงซิ่นที่เหลาสุรา แต่ไต้ซือฟางเว่ยกลับมิเคยเอ่ยปากตำหนิ นี่กลับเป็นวิธีกล่อมเกลาที่ดีที่สุด

            สอนโดยไม่พร่ำสอน

            “ศิษย์ขออภัยที่มิได้กราบเรียนต่ออาจารย์”

            “เจ้ามิได้ทำผิดอันใด อู่เหลาเอย การเรียนรู้วิถีแห่งอารมณ์ของมนุษย์นั้นสนุกสนานน่าสนใจก็จริง แต่ก็มีอันตราย หากตกไปอยู่ในห้วงความรู้สึกจนไม่อาจถอนตัว สุดท้ายจะเหมือนไหมสำรอกใยพันตนเอง”

            “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศิษย์จะระมัดระวัง”

            เสี้ยวอู่หมิงเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิดรกชัฏของป่ามาพักใหญ่โคมที่ถือมาอ่อนแสงลงจนดับลงไปในที่สุด ป่วยการถือต่อให้เป็นภาระ จึงวางทิ้งไว้กลางป่า ที่บุรุษหนุ่มยังไม่ยอมหันหลังกลับ เพราะยิ่งเดินลึกเข้ามาก็ยิ่งได้กลิ่นกายหอมของเหมยอวา ทั้งได้กลิ่นสาบงูมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ลักษณะคล้ายกับงูเลื้อยตามนางไป

            แม้จะวิตกเป็นห่วง แต่การเดินตามกลิ่นงูกลางป่ามืดมิด มิอาจเร่งรีบเกินไป ทั้งไม่แน่ว่าเจ้าของงูลึกลับจะลงมือเมื่อใด

            ยิ่งเดินลึกหนทางก็ยิ่งแคบ สุดท้ายกลายเป็นต้องเดินไประหว่างช่องว่างของต้นไม้ใหญ่ ภูมิประเทศเช่นนี้นับว่าเสี่ยงภัยถึงขีดสุด ด้านบนศีรษะเป็นกิ่งไม้ใบหนาทึบ ส่วนพื้นก็เป็นพงหญ้าสูงท่วมหัวเข่า เสี้ยวอู่หมิงเร่งเร้าลมปราณผลักดันประสาทสัมผัสทุกส่วนออกพร้อมกัน

            เสียงลมหายใจแผ่วเบาดังมาจากด้านหน้า คะเนว่าห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยก้าว

            กลิ่นของเหมยฮวาและกลิ่นงูปะปนกันจนแยกแทบไม่ออก

            เสี้ยวอูหมิงรวบรวมสมาธิ แล้วสะบัดพัดเดินตรงเข้าไป

            เหมยฮวาถูกมัดมือทั้งสองข้างแขวนไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่ง เชือกที่มัดตึงทำให้นางต้องยกแขนขึ้นเกือบสุดเอื้อม เท้าแตะพื้นเพียงน้อย มองมาที่เสี้ยวอู่หมิงแต่มิพูดอันใด

            งูสีแดงยาวประมาณหนึ่งช่วงแขนตัวหนึ่ง เลื้อยพาดอยู่บนคอระหงของนาง มันก็หันมามองเสี้ยวอู่หมิงด้วยด้วงตาสีแดง พร้อมกับแสยะเขี้ยวขาวแวววับเห็นชัดเป็นประกายใต้แสงดาวริบหรี่

            ทั้งดวงตาและเขี้ยวของงูราวกับจะเรืองแสงได้

            ข้างกายเหมยฮวายืนไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง รูปร่างบางแต่สง่างาม ถึงกับสูงกว่าเสี้ยวอู่หมิงเล็กน้อย ใบหน้าเรียวยาว ดวงตาเล็ก จมูกโด่งแหลม ปากก็บางเล็กกว่าคนทั่วไป

            ชุดที่นางสวมใส่เป็นสีดำเหลือบเลื่อมคล้ายหนังงู รัดรูปร่างจนเห็นส่วนโค้งเว้าของร่างกายเด่นชัด ผิดกับการแต่งกายของหญิงสาวทั่วไปในยุคนั้นอย่างยิ่ง

            “เจ้าคงเป็นผู้ที่สังหารเปี่ยนฝูซี่เอ๋กระมัง”

            นี่คือประโยคแรกที่นางทักทายเสี้ยวอู่หมิง

            “มิผิด”

            เสี้ยวอู่หมิงมองงูที่เลื้ี้อยไปตามร่างกายของเหมยฮวา แม้นางไม่มีท่าทีหวาดกลัว แต่เพียงมองด้วยตาก็ทราบได้ว่างูนั่นมีพิษร้ายแรงขนาดไหน

            “เจ้าไม่ต้องกังวล หากถูกงูตัวนี้กัด รับรองได้ว่านางต้องตายอย่างแน่นอน”

            “แต่นางเป็นคนของพรรคท่าน”

            เสี้ยวอู่หมิงทางหนึ่งชวนคุย ทางหนึ่งคอยมองหาโอกาสลงมือ ตนไม่เกรงการต่อสู้กับสตรีประหลาดผู้นี้ แต่กลัวว่าเหมยฮวาจะถูกงูกัดมากกว่า

            ขอเพียงกำจัดงูนั่น เชื่อว่าสามารถรับมือนางได้ ที่ผ่านมารองประมุขพรรคปราบมังกรพ่ายแพ้เสี้ยวอู่หมิงไปสามคนแล้ว

            “นางเป็นคนทรยศของพรรคก็เท่ากับเป็นศัตรู”

            สตรีประหลาดตรงหน้าคล้ายเดาความคิดของเสี้ยวอู่หมิงออก

            “ที่เจ้าพูดจาไร้สาระถ่วงเวลา เข้าใจว่าหากไม่ใช้งูพิษ ข้าฯจะเอาชนะพวกเจ้ามิได้งั้นหรือ”

            “หากท่านมีฝีมือ ไยต้องใช้สัตว์พวกนี้”

            เสียงพูดของเสี้ยวอู่หมิงยังไม่ทันสิ้นสุด กรงเล็บของหญิงประหลาดก็มาอยู่เบื้องหน้า บุรุษหนุ่มแท้จริงมิได้ประมาท แท้จริงมองความเคลื่อนไหวของนางอยู่ตลอดเวลา แต่พริบตาที่กล่าววาจา สมาธิอยู่ที่เส้นเสียงเพื่อเปล่งคำพูด นางกลับก้าวเข้ามาด้วยความเร็วที่เสี้ยวอู่หมิงไม่เคยพบ ดีที่ระวังตัวอยู่ก่อน จึงรีบจี้พัดใส่กรงเล็บนั่น

            กรงเล็บที่พุ่งตรงกลับสามารถเลื้อยหลบพัดเข้ามาหาใบหน้า เสี้ยวอูหมิงยังมิตระหนก อาศัยว่าตนถือพัดอยู่ เมื่อรวมกับความยาวของช่วงแขนควรยาวกว่าแขนของสตรี จึงยังจี้พัดใส่ใบหน้าของนาง คล้ายเป็นกระบวนท่าตายตกตามกัน

            แต่กรงเล็บที่เลื้ี้อยมาพลันเร่งความเร็วขึ้นจนมาถึงใบหน้าเสี้ยวอู่หมิงก่อนที่พัดจะถึงใบหน้าของนาง บุรุษหนุ่มจำต้องเอนกายไปทางด้านหลังแล้วเตะเท้าเข้าใส่ศีรษะนาง

            กรงเล็บที่ตรงมาจากด้านหน้าเปลี่ยนเป็นคว่ำลงหาใบหน้าอีก ทั้งยังถึงก่อนเท้าที่เตะออก เสี้ยวอู่หมิงบิดตัวกลางอากาศ เท้าที่คลาดจากศีรษะของนางเปลี่ยนเป็นวาดหมุนเหวี่ยงลำตัว ให้ใบหน้าพ้นจากกรงเล็บอย่างฉิวเฉียด พร้อมกับจี้พัดใส่กรงเล็บอีกครั้ง

            สตรีประหลาดพลันกลับไปยืนอยู่ข้างเหมยฮวาเช่นเดิม

            “ระวัง”

            เสียงของเหมยฮวาพึ่งจะตะโกนออกมา พริบตาที่นางอ้าปาก เสี้ยวอู่หมิงและหญิงประหลาดปะทะกันจนจบกระบวนท่าแล้ว นี่แสดงว่าทั้งสองมีความเร็วเพียงใด

            เหมยฮวาหน้าตาแตกตื่น เหงื่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว นางถูกอสรพิษสีแดงเลื้อยพันร่างกายมาระยะหนึ่ง ยังไม่ทำให้หวาดกลัวได้ แต่เมื่อเห็นกระบวนท่าของสตรีประหลาดผู้นี้ นางต้องยอมรับโดยไร้เงื่อนไขว่านี่เป็นกรงเล็บที่เร็วที่สุดที่เคยเห็น หากเปลี่ยนเสี้ยวอู่หมิงเป็นนาง กรงเล็บนั่นคงทะลุใบหน้าตั้งแต่กระบวนท่าแรก สิ่งที่นางประหลาดใจต่อมาคือ เสี้ยวอู่หมิงมีวรยุทธสูงกว่าที่นางคิดไว้มาก กลับรับมือความเร็วระดับนี้ได้ แม้จะทุลักทุเลไปสักหน่อย

            สตรีประหลาดยิ้มอย่างพึงพอใจ

            “เจ้ามีฝีมือ ไม่เสียแรงที่ข้าฯเดินทางมา”

            เสี้ยวอู่หมิงยกพัดขึ้นคารวะ

            “ผู้น้อยเสี้ยวอู่หมิง เช่นนั้นขอทราบนามสูงส่งได้หรือไม่”

            “เห็นแก่ที่เจ้าหลบกรงเล็บได้ ข้าฯ หม่าหลิวตง”

            หม่าหลิวตง เสี้ยวอู่หมิงคล้ายเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

            “หรือท่านคือสิบอสรพิษที่เลื่องลือในอดีต”

            สายตาของหม่าหลิวตงทอประกายกราดเกรี้ยวขึ้นมา

            “นับว่ามีความรู้ แต่เมื่อรู้เช่นนี้ ก็ไม่สามารถรอดชีวิตไปได้”

            พูดพลางนางก็เอื้อมมือไปคว้าลำคอขาวผ่องของเหมยฮวา

            “ช้าก่อน”

            เสี้ยวอู่หมิงอุทาน พร้อมกับขยับร่างจะโถมเข้าไป

            “หากขยับอีกสักนิด คอนางจะหักทันที”

            เสี้ยวอู่หมิงยืนนิ่งไม่ไหวติง แม้แต่เปลือกตายังไม่กะพริบ

            “เจ้าชมชอบนางหรือ ช่างโง่เขลานัก นางมีใจให้เจ้าก็หาไม่”

            เสี้ยวอู่หมิงคล้ายไม่ได้ยิน

            หม่าหลิวตงยกมืออีกข้างหนึ่งชี้มาทางเสี้ยวอู่หมิง อสรพิษสีแดงก็เลื้อยจากร่างของเหมยฮวามาที่ข้อมือของนาง

            เสี้ยวอู่หมิงทราบดีว่านางสามารถสังหารเหมยฮวาได้อย่างง่ายดาย

            หม่าหลิวตงอาจเป็นผู้ที่มีวรยุทธสูงที่สุดที่ตนเคยประมือด้วย

            “จะต่อสู้กับเจ้ามิใช่เกินแรง แต่ข้าฯไม่ต้องการเหน็ดเหนื่อยโดยไม่จำเป็น หากเจ้ายอมให้งูตัวนี้กัดเพียงครั้งเดียว ข้าฯจะละเว้นนาง”

            หม่าหลิวตงพูดพร้อมกับรอยยิ้มแสยะเผยให้เห็นฟันเขี้ยวคล้ายงู

            “ไม่”

            เหมยฮวาส่งเสียงได้คำเดียวก็ต้องหยุดไป เพราะหม่าหลิวตงออกแรงเค้นคอของนางไว้จนแทบไม่อาจหายใจ

            “ว่าอย่างไร ความจริงข้าฯหักคอนางเสร็จแล้วสังหารเจ้าภายหลังก็ยังได้ นี่เป็นโอกาสเดียวที่นางจะรอดชีวิต หากเจ้าไม่ต้องการก็อย่ามากล่าวโทษกันภายหลัง”

            เหมยฮวาพยายามใช้แววตาบอกเสี้ยวอู่หมิงว่าไม่ต้องทำเพื่อนางขนาดนั้น

            “ข้าฯจะทราบได้อย่างไรว่าท่านจะปล่อยนางไป”

            “ย่อมมิทราบ แต่หากเจ้าไม่ยอม ควรทราบว่านางต้องตายก่อนเจ้า”

            เสี้ยวอู่หมิงสำนึกว่าตนได้พบกับบุคคลอันตรายอย่างยิ่งยวด เพราะหลังจากประมือกันเมื่อครู่ ทำให้ทราบว่าแม้เป็นการต่อสู้กันตามปกติ ก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะหม่าหลิวตงได้ แต่นางกลับกุมความได้เปรียบและไม่ยอมละโอกาสที่จะใช้มัน

            เหมยฮวาพยายามดิ้นรน แต่กรงเล็บที่บีบลำคอของนางแน่นดังคีมเหล็ก ทั้งหม่าหลิวตงสกัดจุดแขนขาของนางไว้แต่แรก

            ที่แท้พอเหมยฮวาผละจากเสี้ยวอู่หมิงมา ก็ตั้งใจกลับไปยังลั่วหยาง แต่กองทัพนับแสนที่รายล้อมอยู่ทำให้ต้องคอยระวัง เมื่อจิตใจเลื่อนลอยเพียงเล็กน้อย จึงพลาดท่าถูกหม่าหลิวตงเล่นงาน ด้วยวรยุทธของเหมยฮวาเป็นรองอยู่หลายช่วง

            แต่หม่าหลิวตงไม่ลงมือสังหารนางในทันที กลับสกัดจุดไว้แล้วใช้เชือกมัดมือแขวนกับต้นไม้ เมื่อเสี้ยวอู่หมิงตามมาจึงสบโอกาสลงมือ

            หม่าหลิวตงผู้นี้ แม้คล้ายคนไม่ปกติ แต่ไม่โง่เขลากลับฉลาดเจ้าเล่ห์เสียด้วยซ้ำ ยังไม่นับว่าพลังฝีมือของนางอาจเหนือกว่าเสี้ยวอู่หมิงเสียอีก

            “หากยังพิรี้ร่ำไร ข้าฯจะหักคอนางก่อนแล้วค่อยเจรจากับเจ้า”

            เสี้ยวอู่หมิงมองสบตาเหมยฮวา แววตาของนางบ่งบอกชัดว่าไม่ต้องการให้บุรุษหนุ่มสละชีวิตเพื่อนาง แต่หากวันพรุ่งนี้ไม่มีนางอยู่ในโลก เสี้ยวอู่หมิงจะรับได้หรือไม่

            หากเสี้ยวอู่หมิงจะหลบหนี เชื่อว่าสามารถทำได้ เนื่องจากทหารขบวนเสด็จอยู่ไม่ห่างเท่าใด หม่าหลิวตงคงไม่กล้าติดตามเข้าไปในกองทัพ

            ในที่สุดจึงตัดสินใจ

            “หากท่านรับปากปล่อยนางไป ข้าฯยอมถูกงูนั่นกัด”

            แววตาของเหมยฮวาแตกตื่น พยายามที่จะส่ายศีรษะ แต่งูสีแดงหลุดจากข้อมือของหม่าหลิวตง พุ่งเข้าหาเสี้ยวอู่หมิงอย่างรวดเร็ว

            ดวงตาของเสี้ยวอู่หมิงไม่มองงูนั่นสักน้อย แต่สบตากับหม่าหลิวตงตลอดเวลา เมื่องูพุ่งออกมา บุรุษหนุ่มทำท่าขยับกาย หม่าหลิวตงจึงออกแรงบีบลำคอของเหมยฮวาเพิ่มอีก เสี้ยวอู่หมิงมิรู้จะทำฉันใด จึงยกแขนขวาขึ้น งูก็ฉกเข้าที่แขนหนึ่งครั้ง

            เย็น

            เสี้ยวอู่หมิงเคยถูกงูพิษกัดมาก่อน จำได้ว่าหลังถูกกัดมักจะรู้สึกปวดแสบร้อน แต่คราวนี้กับเย็นเหมือนตกไปในหล่มน้ำแข็ง ทั้งไม่มีอาการเจ็บปวดอันใด

            ก่อนที่จะทันคิดสิ่งใด เสี้ยวอู่หมิงสายตาพร่าพรายเซไปข้างหน้า พัดพลันหล่นจากมือ

            หม่าหลิวตงแสยะยิ้มกว้างกว่าเดิม วินาทีนั้นนางจะสังหารเหมยฮวาก็ได้ แต่ในสายตาของนาง เหมยฮวาเหมือนตะพาบในไห ที่สำคัญคือเสี้ยวอู่หมิงเป็นคนที่ฟางเหลาหู่ขอให้จัดการ

            นางปล่อยมือจากลำคอของเหมยฮวา พุ่งเข้าหาเสี้ยวอู่หมิงพร้อมกรงเล็บพิฆาต

            เสี้ยวอู่หมิงที่ซวนเซกลับเตะเท้าใส่พัดที่ตกลงเกือบจะถึงพื้นพุ่งสวนเข้าใส่ใบหน้าของหม่าหลิวตงด้วยความเร็วไม่แพ้กัน

            หม่าหลิวตงจวนตัว ต้องตะปบกรงเล็บเข้าใส่พัดที่พุ่งมาจนระเบิดกระจายเป็นผุยผง

            “มีคนร้าย”

            เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังของเสี้ยวอู่หมิง แสงคบเพลิงโอบล้อมเข้ามาในทันที

            หม่าหลิวตงประเมินสถานการณ์ ก่อนหันหลังพุ่งตัวไปทางเหมยฮวา หมายสังหารนางก่อนจากไป

            เสี้ยวอู่หมิงรวบรวมสติที่แทบไม่มีเหลือ ใช้หัวไหล่พุ่งชนหม่าหลิวตงจากทางด้านหลัง

            “หาที่ตาย”

            หม่าหลิวตงคำรามพร้อมกับตวัดกรงเล็บกลับหลังถูกหัวไหล่ของเสี้ยวอู่หมิงจนโลหิตสาดกระจาย แต่ทำให้นางไม่อาจหันไปทำร้ายเหมยฮวาได้ทัน ด้วยกำลังทหารเข้ามาใกล้มากแล้ว

            ผู้ที่ล่วงหน้าเป็นเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียน

            ทั้งสองตรงเข้ามาอย่างเร็ว ส่วนทหารที่ตามมามีจำนวนนับร้อยคน

            หม่าหลิวตงความจริงอาจทำร้ายเสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮว่าได้อีก แต่นางไม่ต้องการเสี่ยงโดยไม่จำเป็น นางไม่ยินยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อใครทั้งสิ้น พริบตาก็ถลันหายเข้าไปในความมืด

            ทหารนับร้อยโห่ร้องตามเข้าไปในป่า อีกส่วนหนึ่งล้อมบริเวณนั้นไว้

            เฟิงตงเปียนและเจิงเจิ้งจิงรีบเข้าไปดูเสี้ยวอู่หมิง ทหารหลายคนช่วยกันแกะเชือกที่มัดเหมยฮวา เมื่อหลุดจากเชือกนางกระโจนเข้าไปหาเสี้ยวอู่หมิงที่นอนฟุบอยู่กับพื้นไม่ไหวติง โลหิตไหลจากบาดแผลที่ไหล่ราวสายน้ำ ที่แขนเสื้อด้านขวามีรอยเขี้ยวงูสองรอย แปลกที่แผลนี้โลหิตไหลไม่มากนัก

            แต่ดวงตาของเสี้ยวอู่หมิงเบิกค้าง ลมหายใจรวยริน กล้าวเนื้อเริ่มสั่นเกร็ง

            น้ำตาของเหมยฮวาไหลออกมาอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ทั้งที่นางไม่เคยร้องไห้ให้ผู้อื่นมาก่อน

            “ช่วยด้วย”

            นางเงยหน้าขึ้นพูดกับเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียน น้ำเสียงสั่นสะท้าน เฟิงตงเปียนจับชีพจรของเสี้ยวอู่หมิงแล้วหน้าซีดเผือด นี่เป็นชีพจรที่เบาบางที่สุดที่เคยพบมา ส่วนใหญ่เป็นชีพจรของคนที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต

            “พี่รองได้ยินข้าฯหรือไม่”

            เฟิงตงเปียนเขย่าตัวเสี้ยวอู่หมิง แต่บุรุษหนุ่มยังคงไม่ตอบรับ ประกายในดวงตาเหลือน้อยลงไปทุกที

            เจิงเจิ้งจิงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ใช้มือช้อนร่างของเสี้ยวอู่หมิงขึ้นแล้ววิ่งกลับเข้าไปในกองทัพทันที

            “อากาศยามนี้เย็นยิ่งนัก ท่านระวังจะเป็นหวัดไป”

            เสี้ยวอู่หมิงสะดุ้ง พบว่าตนกำลังยืนใจลอยโบกพัดอยู่ริมสระกว้างใหญ่ ดอกบัวบานสล้าง บ้างสีขาว บ้างสีชมพู บ้างสีเหลือง งดงามล้อแสงอาทิตย์ยามเช้า

            บัวงดงามเท่าใด สตรีที่อยู่ด้านข้างกลับงามยิ่งกว่า

            “ขออภัยแม่นาง พวกเราเคยพบกันมาก่อนหรือ”

            “ท่านจำข้าพเจ้ามิได้ ท่านชมชอบข้าพเจ้าจริงหรือไม่”

            เสี้ยวอู่หมิงมึนงง นางงามสุดหล้าฟ้าดิน ประดุจเทพธิดาสวรรค์ เหตุใดตนจะจำนางมิได้

            “หากข้าพเจ้ามีวาสนาพบพานหญิงงามเช่นท่าน เชื่อว่าชาตินี้หรือชาติหน้าก็ยังไม่อาจลืมเลือน”

            “ดูรึคนผู้นี้ ไม่ท่านไรก็เอ่ยถึงชาติหน้าเสียแล้ว ชาตินี้ยังมิได้ครองคู่กันเลย”

            “ครองคู่ หากได้ครองคู่กับแม่นาง ข้าฯจะไปที่ใดได้”

            “ถ้าเช่นนั้นก็ตื่นได้แล้ว”

            เสี้ยวอู่หมิงลืมตาขึ้นมา แต่มองไม่เห็นสิ่งใด ภายในร่างเย็นยะเยือกเหมือนกับโลหิตของตนกลายเป็นเลือดงูซึ่งถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเย็น

            บุรุษหนุ่มกังวลเล็กน้อย แต่ก็พยายามรวบรวมสมาธิโคจรลมปราณตามแนวทางที่ไต้ซือฟางเว่ยสอน

            ลมปราณในร่างกายไหลรินเอื่อย ๆ คล้ายกับสายน้ำพุร้อนไหลผ่านหุบน้ำแข็ง เมื่อผ่านจุดชีพจรใด จุดนั้นก็อบอุ่นขึ้น เป็นเช่นนี้อยู่พักใหญ่โลหิตทั่วร่างจึงอุ่นเป็นโลหิตมนุษย์อีกครั้ง สายตาก็เริ่มมองเห็น จมูกได้กลิ่น หูได้ยินเสียงพึมพำ

            “คราวนี้รอดมาได้ นับว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้”

            เป็นเสียงของเจิงเจิ้งจิง

            “พี่รองบาดเจ็บสาหัสหลายครั้ง ล้วนเป็นเพราะช่วยเหลือนาง”

            เฟิงตงเปียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

            “น้องร้องเป็นคนมีน้ำใจ เห็นผู้อื่นมีภัยก็มิอาจเพิกเฉย อย่าว่าแต่เป็นสตรีที่ชมชอบ”

            เฟิงตงเปียนคิดถึงวันที่พบเสี้ยวอู่หมิงครั้งแรก วันนั้นเสี้ยวอู่หมิงช่วยออกค่าที่พักอาหารให้ ต่อมายังนำอาหารไปเยี่ยมตนในคุกฉางอาน ต้องทอดถอนใจ ผู้ใดใช้ให้เสี้ยวอู่หมิงเป็นคนเช่นนี้

            “คนเช่นพี่รองมีมากขึ้นอีกคนหนึ่ง โลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกหลายส่วน”

            “ข้าพเจ้ามิใช่คนดีขนาดนั้นดอก”

            เจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียนรีบเข้ามาหาเสี้ยวอู่หมิงที่นอนอยู่

            “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

            เสี้ยวอู่หมิงลองขยับแขนขวาซึ่งถูกงูกัด แต่ต้องแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด ด้วยรู้สึกเหมือนถูกคนเอาค้อนเหล็กกระหน่ำตีที่แขนสักร้อยครั้งพันครั้ง แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างรวดเร็วทั้งที่เส้นเลือดข้างศีรษะปูดโปน

            เฟิงตงเปียนแค่นหัวเราะ เมื่อเห็นท่าทางของเสี้ยวอู่หมิงก็คาดเดาได้ว่าคงได้ยินที่ตนพูดเรื่องของเหมยฮวา จึงไม่ยอมแสดงอาการเจ็บปวดออกมา

            ถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำร้ายหัวใจของพี่รองผู้นี้ได้

            “นางเป็นอย่างไรบ้าง”

            คราวนี้เป็นเจิงเจิ้งจิงที่ส่ายหน้า

            “ปลอดภัยดี เจ้าเสียอีกที่เจ็บหนัก ยาแก้พิษของหวงฮูหยินหายไปไหนหมด”

            เสี้ยวอู่หมิงไม่ตอบแต่ยิ้มให้

            จริงเจิงเจิ้งจิงพอเดาได้ว่าเสี้ยวอู่หมิงคงใช้ยารักษาเหมยฮวาไปตอนที่นางถูกงูกัดครั้งก่อน แต่ไม่คิดว่าจะใช้จนหมดไม่เหลือไว้เผื่อตัวเองบ้าง

            “รบกวนยาแก้พิษของท่านทั้งสองท่านแล้ว”

            เสี้ยวอู่หมิงเห็นที่แขนของตนมียาพอกพันไว้ด้วยผ้าสะอาด

            เฟิงตงเปียนส่ายศีรษะบ้าง

            “พิษงูของนางมารนั่นร้ายกายนัก ข้าฯและพี่ใหญ่ใช้ยาที่ได้จากหวงฮูหยินจนหมด ท่านก็ยังไม่ฟื้น”

            เสี้ยวอู่หมิงประหลาดใจ งูสีแดงนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด นี่เป็นครั้งแรกที่ยาของหวงฮูหยินไม่ได้ผล

            “แล้วข้าฯรอดมาได้อย่างไร”

            “เป็นยาที่พระจักรพรรดินีพระราชทานผ่านเว่ยกงกง”

            เจิงเจิ้งจิงกล่าวเสียงเบา

            เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกแตกตื่นกว่าตอนถูกงูกัดเสียอีก

            “พระนางทราบได้อย่างไร”

            “ย่อมเป็นเว่ยกงกงกราบทูล”

            “คราวนี้ลำบากพวกท่านจริง ๆ”

            เสี้ยวอู่หมิงตระหนักดีว่าการไปช่วยเหมยฮวาเป็นเรื่องส่วนตัวของตน กลับทำให้ส่วนรวมต้องเดือดร้อน แม้แต่พระจักพรรดินีก็ทรงช่วยเหลือ

            “แล้วตอนนี้เหมยฮวาอยู่ที่ใด”

            “พระนางให้แพทย์หลวงดูแลอยู่ที่กระโจมของเชื้อพระวงศ์”

            คำตอบนี้ของเจิงเจิ้งจิงทำให้เสี้ยวอู่หมิงตกตะลึงมากที่สุดของวันนี้

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน