ยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า

    โล่ที่แกร่งที่สุด

    บรรยากาศในรอบ 8 คนสุดท้ายทวีความกดดันจนถึงขีดสุด ณ ใจกลางเวทีประลอง เย่ฟาน ในนามนิรนาม ยืนเผชิญหน้ากับ ซือกัง ยักษ์ปักหลั่นจากสำนักขุนเขาอัศจรรย์ ทั้งคู่จ้องประสานสายตากันนิ่งจนอากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุน

    "เริ่มการประลองได้!"

    ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ฟานพุ่งตัวเข้าใส่ด้วยความเร็วของ 'ก้าวย่างอัสนี' ร่างกายของเขาพริ้วไหวราวกับสายลม ระดมทั้งหมัด ลูกเตะ และดัชนี เข้าใส่จุดตายของซือกังอย่างต่อเนื่อง ทว่าทุกการโจมตีกลับส่งเสียงดัง เกร๊ง! เกร๊ง! คล้ายเหล็กกระทบหิน ซือกังยืนนิ่งดุจขุนเขา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว

    "หึหึ... เปล่าประโยชน์!" ซือกังหัวเราะเยาะ

    บนปะรำพิธี เจ้าสำนักขุนเขาอัศจรรย์ หัวเราะร่าพลางหันไปมอง เจ้าสำนักวิหคอัคคี ด้วยสายตาดูแคลน "ท่านเจ้าสำนักวิหค... ดูเหมือนศิษย์เอกของท่านจะอ่อนแอเกินไปจริงๆ ถึงได้พ่ายแพ้ให้กับวิชาที่ทำอะไรศิษย์ข้าไม่ได้เลยแม้แต่ปลายก้อยแบบนี้"

    เจ้าสำนักวิหคอัคคีกำหมัดแน่นจนสั่น เส้นเลือดบนขมับปูดโปนด้วยความอดกลั้น แต่เขาก็ไม่อาจโต้แย้งได้เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ขณะที่ ซ่งฉือ แสยะยิ้มอย่างสะใจในใจ 'จบสักทีนะไอ้นิรนาม เมื่อวิชาลวงตาของแกใช้ไม่ได้ผล แกก็เป็นแค่ขยะที่รอโดนทุบเท่านั้น!'

    มีเพียง ชิงเสวี่ย ที่นั่งกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก 

     

    "วิชาของเจ้า... มันก็แค่แมลงสะกิดผิว!" ซือกังคำรามพลางเหวี่ยงหมัดขวาที่ห่อหุ้มด้วยปราณศิลาหนักอึ้งเข้าใส่เย่ฟานเต็มแรง ทุกคนในที่นั้นต่างหลับตาลงเพราะคิดว่าเย่ฟานแขนหักแน่ๆ

    เคร้งงงงง!

    เสียงปะทะไม่ได้ดังเหมือนเนื้อกระทบเนื้อ แต่ดังสนั่นเหมือนแผ่นเหล็กกล้าสองแผ่นฟาดใส่กัน ซือกังที่ควรจะเป็นฝ่ายชนะกลับเบิกตากว้าง หมัดของเขาที่ต่อยลงบนแขนที่เย่ฟานยกขึ้นมารับนั้นสั่นสะท้านไปถึงหัวไหล่ ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนแขนของเขาชาดิบ

    "บ้าน่า! แขนของเจ้า..." ซือกังละล่ำละลักด้วยความงงงวย ร่างของเย่ฟานไม่แม้แต่จะกระเด็นถอยหลัง กลับเป็นเขาเองที่ก้าวถอยไปหนึ่งก้าว

    เย่ฟานลดแขนลง แขนเสื้อของเขาฉีกขาดเผยให้เห็นผิวหนังที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นหิน แต่กลับมีประกายเงาวาวลึกลับบางอย่างฉาบอยู่

    "เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวที่หนังเหนียวงั้นรึ?" เย่ฟานเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะรวบรวมสมาธิไปที่ปลายนิ้วชี้จนมันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจหมึกทมิฬ

    "ดัชนีทลายสวรรค์ + เกราะจิตตานุภาพ!"

    ฉึก!

    ซือกังไม่ได้หลบ เพราะมั่นใจใน 'ระฆังทองคุ้มกาย' ของตน แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของเย่ฟานสัมผัสโดนหน้าอก เลือดสีแดงสดก็พุ่งกระฉูดออกมาจากผิวหนังที่เคยแข็งแกร่งดั่งศิลา!

    "อั่ก!" ซือกังเซถอยหลัง เอามือกุมบาดแผลด้วยความตกใจสุดขีด

    "ขอโทษที... ที่ทำให้เลือดออก" เย่ฟานกล่าวสั้นๆ

    เสียงฮือฮาดังระงมไปทั้งสนาม "เป็นไปได้อย่างไร! เขาทำลายการป้องกันของสำนักขุนเขาได้ด้วยนิ้วเดียว!"

     

    "ไอ้สารเลว! ข้าจะฆ่าเจ้า!" ซือกังโกรธจนขาดสติ เขาเร่งเร้าพลังปราณทั้งหมดจนร่างกายขยายใหญ่ขึ้น ผิวหนังกลายเป็นสีทองแดงสว่างจ้า "ตายซะ! ขุนเขาถล่มทลาย!"

    ซือกังพุ่งเข้าใส่พร้อมระดมหมัดดุจพายุหิน หมายจะบดขยี้เย่ฟานให้เป็นจุน ทว่าเย่ฟานกลับยืนนิ่ง เขาเกร็งกล้ามเนื้อและประสานพลังจิตตานุภาพเข้ากับร่างกายทุกส่วน

    "กายาเหล็กไหล + เกราะจิตตานุภาพ!"

    ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

    หมัดของซือกังกระแทกเข้าใส่ร่างเย่ฟานนับสิบครั้ง แต่ละครั้งกลับส่งเสียงดังเหมือนค้อนทุบทั่งเหล็ก เย่ฟานไม่ขยับหนี ไม่หลบเลี่ยง เขารับการโจมตีทั้งหมดด้วยร่างกายเปล่าๆ จนซือกังเริ่มหอบหายใจและหวาดกลัว

    "ทำไม... ทำไมแกไม่ล้มลงไปสักที!" ซือกังตะโกนก้องอย่างรับไม่ได้

    เย่ฟานมองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาเย็นเยียบ "จบกันที..."

    เย่ฟานกำหมัดขวาแน่น พลังเกราะจิตตานุภาพ ไหลบ่าเข้าเคลือบแขนจนถึงข้อศอกจนกลายเป็นสีดำมะเมื่อย เขาพุ่งตัวสวนกลับด้วยความเร็วดุจสายฟ้า หมัดทมิฬกระแทกเข้ากลางลำตัวของซือกังโดยตรง!

    ตู้มมมมมมมม!

    แรงกระแทกจากเกราะจิตตานุภาพส่งพลังทะลวงผ่านการป้องกันภายนอกเข้าไปทำลายอวัยวะภายใน ร่างของซือกังที่หนักหลายร้อยชั่งลอยละลิ่วกระเด็นพ้นขอบเวทีไปปะทะกับกำแพงสนามจนแตกละเอียด ก่อนจะร่วงลงมานอนแน่นิ่ง

    ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเองว่า "โล่ที่แกร่งที่สุด" จะถูกบดขยี้ด้วยหมัดเปล่าที่ไม่มีแม้แต่รอยปราณ

    "ผู้ชนะ... นิรนาม จากสำนักเฝ้าประตู! ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย!"

    เสียงประกาศของกรรมการทำให้ทุกคนได้สติ เย่ฟานสะบัดมือเบาๆ ให้สีดำเลือนหายไป ก่อนจะเดินลงจากเวทีท่ามกลางสายตาที่หวาดกลัวสยดสยอง

     

    คล้ายกับเรื่องยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า ที่คุณอ่าน