Chapter 17
Move on
เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน ยืนเหม่อ ๆ อยู่ท่ามกลางรถที่จอดเข้าซองประปราย ผมเห็นเพราะมองเขาอยู่ตรงระเบียงส่วนกลางที่ชั้นสอง ขณะที่ดวงตาก็พร่ามัวเพราะม่านน้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นมาบดบัง
-ไอ้หมูสามชั้น-
ยกเลิกการบล็อกหมายเลขนี้
ผมมองกำไลเงินที่อยู่บนข้อมืออย่างพิจารณาอยู่นานราวชั่วโมง
ตอนนั้นมันก็เป็เพียงอารมณ์ชั่ววูบ...
กำไลเงินหน้าตาจืด ๆจะไปมีคุณค่าเท่าแหวนแต่งงานราคาแพงได้อย่างไร
ก่อนจะตัดสินใจถอดมันออกแล้วเก็บใส่กล่องวางไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของลิ้นชักตู้เก็บของ
ผมจะต้องบังคับใจตัวเองให้ได้ ในขณะที่ยังต้องอยู่รวมกับเขาอย่างเป็ปกติ
ไม่ง่ายนักที่น้ำตาของผมจะรินออกมาเพราะใครสักคน
นอกจากว่า
ผมจะเริ่มรู้สึก...
‘อยาก’
จริงจังกับเขาคนนั้น...
วันนี้ผมมีประชุมด่วนกับทีมออดิตแต่เช้า เพราะมีรายงานการขายที่ผิดปกติอย่างมากในรอบหนึ่งสัปดาห์ของสาขาหลักอย่างลาดพร้าวที่ผมดูแลอยู่
“ตึงเครียดขนาดนั้นเลยเหรอเจน?” ผมถามเมื่ออยู่กันตามลำพังในลิฟต์กับ ‘เจน’ รองหัวหน้าทีมออดิตซึ่งเป็ลูกน้องของพี่เพ็ญอีกที
“พลาดไปหลายแสนอยู่นะคะ” หญิงพลัสไซซ์ผมยาวเหยียดตรงเป็ทรงหางม้าพระเ้าตากซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆพร้อมกองเอกสารในอ้อมอกตอบพร้อมทำหน้าแขยง
สงสัยว่าทีมออดิตนี่เขาเลี้ยงดีกันทุกคนรึยังไงนะ ทำไมถึงได้มีแต่คนจ้ำม่ำ
“ชื่อใครกันล่ะที่ขาย?”
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเซลล์หรอกค่ะ แต่เป็คนอนุมัติต่างหาก...”
“มีใครสามารถอนุมัติราคาพิเศษของสาขาลาดพร้าวได้นอกจากฉันอีกเหรอ?”
“ก็นั่นล่ะค่ะ” เจนเหล่ตามามองผมเชิงตำหนิ
“หมายถึงฉันเหรอ?”
คนข้างๆ พยักหน้าพร้อมถอนหายใจอย่างอ่อนล้า
ติ๊ง...
พอลิฟต์เปิดออกผมก็เจอกับพี่โจลีนกำลังเปิดประตูเข้าห้องประชุมพอดี เธอหันมาเห็นผมเข้าก็กวักมือเรียกด้วยความดีใจ ผมจึงรีบปรี่เข้าไปโดยมีเจนวิ่งตามมาติด ๆ
“เดี๋ยวพี่ขอคุยกับคุณกายเป็การส่วนตัวก่อนนะเจน” พี่โจลีนร้องบอก ทำเอาคนข้าง ๆ ผมเบรกตัวเองไว้แทบไม่ทัน
“รับทราบค่ะคุณโจลีน” ว่าแล้วรองหัวหน้าออดิตจึงเดินแยกไป
ผู้าุโสูงสุดเปิดประตูแล้วนำผมเข้าไปในห้องประชุม เธอปิดประตูแล้วบิดล็อกราวกับกลัวว่าใครจะทะเล่อทะล่าเข้ามาเพิ่ม
“นายให้พี่มาคุยกับเราก่อนน่ะ” เธอเกริ่นก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ที่หัวโต๊ะแล้วหย่อนตัวลงนั่งด้วยการจัดระเบียบร่างกายอย่างสวยงาม “รู้แล้วใช่มั้ยว่ากายถูกเรียกมาทำไม”
“ไม่ค่อยครับ” ผมส่ายหน้า “เห็นว่าในกลุ่มมีข้อความเยอะแยะั้แ่เช้ามืด ยังไม่ทันไล่ดูจนครบว่าคุยเื่อะไร ก็ถูกเมนชั่นให้เข้าออฟฟิศด่วนวันนี้ก่อน”
พี่โจลีนถอนหายใจแ่ๆ “ทำไมไปอนุมัติรายการขายเกินราคาโอเว่อร์ขนาดนั้น”
ผมยังคงทำหน้างง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“พี่ดูเอกสารทั้งหมดแล้วนะ เป็ลายเซ็นของกายจริง ๆทั้งอาทิตย์นี้ยอดรวมความเสียหายตั้งเกือบสี่แสน ดีนะที่คุณเดียร์เขาสังเกตอาการแปลก ๆของกายได้ก่อนจึงรีบกระซิบบอกพี่ พี่ถึงได้ขอตรวจสอบก่อนที่จะบานปลายไปมากกว่านี้”
“คุณเดียร์คือนาตาชาของพี่โจลีนเหรอครับ?”
“อย่ามาเบี่ยงประเด็น” หัวหน้าผมส่งสายตาดุ “ไหนลองบอกซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“อืม... ผมก็ไม่ได้เป็อะไรนี่ครับ”
“เป็”
“เอ๊า พี่โจลีน ผมปกติดี”
“ปกติของกายน่ะ คือทำงานเป๊ะ เนี๊ยบทุกระเบียบนิ้ว กฎเป็กฎ ผิดพลาดเป็ศูนย์ ถ้าเป็อย่างนี้สิ ถึงจะไม่โดนเรียกเข้ามาวันนี้”
ผมนิ่งไปเพราะเถียงไม่ออก
ที่จริงก็รู้ตัวเองดีอยู่หรอกว่ามีปัญหา แต่ไม่คิดว่ามันจะผิดปกติจนคนอื่นสังเกตได้ขนาดนี้
“นายเขาก็รู้ว่ามันผิดปกติ ไม่อยากต้องสอบสวนให้เป็เื่ใหญ่ เลยให้พี่มาคุยกับกายก่อน มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถระบุโทษรุนแรงได้เลยนะ”
“ผมขอโทษครับพี่โจลีน...” ผมยกมือไหว้คนตรงหน้า เธอรีบยกมือรับไหว้พร้อมด้วยสีหน้าเอ็นดู
“หน้าตากายดูเหนื่อยล้าไปมาก ผิดกับตอนอยู่ด้วยกันที่เกาหลีเลย ไหน ๆ เราก็มาเจอกันแล้ว มีอะไรก็คุยกับพี่ได้นะ”
“ถ้ามันที่สุดจริงๆ ยังไงพี่โจลีนก็เป็คนที่ผมไว้ใจและนึกถึงคนแรกเสมอ แต่ผมขอทบทวนตัวเองสักพักนะครับ แล้วก็สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง รวมถึงความผิดพลาดแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอนครับ ส่วนโทษที่จะต้องได้รับก็เอาตามที่นายและพี่โจลีนเห็นชอบแล้วกันครับ”
พี่โจลีนลุกขึ้นแล้วเดินมาลูบศีรษะผมอย่างอ่อนโยน พร้อมดึงผมที่นั่งอยู่เข้าไปกอดอย่างให้กำลังใจ
ซึ่งผมก็จะทำอย่างที่บอกไป
ผมจะต้องMoveon
เื่นี้จะต้องจบโดยเร็ว จิติญญาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานของผมจะต้องกลับมาอย่างสมบูรณ์
สองสัปดาห์ต่อมาผมลงวันหยุดไว้สามวันเพื่อจัดการปัญหารกสมองและหัวใจของตัวเอง พร้อมจองห้องพักสวย ๆ แถวบางเสร่เอาไว้
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเติบโตมาอย่างดี”
“อะไรกัน ตอนเด็กผมน่าเกลียดมากรึไง?”
“ก็ตอนเด็กเธอทั้งผอมแห้ง ใส่แว่นหนาเตอะอย่างกับเด็กเนิร์ด”
“แล้วตอนนี้ล่ะ ผมเป็ยังไง?”
ผมสำรวจคนถามที่ยืนทำหน้าทะเล้นอยู่ตรงหน้าพร้อมกัดริมฝีปากแล้วโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนเกือบจะจูบกัน อีกฝ่ายผงะออกเล็กน้อยด้วยความใ ผมจึงยิ้มขันแล้วเลื่อนไปด้านข้างเพื่อกระซิบใกล้กกหูแทน
“น่ากินสุดๆ”
“อยากกินมั้ยล่ะ?”
“แน่นอน เธอโดนกินไม่เหลือซากแน่ ๆ”
‘ปอนด์’ แกล้งทำท่าขนลุกขนชันดูน่าหมั่นไส้
“ไปทำอะไรมาหุ่นถึงได้ดีขนาดนี้ แถมตัวสูงขึ้นตั้งเยอะ” ผมสำรวจรูปร่างของเพื่อนรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบยี่สิบปีอีกครั้ง
แม้มันจะอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมสีดำเข้ารูปกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกธรรมดาๆ แต่ก็ดู... เซ็กซี่เสียอย่างนั้น ผิวของปอนด์ขาวจั๊วะจนเกือบจะเท่ากระดาษเอสี่ แถมหน้าตี๋ ๆนั่นพอฉีกยิ้มกว้างแล้วดวงตาก็ปิดสนิทจนเป็เพียงเส้นโค้ง เหล็กจัดฟันที่ติดอยู่ทำให้ดูน่ารักย้อนวัยขึ้นไปอีกทั้งที่มันห่างกับผมเพียงสองปีเท่านั้น
ต้องขอบคุณโซเชียลมีเดียที่ย่อโลกให้แคบลง ปอนด์เป็หลานของเพื่อนรุ่นพี่ของแม่ผม เราเคยเล่นด้วยกันตอนเด็ก ๆ่ปิดเทอมเรามักจะได้เจอกันที่โรงเรียนของแม่ เพราะแม่ของผมกับป้าของปอนด์เป็ครูสอนภาษาไทยด้วยกันทั้งคู่
แต่หลังจากที่ป้าของปอนด์เกษียณไปก็ทำให้ผมกับมันไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งมาพบอีกครั้งในติ๊กต่อก ปอนด์เป็คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ผมจึงทักมันไปเพราะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา สุดท้ายก็พบว่าเคยเป็คนใกล้ตัวจริง ๆ
และเพราะอยากจะพักผ่อนแบบโล่งหัว ผมจึงออกปากชวนมันมาเป็เพื่อนในทริปทะเลใจนี้ด้วย
“ก็เพราะป่วยออดๆ แอด ๆ จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ สุดท้ายพอป้าเสียไปก็เลยต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง เพราะไม่มีใครดูแลเราอีกแล้ว”
ได้ฟังอย่างนั้นบรรยากาศก็ชวนเศร้าขึ้นมาเฉยๆ
“ได้ยินจากแม่มานานแล้วว่าป้าอี๊ดเสียแล้ว เสียใจด้วยนะปอนด์”
คนตัวสูงกว่าผมผงกหัวพร้อมยิ้มรับ
ผมจึงแยกไปเอาของออกจากกระเป๋าเดินทางมากระจายไว้ตามจุดต่างๆ ของห้องซึ่งเป็ห้องพักที่มีลูกเล่นเหมือนเรือโจรสลัดความสูงหนึ่งชั้นครึ่ง โดยเตียงนอนจะต้องขึ้นบันไดวนไปข้างบน ส่วนพื้นที่ด้านล่างจะเป็ห้องน้ำและโซนนั่งเล่นที่ใช้เฟอร์นิเจอร์เป็อุปกรณ์บนเรือเช่น หางเสือ ห่วงยาง หรือแม้แต่ตุ๊กตากะลาสีเป็ต้น
“แล้วรู้อะไรมั้ย?” เสียงของปอนด์ปลุกผมให้หันมาสนใจอีกครั้ง
“อะไรเหรอ?”
“ตอนเด็กๆ ผมเคยชอบพี่อะ”
“จริงอ้ะ?” ผมร้องลั่น “ทำไมเพิ่งมาบอก”
“ก็ถ้าบอกตอนนั้นพี่จะเอาผมเหรอ?”
ผมนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “ก็ไม่นะ...” แล้วหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ
“พี่นี่ก็ยังเป็คนที่ร้ายกาจสม่ำเสมอ ตอนเด็กฝีปากจัดจ้านยังไง ตอนนี้ก็คงจะยิ่งกว่าเดิมอีกล่ะมั้ง”
“ก็พูดตามจริงนี่ ร้ายตรงไหน แล้วตอนนี้ยังชอบอยู่ป้ะ?”
ปอนด์ตรงดิ่งเข้ามาแล้วใช้สายตาสำรวจสารร่างผมอย่างกรุ้มกริ่ม
“พี่เองก็... เติบโตมาอย่างดีเหมือนกันนะ” มันทำเสียงแหบพร่าพร้อมประกายตามีเลศนัย
“ยังไงเหรอ?” ผมย้อนถามด้วยสีหน้าท้าทาย
“ตอนเด็กๆ ว่าน่ารักแล้ว ตอนนี้โคตร...”
“โคตรอะไร?”
“น่าเอาอะดิ่” ว่าแล้วมันก็ตรงมาโอบตัวผมที่นั่งอยู่บนโซฟา
ผมแกล้งดิ้นขัดขืนเล็กน้อยพอเป็พิธี แต่ก็รับรู้ได้ว่าเรี่ยวแรงของอีกคนนั้นก็มหาศาลพอสมควร
“อย่าทะลึ่งนะ”
“ถึงขนาดเรียกผมมาเที่ยวด้วยสองต่อสอง ถ้าไม่ทำเื่ทะลึ่งก็เสียดายเวลาแย่ดิ่พี่”
“ไอ้ปอนด์...”
“ไปอาบน้ำกันเถอะ เดี๋ยวผมอาบให้” มันบอกด้วยหน้าทะเล้นแล้วก็ลากผมเข้าไปในห้องน้ำอย่างที่ว่าจริง ๆ
แบบนี้แล้วผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองน่าจะคิดถูก
ไม่ใช่ว่าดีใจที่ได้มามีอะไรกับเพื่อนรุ่นน้องหุ่นแซ่บหรอกนะ
แต่ทำอะไรที่ไม่ต้องมีเขาคนนั้นมาวนเวียนอยู่ในหัว สลัดเขาออกไปได้สักพักหนึ่งก็ยังดี
และจะดีกว่านั้นถ้าปรับลดความรู้สึกที่มีต่อเขาไปถึงจุดที่เพิ่งเริ่มรู้จักกันได้
โดยที่สายน้ำจากชาวเวอร์ถูกเปิดออกแล้วสาดกระเซ็นมาบนเรือนร่างของเราสองคน ผมกับปอนด์หัวเราะคิกคักเหมือนเด็ก ๆด้วยหน้าผากและสันจมูกที่ประกบชิดกัน ก่อนต่างฝ่ายจะช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกให้กันอย่างร้อนรนและััความพลุ่งพล่านด้วยการตะโบมจูบแลกลิ้นอย่างโหยกระหายราวกับเปลวเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนขึ้นท่ามกลางสายน้ำกระสานซ่านเซ็น...