“ ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะคุณหนู ”
ยี่ยี่ยืนส่งคุณหนูกับพี่สาวซินอี๋ใต้ต้นท้อ ทั้งสองสวมใส่ชุดคลุมสีดำราวกับเป็นบุรุษมัดผมหางม้า มองด้วยตาทั้งสองราวกับโจรบุกปล้นบ้านในช่วงกลางคืน เพียงแต่ว่าบนร่างกายไม่มีการพกดาบหรือกระบี่
“ ข้าไปก่อน เจ้าเข้านอนได้เลย ”
“ เจ้าค่ะคุณหนู ”
เสวี่ยหรงมองรองเท้าสาน เธอกลัวว่ามันจะขาดระหว่างวิ่ง จากนั้นจึงหันไปมองพี่สาวซินอี๋พยักหน้าให้อีกฝ่ายเพราะตนพร้อมแล้ว
“ คุณหนูจะวิ่งด้วยตัวท่านเองเช่นนั้นหรือ ”
“ ใช่แล้วล่ะ ข้าจะลองดูด้วยว่าสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้มากน้อยเพียงใด ”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าจะคอยวิ่งตามหลังท่าน ”
เสวี่ยหรงกระโจนขึ้นไปบนต้นท้อด้วยท่าทางสบายๆ มันกลับว่องไวราวกับลิงปีนป่ายไปตามต้นไม้ จนกระทั่งมาถึงปลายยอดเธอจึงใช้เวลาครู่หนึ่งมองกำแพงและหลังคาบ้านที่อยู่ถัดออกไปจากนั้นจึงกระโจนออกจากต้นท้อเหยียบย่างลงไปบนกำแพงตามด้วยการกระโจนส่งตนเองเหยียบหลังคามุ่งหน้าไปยังทิศทางโรงเตี๊ยมตระกูลไป่
มือทั้งสองจับไปยังบริเวณอกเล็กน้อยสัมผัสยันต์ที่ซุกซ่อนเอาไว้ ตลอดทั้งวันเธอนั่งวาดยันต์เตรียมไว้ใช้หลายสิบแผ่น ส่วนหนึ่งเก็บเอาไว้ในช่องเก็บของ อีกส่วนเหน็บไว้กลางหน้าอก เธอจำเป็นต้องพกยันต์ติดตัวก็เพื่อใช้มันป้องกันการโจมตีที่ไม่สามารถปัดป้องได้
แม้ภายในช่องเก็บของชะหยุดเวลาของทุกอย่างที่ใส่เข้าไปจนทำให้เธอเก็บยันต์ได้มากกว่า 1 วัน มันกลับไม่สามารถทำงานได้เมื่ออยู่ภายในช่องเก็บของ จำเป็นต้องนำออกมา
ยันต์ป้องกันจึงต้องพกติดตัวตลอดเวลาเพราะไม่เช่นนั้นมันจะไม่ทำงาน
ซินอี๋วิ่งไล่ตามหลังทิ้งระยะห่างเพียง 1 ช่วงแขน เธอรู้สึกแปลกใจกับความเร็วของคุณหนูไม่น้อย ระดับก่อกำเนิดปราณขั้นเริ่มต้นไม่ควรจะวิ่งได้รวดเร็วเช่นนี้ ความเร็วของคุณหนูอาจจะเทียบเท่ากับระดับก่อกำเนิดปราณขั้นสูงหรือไม่ก็อาจจะเทียบได้กับระดับปราณไหลเวียนขั้นเริ่มต้น
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกตะลึงมากกว่าความเร็วคือการก้าวเท้าของคุณหนู ทุกท่วงท่าแสดงออกมาได้เป็นธรรมชาติราวกับคนกำลังย่างเดินเพียงแต่ความเร็วที่ใช้รวดเร็วเป็นอย่างมาก ท่าทางสบายๆที่แสดงออกมานั้นเป็นดั่งที่เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับวรยุทธ์ท่าเท้าของตระกูลม่อ ถึงแม้จะเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน คุณหนูของเธอกลับแสดงออกมาได้สมบูรณ์แบบราวกับใช้มาหลายสิบปี
“ คุณหนูเจ้าคะ ระดับแท้จริงของท่านคือเท่าใด ”
เสวี่ยหรงหยุดเท้าแล้วหันกลับไปตอบคำถามพี่สาวซินอี๋ เธอยังคงเป็นระดับก่อกำเนิดปราณขั้นเริ่มต้นเช่นเดิม ต่อให้จะดูดซับปราณปีศาจเข้าสู่ร่างหลังจากสร้างตันเถียนได้แล้วก็ตาม ระดับพลังของเธอยังไม่ได้เพิ่มขึ้น
“ ข้ายังเป็นระดับก่อกำเนิดปราณขั้นเริ่มต้นเช่นเดิม มีสิ่งใดแปลกไปเช่นนั้นหรือ ”
“ ข้าสัมผัสคุณหนูไม่ได้เจ้าค่ะ หากข้ามองไปทางอื่น ท่านราวกับว่าหายตัวไป ”
“ ลุงเจ๋อสอนเกี่ยวกับการปกปิดตัวตนให้ข้า มันคงเป็นเพราะสิ่งนี้ ”
“ งั้นรึ ถ้าเช่นนั้นเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ”
ทั้งสองรีบเพิ่มความเร็วในการเดินทาง เสวี่ยหรงที่ได้ออกมาในช่วงค่ำพยายามกวาดตามองดูสิ่งต่างๆให้กว้างมากที่สุดเพื่อจดจำเส้นทาง เธอเริ่มรู้สึกชินกับสภาพแวดล้อมรอบข้างจึงสามารถเพิ่มความเร็วในการวิ่งได้มากยิ่งขึ้น
สองร่างพริ้วไหวไปตามหลังคาบ้านเรือนผู้คน ไม่มีการลงเหยียบพื้นแต่อย่างใด สิ่งก่อสร้างภายในเมืองล้วนแล้วมีระยะห่างกันไม่มากจึงทำให้สามารถวิ่งบนหลังคามุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมตระกูลไป่ได้ จนกระทั่งทั้งสองมาถึงจุดหมายก็ได้ลงเหยียบพื้นในตรอกใกล้ๆ จากนั้นจึงเริ่มจัดแต่งเสื้อผ้าปิดทับศีรษะด้วยหมวกสีดำมีผ้าพันเอาไว้รอบๆ จนมั่นใจว่าไม่มีใครเห็นหน้า เสวี่ยหรงจึงเป็นคนก้าวเท้านำออกจากตรอกมุ่งหน้าไปโรงเตี๊ยม
“ นายท่าน วันนี้ท่านก็มาเยี่ยมพวกเราอีกเช่นเคย เชิญๆ ข้าได้เตรียมสุราสุดแสนพิเศษให้ท่านเอาไว้ด้วย รับรองว่าคืนนี้ท่านจะต้องชอบมันอย่างแน่นอน! ”
“ นายท่านนายท่าน มาทางนี้เจ้าคะ ข้ารอท่านอยู่! ”
บทสนทนาหลากหลายดังมาจากโรงเตี๊ยมตระกูลไป่ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เสียงการพูดคุยยิ่งดังขึ้นชัดเจน
ด้านหน้าโรงเตี๊ยมมีผู้คนมากมายเข้าใช้งาน แต่ละคนเดินลงจากรถม้าหรูหราบ่งบอกว่าตนเองมาจากตระกูลสูงศักดิ์ หากเป็นจอมยุทธ์พวกเขาจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มีสีสันฉูดฉาดแล้วพาดดาบหรือกระบี่ไว้ที่หลังเพื่อแสดงความน่าเกรงขามของตนเอง
กลิ่นของบุหรี่ลอยมาแตะปลายจมูก เสวี่ยหรงเกือบจะสำลักเพราะไม่ได้กลิ่นนี้มานาน กลิ่นของสุราที่ลอยผสานมาด้วยกัน ทำให้สถานที่ตรงหน้าไม่ต่างจากแหล่งมั่วสุมในชีวิตก่อน
แม้จะมีร้านตกแต่งภายในให้เหมือนสมัยจีนโบราณจนดูคล้ายกับสถานที่ตรงหน้า เพียงแต่ว่าหลายอย่างกลับต่างกัน โต๊ะ เก้าอี้ และผู้คนที่เข้าไปใช้งานต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้นแล้วเสียงเพลงที่กำลังบรรเลงยังต่างกันออกไป
สิ่งที่ประดับตกแต่งคอยให้แสงสว่างเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้โรงเตี๊ยมตรงหน้าดูต่างจากร้านเหล้าในอดีตของเธอ ที่นี่มีเพียงแค่โคมไฟที่ประดับเอาไว้เพียงเท่านั้น แม้ภายในโรงเตี๊ยมจะมีการใช้แสงไฟที่ต่างกัน แสงเหล่านั้นมาจากการนำกระดาษสีคลุมโคมไฟเอาไว้
ซินอี๋แตะไปยังมีดที่พกติดตัว นานมากแล้วที่เธอไม่ได้จับพวกมัน หากสถานการณ์ไม่สู้ดีเธอพร้อมจะซัดมันอีกครั้งเพื่อปกป้องชีวิตคุณหนู กระทั่งทั้งสองมายืนอยู่ด้านหน้าทางเข้า เสวี่ยหรงจึงควักพู่สีแดงออกมาถือในมือ เธอต้องการให้คนเฝ้าประตูมองเห็นมันด้วยตัวพวกเขาเอง
“ คุณหนู อย่าออกห่างจากข้าเกิน 1 ช่วงแขน ”
เสวี่ยหรงมองตรงไปยังคนคุ้มกันที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ พู่สีแดงในมือของเธอสะดุดตาของอีกฝ่ายจนรีบก้าวเท้าเข้ามาหาด้วยตนเอง
“ ท่านทั้งสอง ข้าขอดูพู่ในมือของท่านได้หรือไม่ ”
“ เชิญ ” เสวี่ยหรงยื่นพู่ให้กับชายแก่ เมื่ออีกฝ่ายรับพู่ไปสำรวจก็ได้ค้อมตัวเล็กน้อยแล้วบอกให้ท่านทั้งสองตามไป
เสวี่ยหรงเห็นว่าไม่มีปัญหาหน้าทางเข้าจึงตามชายแก่ไปติดๆ ในระหว่างนี้เธอไม่ลืมใช้ตาทิพย์มองผู้คนรอบๆระหว่างทาง
เธอไม่ได้แค่จดจำทุกอย่างได้ดีเยี่ยมเท่านั้น ตาทิพย์ยังสามารถมองทะลวงไปถึงปราณภายในร่างเห็นถึงระดับของผู้คนที่อยู่ที่นี่ เธอจำเป็นต้องมองดูปราณก็เนื่องมาจากว่ายังไม่รู้เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยผู้ฝึกยุทธ์ภายในเมือง อนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมีการชดใช้หนี้เกิดขึ้น อาจจะมีการต่อสู้ เธอต้องรีบเตรียมตัวไม่ประมาทศัตรู
“ นายท่านเจ้าคะ ข้าอยู่ทางนี้ ”
หญิงสาวใบหน้าสะสวยจากการแต่งแต้มด้วยแป้งสีขาวทาปากให้เป็นสีแดงกำลังวิ่งไปมาภายในห้องที่เดินผ่าน อีกคนที่อยู่ภายในห้องมีสภาพเมามายกำลังใช้มือคว้าจับหญิงสาวที่เรียกหาตน
เสวี่ยหรงส่ายหน้า ไม่ว่าจะยุคไหน ผู้ชายล้วนแล้วเหมือนกันทั้งหมด หากได้ดื่มเหล้า เรื่องต่อไปที่จะทำคงหนีไม่พ้นเรื่องบนเตียง
“ เถ้าแก่ พวกเขามากันแล้ว ” ชายแก่นำทางหยุดเท้าหน้าประตูที่ปิดไว้ รอให้ผู้ที่อยู่ข้างในเอ่ยตอบ
เสวี่ยหรงมองไปยังประตูไม้บานใหญ่บนชั้น 4 ของโรงเตี๊ยมตระกูลไป่ การสร้างบ้านให้มีความสูงมากถึง 4 ชั้นนับว่าน่าประหลาดใจไม่น้อย เธอคิดว่าในโลกผู้ฝึกยุทธ์ควรจะมีบ้านสูงเพียง 2 ชั้น ตระกูลไป่กลับรู้วิธีสร้างตึก 4 ชั้นที่สามารถรองรับผู้คนได้หลายร้อยต่อวัน
“ พาพวกเขาเข้ามา ”
ประตูห้องแง้มเปิดเล็กน้อย ชายแก่ไม่ได้เดินเข้าไปด้วย เขาทำเพียงยืนส่งด้านหน้าประตู
เสวี่ยหรงจึงก้าวเท้าเข้าไปในห้องตรงหน้าพร้อมกับพี่สาวซินอี๋ สิ่งที่พบหลังจากเข้ามาด้านในคือหญิงคนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงมีรอยปักกุหลาบสีทองอยู่ทั่วผืน ใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยแป้งหลายชั้น แม้จะขาวเนียนกลับไม่สามารถลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้ทั้งหมด
“ คุณหนู ข้าคือเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมตระกูลไป่สาขาเมืองชุยฉาน ข้ามีนามว่า ไฉ่หง ข้าต้องขอโทษเป็นอย่างยิ่งที่เชิญพวกท่านมาด้วยวิธีเช่นนี้ ”
“ ข้าไม่ถือสา ” เสวี่ยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงบางเบาเพื่อตอบกลับอีกฝ่าย
“ แล้วทางโรงเตี๊ยมตระกูลไป่ต้องการให้ข้าช่วยในเรื่องใด ” .