ตอนที่ 160
ชัยชนะต่อเนื่อง
หลังจากที่ชิงอี้พ่ายแพ้หมดสติ การประลองก็ไม่ได้มีการหยุดพัก สำนักหงส์อัคคีส่งผู้เข้าประลองคนต่อไปขึ้นบนเวทีในทันที ซึ่งผู้ที่ขึ้นไปประลองกับเสวี่ยหมิงเป็นลำดับที่สองคือศิษย์หลักลำดับสิบของสำนักนาม...มอกาย ผู้ที่ฝึกทั้งพลังเพลิงและทักษะกายาเหล็กทำให้มีพละกำลังมหาศาล ผิวกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
การประลองในคู่ที่สองเริ่มขึ้นด้วยการแสดงพลังทำลายมหาศาลของมอกาย จนเวทีประลองพังทลายไปหลายแห่ง แต่ด้วยความไวของท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ก็ทำให้มอกายที่เคลื่อนไหวช้ากว่า ไม่อาจตามติดท่าร่างของเสวี่ยหมิงได้แม้แต่น้อย ดังนั้นการโจมตีต่อให้รุนแรงเพียงใดก็ไร้ผล
แฮก แฮก...
มอกายหอบเหนื่อยหลังจากหมัดที่สิบของมันทำลายมุมด้านหนึ่งของพื้นเวทีประลองจนแหว่งหาย
"ข้าต้องยอมรับในความไวราวแมลงสาบของแก แต่นั่นก็ทำให้ข้ารู้ว่าแกคงกลัวพลังโจมตีอันรุนแรงของหมัดเพลิงทำลายล้างที่ผสมผสานกับพลังกายาเหล็กของข้าสินะ"
เสวี่ยหมิงไม่ตอบคำเพียงยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะส่ายศีรษะไปมา
"หนอย...เจ้าเด็กอวดดี มาดูกันว่าหลังจากที่ข้าใช้ทักษะเพลิงกระตุ้นพลังแล้วแกจะยังยิ้มออกอีกไหม"
ทักษะเพลิงกระตุ้นพลัง เป็นความสามารถเช่นเดียวกับที่เสวี่ยหมิงเคยใช้ในตอนที่ยังสามารถควบคุมบังคับลมปราณเพลิงวิเศษได้อยู่ ซึ่งโดยหลักของเพลิงก็คือการกระตุ้นเร่งเร้าเพิ่มพลังและความว่องไวให้กับผู้ฝึกตน ซึ่งตรงข้ามกับพลังเหมันต์ที่เป็นทักษะปล่อยออกและมีผลตรงกันข้ามคือยับยั้ง หน่วงช้า และหยุดนิ่ง
เปลวเพลิงร้อนแรงลุกท่วมตัวของมอกาย เสียงฮือฮาดังขึ้นจากรอบสนามอีกครั้ง ร่างใหญ่โตอันเชื่องช้า กลับกลายเป็นว่องไวประเปรียวราวเสือร้าย
ตุบ ตุบ...!!!
ย่างก้าวของมอกายดังขึ้นที่ด้านข้างของเสวี่ยหมิงโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
เปรี้ยง !!!
กำปั้นอันใหญ่โตซึ่งอาบไล้ด้วยเพลิงทำลายล้างของมอกายกระแทกเข้าเต็มสีข้างด้านซ้ายของเสวี่ยหมิง ส่งร่างของเสวี่ยหมิงให้ปลิวไปตามแรงปะทะ
เสียงหัวเราะร่าสะใจของมอกายดังตามหลัง ทันทีที่มันรับรู้ว่าหมัดแกร่งของตนเองกระแทกถูกเลือดเนื้อจริง ๆ ของเสวี่ยหมิงหาใช่ก้อนน้ำแข็งเช่นเดียวกับชิงอี้ในการประลองครั้งแรก
แม้จะถูกกระแทกกระเด็นไปแล้วแต่ยามที่ลอยอยู่กลางอากาศเสวี่ยหมิงยังสามารถพลิกตัวกลับมายืนมั่นคงบนพื้นได้อีกครั้ง "เจ้านี่ท่าทางจะมั่นใจในพลังของตนเองมากสินะ" เสวี่ยหมิงที่ดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยเอ่ยขึ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่แกโดนนั่นแค่หมัดแรก แต่หมัดต่อ ๆ ไปข้าจะนวดแกให้กลายเป็นเนื้อบดเลยคอยดู"
"เนื้อบด งั้นก็เข้ามา" ครานี้เสวี่ยหมิงไม่ได้ใช้ท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์อีก เพราะรับรู้แล้วว่าเมื่อมอกายใช้ทักษะเพลิงกระตุ้นพลัง ความไวของมอกายนั้นสูงกว่าของเสวี่ยหมิงซึ่งยังสงวนการใช้ลมปราณเหมันต์อยู่
ย๊ากกกกก !!!
เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงไม่หลบหลีกแถมทำท่าพุ่งใส่หมายแลกหมัดกับตนเอง มีหรือที่มนุษย์ผู้ที่ฝึกทักษะกายาเหล็กจะยินยอม มอกายตะโกนลั่นพร้อมเกร็งพลังทั่วร่างอยู่ในระดับสูงสุดจนเพลิงไฟลุกท่วมเจิดจ้า สองเท้ายามก้าวเดินส่งคลื่นสั่นไหวกระแทกออกดัง...ปัง !ตามติดไปทุกฝีก้าว
เปรี้ยง !!!
สองหมัดปะทะหักหาญกันที่กลางเวที พื้นที่หยั่งเท้าของทั้งคู่แตกระเบิดออก เท้าของเสวี่ยหมิงจมยุบลงไปในพื้นหินราวสองหุน ส่วนร่างของมอกายกระเด็นปลิวกระแทกกับม่านพลังของสนามประลองจนส่งเสียงดัง หากว่าไม่มีม่านพลังกางกั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าสภาวะร่างที่ปลิวกระเด็นของมอกายนั้นจะลอยไกลไปหยุด ณ ที่ใด
เมื่อมอกายพ่ายแพ้บริเวณที่นั่งของผู้อาวุโสสำนักหงส์อัคคีก็ร้อนรนจนแทบจะลุกเป็นไฟ ทำให้ครั้งนี้พวกมันตัดสินใจส่งศิษย์หลักที่เก่งที่สุดซึ่งอยู่ในความดูแลของตนเองออกมา...ฟางหรงศิษย์หลักลำดับที่หนึ่ง
ฟางหรงหญิงสาวชดช้อย แม้จะดูว่ารูปร่างงดงามสะโอดสะอง แต่อย่าได้ประมาทฝีมืออันเผ็ดร้อนของนาง ด้วยวัยเพียงแค่สิบเก้าปีแต่ฟางหรงนั้นเป็นศิษย์หลักเพียงผู้เดียวที่สำเร็จเคล็ดวิชาลมปราณหงส์อัคคีถึงขอบขั้นที่สาม
"หนุ่มน้อย ก่อนอื่นข้าต้องยอมรับว่าเจ้ามีฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว" ฟางหรงมองเสวี่ยหมิงด้วยท่าทางดูแคลน "แต่หากเจ้ายังคงออมรั้งพลังเอาไว้เช่นเดิมในการประลองกับข้า เจ้าก็คิดผิดแล้ว"
"ขอบคุณพี่สาวในความหวังดี แต่การที่จะทำให้ข้าแสดงพลังที่มีนั้นหาใช้เพียงคำพูดก็ทำได้" คำกล่าวไม่รับไมตรีพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้ฟางหรงเริ่มการประลอง ยิ่งทำให้ผู้คนรอบสนามส่งเสียงโห่ฮาใส่เสวี่ยหมิงมากยิ่งขึ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ข้าฟางหรงก็หวังให้ฝีมือของเจ้าร้ายกาจได้เท่าฝีปากอันเผ็ดร้อน"
เสวี่ยหมิงที่แผ่พลังจิตวิญญาณครอบคลุมเวทีประลองเอาไว้แล้ว หาได้ตื่นเต้นกับพลังที่ถูกเร่งเร้าขึ้นจนล้นเปี่ยมของฟางหรง เพราะระดับเพลิงที่หญิงสาวใช้นั่นยังอ่อนด้อยกว่าของราชาจิ้งเหลนลาวาเสียอีก
วิหคเพลิงโบยบิน...เพลิงลมปราณที่ก่อตัวเป็นรูปวิหคเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่เสวี่ยหมิงจากทางด้านหน้า แต่เพราะเสวี่ยหมิงกางกั้นพลังจิตวิญญาณตรวจสอบเอาไว้โดยรอบสนามประลอง ทำให้เสวี่ยหมิงรับรู้ว่าทันทีที่ฟางหรงปลดปล่อยท่าโจมตีวิหคเปลวเพลิงออกมา ซึ่งในตอนนี้ฟางหรงเองก็ใช้ทักษะเพลิงกระตุ้นพลังเช่นเดียวกับมอกาย เพราะนางรับรู้จากการประลองก่อนหน้าแล้วว่าท่าร่างของเสวี่ยหมิงนั้นยังว่องไวกว่าท่าร่างของสำนักหงศือัคคีโดย แต่ก็เชื่องช้ากว่าท่าร่างของสำนักหงส์อัคคีที่ผสานรวมกับทักษะเพลิงกระตุ้นพลัง
เมื่อการประลองไม่ได้ดุเดือดกดดันเช่นเดียวกับในยามที่ปะทะกับราชาจิ้งเหลนลาวา ทำให้เสวี่ยหมิงมีสติแจ่มใสสามารถใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวของฟางหรงได้กระจ่างราวนิ้วบนฝ่ามือ เมื่อฟางหรงใช้ท่าเพลิงไฟที่ด้านหน้าเป็นกลลวง แต่ท่าโจมตีตามหลังของนางจึงจะเป็นของจริง เสวี่ยหมิงก็ไม่กล้าประมาทตระเตรียมแผนการรับมือ
...เพลิงไฟแม้ไม่ร้อนแรง แต่หากโดนเข้าไปเต็ม ๆ ก็คงทำให้เลือดลมปั่นป่วน แต่ท่าโจมตีตามหลังคงจะต้องรุนแรงกว่าท่าล่อหลอกเป็นอย่างมาก
ลมปราณเหมันต์ถูกขับเคลื่อนเป็นครั้งแรก ไอสีฟ้าครามแผ่ปกคลุมร่างของเสวี่ยหมิงจนดูเย็นชาและลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก การตั้งรับสองท่วงท่าพร้อม ๆ กันไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เสวี่ยหมิงที่คำนวณแล้วว่าการจู่โจมตามหลังของฟางหรงจะมายังด้านซ้ายมือของตนเอง เพื่อเป็นการซ้ำเติมบาดแผลที่เกิดจากมอกาย ดังนั้นเสวี่ยหมิงจึงพลิกร่างให้หันมาเผชิญหน้ากับฟางหรงที่ด้านซ้ายแทน ส่วนลมปราณเปลวเพลิงที่ซัดออกมานั้นเสวี่ยหมิงก็ใช้หมัดขวาส่งลมปราณเหมันต์เข้าปะทะโดยมิต้องหันไปมองแม้แต่น้อย
ฟางหรงที่พุ่งด้วยความไวสุดรั้งไม่อาจเปลี่ยนทิศทางการโจมตีได้อีก แม้จะรู้ว่าเสวี่ยหมิงจับทางได้ แต่นางเองก็มั่นใจในเพลิงไฟของตนจึงไม่คิดจะถอยกลับเพื่อหาโอกาสอีกครั้ง หวังใช้การโจมตีวัดพลังลมปราณหักหาญดูว่าผู้ใดเหนือกว่า เพลิงไฟที่อาบเคลือบสองมือของฟางหรงพลันเจิดจ้าขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่จะยื่นออกไปโจมตีเสวี่ยหมิง
เสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะยืดหมัดขวาปล่อยหมัดลมปราณเหมันต์เข้าปะทะกับวิหคเปลวเพลิงยังไม่ทันที่จะชักแขนกลับคืน เมื่อท่าโจมตีตามติดของฟางหรงมาถึง เสวี่ยหมิงก็โน้มตัวไปที่เบื้องหน้าบิดหมุนบั้นเอวกวาดแขนขวาที่ยังมิได้หดกลับปรับเปลี่ยนทิศทาง ฟางหรงแสยะยิ้มหมายว่าท่าโจมตีหลงเหลือของเสวี่ยหมิงนั้นมีระดับพลังต่ำลงหากปะทะเข้ากับท่าหมัดของตนเองคงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แต่ไม่ทันที่ท่าโจมตีจะปะทะกันเสวี่ยหมิงพลันโน้มตัวลงด้านล่างกวาดยืดแขนขวาที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณเหมันต์ลงกระแทกพื้นก่อเกิดกำแพงน้ำแข็งหนาพวยพุ่งเข้าหาฟางหรงแทนที่
ตูม ตูม !!!
เสียงแตกระเบิดของลมปราณที่หักหาญกันดังสนั่น
แม้ผู้คนจะมองว่าผลการปะทะออกมาพลังของฟางหรงจะเหนือกว่า แต่ฟางหรงที่สองมือยังคงค้างแข็งจากการออกท่าโจมตีจนสุดรั้งไปแล้ว เหลือบตามองลงต่ำ เห็นหมัดซ้ายกำแน่นของเสวี่ยหมิงพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นตรงเข้าหาปลายคางของตนเอง
...ในใจปรากฏคำจบสิ้นขึ้นในวินาทีนั้น
"เจ้าใช้ทั้งสองหมัดโจมตี แต่ข้าเพิ่งจะใช้เพียงแค่มือข้างเดียว" เสวี่ยหมิงเอ่ยเบา ๆ ก่อนที่หมัดเหมันต์จะพุ่งเข้าแตะที่ปลายคางของฟางหรง แต่ท่าโจมตีกลับชะงักลงเพียงเท่านั้นหาได้ทำอันตรายต่อศีรษะของหญิงสาว
"ข้ายอมแพ้"ฟางหรงเองรับรู้ว่าหากเป็นการต่อสู้เป็นตาย ชีวิตของนางคงหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการเอ่ยคำยอมแพ้สำหรับการประลองในครั้งนี้จึงเหมาะควรที่สุดแล้ว