ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 49 เงื่อนไขสามข้อ

    หลังกลับถึงจวนอ๋องเจ็ด ผู้ดูแลจวนก็รีบเข้ามารายงาน “เรียนอ๋องเจ็ด เว่ยสือซานแจ้งว่าอ๋องเก้าเชิญท่านอ๋องไปพบ ตอนนี้กำลังรออยู่ที่โรงน้ำชาหย่าหมิงขอรับ”

    อ๋องเจ็ดพยักหน้าให้ผู้ดูแลจวน ก่อนจะหันไปบอกฮวาชิงเหยียน “ข้าคงไม่กลับมากินอาหารเย็น หากเจ้าอยากกินอะไรก็สั่งให้คนจัดการได้เลย”

    ฮวาชิงเหยียนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ พอเห็นว่าอ๋องเจ็ดกำลังจะออกไป นางพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบร้องเรียกไว้ “ท่าน...” แต่พอเห็นว่าผู้ดูแลจวนกับองครักษ์อยู่ด้วย นางจึงกลืนคำว่า ‘อ๋องเจ็ด’ ลงไปแล้วพูดตรงๆ ว่า “ข้าอยากให้ห้องนอนกับห้องด้านข้างทะลุถึงกันเพื่อใช้ส่วนตัว ท่านอนุญาตหรือไม่”

    ห้องด้านข้างที่ว่านั่นก็คือห้องที่นางปรุงยาเมื่อวาน

    อ๋องเจ็ดเพียงมองนางอย่างครุ่นคิด ไม่ได้ซักไซ้ใดๆ ก่อนจะหันไปสั่งผู้ดูแลจวน “ช่วงบ่ายสั่งคนเจาะผนังห้องนอนกับห้องด้านข้างให้เชื่อมกัน”

    ผู้ดูแลจวนโค้งรับคำ “รับทราบขอรับ”

    เมื่อสั่งเสร็จอ๋องเจ็ดก็จากไปทันที ผู้ดูแลจวนมองตามหลังเขาด้วยความแปลกใจเงียบๆ อ๋องเจ็ดดูจะปฏิบัติต่อชายาต่างจากสองวันก่อนยิ่งนัก

    ฮวาชิงเหยียนเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน จวินมั่วหานกลายเป็นคนพูดง่ายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร ทั้งไม่ถามด้วยซ้ำว่านางจะเอาห้องนั้นไปทำอะไร

    แต่ฮวาชิงเหยียนไม่ติดใจอะไร นางกลับไปที่เรือนแล้วสั่งให้บ่าวรับใช้ขุดแปลงสมุนไพรเพิ่ม ในมิติเก็บของของนางมีเมล็ดพันธุ์สมุนไพรหายากจากศตวรรษที่ยี่สิบสามหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นม่านตี้ ซวี่เหว่ยเฉ่า ไป่เย่จ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อตระเตรียมแปลงเสร็จ นางก็ค่อยๆ นำเมล็ดพันธุ์สมุนไพรหว่านลงไป

    ฮวาชิงเหยียนใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการปลูกสมุนไพร

     

    ชั้นสองของโรงน้ำชาหย่าหมิง

    “พี่เจ็ด เรื่องที่ท่านให้ข้าไปสืบเกี่ยวกับจวนอันกั๋วกงเมื่อปีนั้น สืบหาความจริงได้ยากเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจ้าวหลิงเฟิงล่วงรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังสืบเรื่องนี้ ถึงได้พยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งพักนี้ยังดูจะสนิทสนมกับหลิ่วอี้เฟิงไม่น้อย ข้ากังวลว่าหากยังสืบต่อไป อาจส่งผลเสียต่อตัวท่านกับพี่สะใภ้...” อ๋องเก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล

    “ไม่เป็นไร...พวกเขาทำอะไรไม่ได้หรอก” อ๋องเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา แท้จริงเขาให้อ๋องเก้าช่วยสืบเรื่องในอดีตมานานแล้ว ที่พูดกับฮวาเฮ่าเย่ว์ก็แค่บอกให้รู้ไว้เท่านั้น

    จากนั้นเขาพลันนึกขึ้นได้อีกเรื่องจึงกล่าวว่า “เจ้าส่งคนที่มีฝีมือหน่อยไปคอยปกป้องฮวาชิงเหยียนที”

    อ๋องเก้ารับคำ “ขอรับ พี่เจ็ด...ข้ารู้สึกว่าเรื่องของฮวาเจิ้งแปลกไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะตามร่องรอยอย่างไรกลับไม่มีเบาะแสหลงเหลือเลยสักนิด”

    อ๋องเจ็ดครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย “น้องเก้า ข้าคิดว่าฮวาเจิ้งอาจยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ...ขอเจ้าใส่ใจเรื่องนี้ให้มากหน่อย” 

    หลังฮวาชิงเหยียนกินอาหารเย็นเสร็จ นางก็กลับเข้าห้องนอน พอเห็นห้องด้านข้างที่เพิ่งเจาะเมื่อช่วงบ่ายก็พยักหน้าด้วยความพอใจ

    ในห้องนั้นจัดวางเตาหลอมโอสถ สมุนไพร และตู้ไม้บรรจุคัมภีร์ต่างๆ ไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย นางหยิบหุ่นยนต์ผึ้งตัวหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เหมือนเครื่องบันทึกภาพออกมาจากมิติเก็บของ จากนั้นวางไว้ในตำแหน่งลับตรงขื่อห้อง หลังวางเสร็จก็เดินเข้าไปในห้องนอนด้วยความสบายใจ

    แต่พอกลับมาถึงห้องนางก็ต้องชะงัก เพราะไม่รู้ว่าจวินมั่วหานเข้ามานั่งจิบชาในห้องตั้งแต่เมื่อไร

    “ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” นางตกใจจนเผลอถามเสียงดัง

    ระดับพลังของจวินมั่วหานนั้นสูงเพียงใดไม่อาจวัดได้ เพราะทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว นางไม่เคยรู้ก่อนเลยสักครั้ง

    อ๋องเจ็ดเห็นสีหน้าของนางที่เหมือนจะต่อว่าเขาว่าเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไร คิ้วคมขมวดขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหานางทีละก้าว 

    ฮวาชิงเหยียนเห็นเขาเข้ามาใกล้ก็เผลอถอยกรูดจนแผ่นหลังชนติดผนัง

    อ๋องเจ็ดยกแขนขึ้นยันผนังทั้งสองข้างข้างลำตัวของนาง ราวกับจะกักนางไว้ไม่ให้ออกไปไหน

    “ท่านจะทำอะไร!” ฮวาชิงเหยียนที่เห็นว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เพียงคืบ ก็ตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก รีบยืดตัวขึ้นพร้อมยกแขนกันไว้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมเสียพรหมจรรย์เด็ดขาด!

    “คำถามของเจ้าน่าสนใจนัก สามีภรรยาอยู่ในห้องนอนด้วยกันเช่นนี้ เจ้าว่าข้าจะทำอะไรได้อีกเล่า” 

    เสียงทุ้มนุ่มของอ๋องเจ็ดดังขึ้นข้างใบหูพร้อมลมหายใจร้อนผ่าว ทำเอาหูของฮวาชิงเหยียนขึ้นสีแดงจัดโดยไม่รู้ตัว

    ฮวาชิงเหยียนดันอกอ๋องเจ็ดโดยสัญชาตญาณ แต่พอฝ่ามือแตะกับแผงอกของเขากลับพบว่าไม่ขยับแม้แต่น้อย

    อกเขาทำจากอะไรกัน เหตุใดถึงได้แข็งขนาดนี้!

    ฮวาชิงเหยียนไม่ชอบสถานการณ์ที่ตนควบคุมไม่ได้เช่นนี้เป็นที่สุด ไม่ว่าจะในวงการแพทย์หรือตอนใช้ชีวิต นางล้วนเป็นฝ่ายควบคุมมาโดยตลอด ความรู้สึกตกอยู่ใต้เงื่อนไขของผู้อื่นแบบนี้ทำให้นางโมโหจนแทบระเบิด

    นางสะบัดหน้าหันหนี แต่กลับรู้สึกว่าริมฝีปากตนไปกระแทกเข้ากับของนุ่มนิ่มบางอย่าง

    ฮวาชิงเหยียนเบิกตากว้างทันที

    ขะ...ข้ากำลังจูบกับจวินมั่วหาน!

    จวินมั่วหานเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน แววตาพลันลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง

    แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ฮวาชิงเหยียนก็ผลักเขาออกสุดแรง แล้วรีบยกมือเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ซ้ำยัง ‘แหวะ’ ออกมาสองที ทำราวกับรังเกียจนักหนาอีกด้วย

    แววตาของจวินมั่วหานพลันหม่นลึกลง แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือก ‘อย่าเข้าใกล้’ ออกมาชัดเจน ก่อนจะเดินกลับไปนั่งบนรถเข็นทันที

    ท่าทางตอนนี้ของเขาราวกับเป็นฝ่ายที่โดนลวนลามเสียเอง

    ฮวาชิงเหยียนรู้ตัวอีกที ก็เห็นภาพนั้นเข้าเต็มตา “เอ่อ...คนที่ถูกฉวยโอกาสควรจะเป็นข้ามากกว่าไม่ใช่หรือ”

    แต่พอเห็นจวินมั่วหานเป็นแบบนั้น ความอึดอัดใจก็คลายลงไปมาก นางตั้งใจจะลืมเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ให้หมด

    เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร นางก็ไม่แน่ใจว่าเขากลับมาเพื่ออะไร สายตาจึงกวาดมองเขาที่นั่งอยู่บนรถเข็น ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแล่นเข้ามาในหัว

    “ขาของท่าน!!!”

    อ๋องเจ็ดปรายตามองนางอย่างเย็นชาแต่ไม่ได้ตอบอะไร

    ฮวาชิงเหยียนยกยิ้มมุมปาก พูดตรงๆ ว่า “ข้ารักษาขาของท่านได้นะ”

    อ๋องเจ็ดได้ยินแล้วกลับไม่แสดงความยินดีแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลิ่นอายทั้งร่างกลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะใช้พลังจิตควบคุมรถเข็นหมุนจากไป

    ฮวาชิงเหยียนรีบไล่ตามไป “ข้าไม่ได้ล้อท่านเล่นนะ ข้ารักษาได้จริงๆ ...”

    จวินมั่วหานที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมาเอ่ยขัดขึ้นทันที “เจ้าทำไม่ได้”

    สีหน้าฮวาชิงเหยียนพลันเคร่งเครียด นางเม้มปากแน่นก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้าบอกว่ารักษาได้ก็ต้องรักษาได้สิ ท่านสงสัยตัวข้าได้ แต่อย่าได้สงสัยในวิชาแพทย์ของข้า! ข้าขอพูดไว้ตรงนี้ หากข้ารักษาขาท่านไม่ได้ ฮวาชิงเหยียนผู้นี้จะยอมให้ท่านจัดการตามอำเภอใจเลย!”

    ไม่รู้ว่าจวินมั่วหานเชื่อหรือไม่ แต่เขาหมุนรถเข็นกลับมา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เงื่อนไข”

    ฮวาชิงเหยียนสีหน้ามึนงง “เงื่อนไขอะไร”

    “หากรักษาข้าหาย เจ้าต้องการอะไร” จวินมั่วหานรู้ดีว่าในใต้หล้านี้ไม่มีของที่ได้มาโดยไม่หวังผลตอบแทบ

    ฮวาชิงเหยียนได้ยินองค์ชายเจ็ดถามเช่นนี้ก็ส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ต้องการอะไร”

    นางเพียงคิดว่าหากรักษาขาของจวินมั่วหานหายได้ เขาก็จะติดหนี้บุญคุณตน วันหน้าหากจำเป็นต้องร่วมมือกันจริงๆ เขาย่อมไม่ปฏิเสธเป็นแน่ แบบนี้ย่อมแสดงถึงความจริงใจยิ่งกว่าการตั้งเงื่อนไขใดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เสียอีก

    สิ่งที่ฮวาชิงเหยียนไม่รู้คือ ตอนที่นางพูดว่าไม่ต้องการอะไรนั้น จวินมั่วหานกลับเกิดคลื่นอารมณ์ในใจ

    จวินมั่วหานจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของฮวาชิงเหยียนอยู่นาน จึงค่อยเอ่ยว่า “หากเจ้ารักษาขาข้าได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าขอสามข้อ”

    ยอมให้นางลองดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย...เพราะเขาไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณผู้ใดอยู่แล้ว

    เพียงแต่...แม้แต่โอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวระดับเก้าของปรมาจารย์หลอมโอสถไป่เฉ่าจื่อก็ยังไม่อาจรักษาขาของเขาให้หายได้

    ตอนที่ขาได้รับบาดเจ็บในปีนั้น เขาได้ไปหาปรมาจารย์หลอมโอสถไป่เฉ่าจื่อ แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่มีโอสถใดสามารถรักษาได้ ตอนนั้นเขาเกือบสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ

    พอหวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น อ๋องเจ็ดก็รู้สึกว่าจุดตันเถียนปวดหนึบ เลือดลมพลันติดขัด เขาไออย่างแรงก่อนจะกระอักเลือดออกมาในทันที

    ฮวาชิงเหยียนตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน รีบเอ่ยว่า “ท่าน...บาดเจ็บหรือ”

    องค์ชายเจ็ดไม่ตอบ แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกมือสังหารซุ่มโจมตีระหว่างทางกลับจวนเมื่อครู่ แววตาก็เย็นเยียบลงทันที ไม่รู้ว่าจอมยุทธ์ฝีมือฉกาจกว่าสิบคนนั้นเป็นคนของผู้ใด เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกลอบฟาดใส่ฝ่ามือหนึ่ง

    ฮวาชิงเหยียนรีบดึงแขนของอ๋องเจ็ดมาตรวจชีพจรทันที

    อ๋องเจ็ดมองการกระทำของนางอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ดึงแขนกลับ และปล่อยให้นางทำตามใจโดยไม่กล่าวอะไร

    ฮวาชิงเหยียนตรวจชีพจรอย่างจริงจัง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหยิบโอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตจากมิติเก็บของออกมา

    “ดื่มสิ” ฮวาชิงเหยียนกล่าวพลางยื่นขวดโอสถให้เขา

    อ๋องเจ็ดมองนางก่อนจะรับขวดโอสถจากมือนางแล้วดื่มลงไปทันที

    ทันทีที่โอสถไหลลงคอ ความปวดร้าวตามร่างกายก็ทุเลาลง ความไม่สบายค่อยๆ จางหายไป รู้สึกได้ว่าพลังปราณและพลังบ่มเพาะภายในฟื้นฟูขึ้นอย่างเต็มเปี่ยม

    โอสถน้ำนี้...

    อ๋องเจ็ดกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ฮวาชิงเหยียนกลับไม่รอช้า ผลักรถเข็นของเขาไปที่เตียงแล้วชี้ว่า

     

    “ขึ้นไปนอน”

     

    สีหน้าของนางเคร่งขรึมยิ่ง ทั้งน้ำเสียงยังไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

    ทุกครั้งที่ฮวาชิงเหยียนรักษาผู้ป่วย นางจะมีท่าทีจริงจังและเปี่ยมไปด้วยอำนาจเช่นนี้เสมอ

    ในดวงตาลุ่มลึกของอ๋องเจ็ดกลับวาบแสงอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาจึงล้มตัวนอนลงอย่างว่าง่าย

    น่าแปลกนัก ทั้งๆ ที่เขามีสัญชาตญาณระวังตัวสูงและมีวินัยในตนเองอย่างยิ่ง กลับหลับอย่างรวดเร็ว

    ฮวาชิงเหยียนมองกึ่งสำรวจจวินมั่วหาน พลางคิดว่าพอใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาอยู่ใต้แสงจันทร์ช่างดูงดงามยิ่งนัก

    เมื่อเห็นว่าเขาหลับสนิทดีแล้ว ฮวาชิงเหยียนจึงตรวจชีพจรอีกครั้ง นางไม่คิดว่าร่างกายของจวินมั่วหานที่ภายนอกดูแข็งแรง ทว่าอวัยวะภายในกลับค่อยๆ เสื่อมถอย เส้นลมปราณก็ขาดไปกว่าครึ่ง ที่ยืนได้ทุกวันนี้ก็ล้วนพึ่งพาพลังฝึกตน หาได้รู้ไม่ว่าการทำเช่นนี้จะยิ่งเร่งให้ร่างกายทรุดลงกว่าเดิม

    ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วตรวจสอบขาของเขาอย่างละเอียด หลังบีบคลำทีละจุดจึงพบว่าอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงกว่าที่คิดมาก

    รักษายากกว่าขาของพี่ชายเสียอีก หากพึ่งเพียงสมุนไพรที่มีอยู่ในที่แห่งนี้ นางก็ไม่มั่นใจว่าจะรักษาให้หายได้ โชคยังดีที่นางมีเมล็ดพันธุ์สมุนไพรจากศตวรรษที่ยี่สิบสามและปลูกไว้นอกเรือนเรียบร้อยแล้ว อีกเพียงสิบวันก็จะเติบโตและนำมารักษาขาของเขาได้ 

    เมื่อตรวจขาของเขาเสร็จแล้ว และฮวาชิงเหยียนเห็นว่าอ๋องเจ็ดยังหลับสนิท จึงไปยังห้องโอสถด้านข้างเพื่อค้นหาสมุนไพรอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการรักษา

    แต่ฮวาชิงเหยียนไม่ได้รู้เลยว่า อ๋องเจ็ดลืมตามองอย่างระแวดระวังตั้งแต่นางแตะขาของเขาแล้ว เขาไม่เอ่ยสิ่งใดตั้งแต่ตอนนางตรวจจนกระทั่งเดินออกไป เพียงมองเงียบๆ ทว่าในดวงตามีแววความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะบรรยาย

     

    จวนตระกูลซู

    หลังจากตระกูลซูสูญเสียอำนาจในจวนอันกั๋วกง จวนที่เคยรุ่งเรืองก็ร่วงโรย เหลือเพียงนอกจวนที่ยังดูได้ ส่วนในเรือนแทบไม่เหลือสาวใช้หรือบ่าวชายแล้ว

    เสิ่นซื่อกลับมาถึงเรือนด้วยความโกรธสุมทรวง โชคดีที่ยังได้เงินติดมือมา หากไม่ได้เกรงว่าคงต้องรื้อจวนทิ้งทั้งหลัง

    “ซูอันเย่ ฮวาชิงเหยียนหลานสาวคนดีของเจ้าไม่เห็นหัวผู้ใหญ่! ไหนเลยจะเห็นข้าเป็นน้าสะใภ้ น้องสาวคนดีของเจ้าสอนลูกอย่างไร? น้องสาวเจ้าก็เหมือนกัน ขอยืมเงินเพียงเล็กน้อยยังไม่ยอมให้สักนิด...”