ท่าทางหยิ่งยโสโอหังของซุนเฟยกระตุ้นความโกรธของชายร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายตาเดียวได้เป็นอย่างดีเขาละสายตาออกจากร่างสาวงามในชุดสีแดงเพลิง แล้วหันมากวาดสายตามองซุนเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้ามุมปากของเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างดูถูก
“รู้ไหมว่าข้าเกลียดอะไรมากที่สุด?” ชายร่างผอมพูดเปรยออกมา “ข้าเกลียดกุหลาบที่เติบโตมาจากเรือนกระจกเช่นเจ้ามากที่สุดอย่าได้ริมาท้าทายวัชพืชป่าที่เผชิญลมฝนมานับไม่ถ้วนอย่างพวกข้า...เด็กน้อย เจ้าเคยเห็นคนตายไหม? เจ้าเคยฆ่าคนหรือเปล่า? เจ้าเคยได้ยินเสียงอันไพเราะยามที่คนในครอบครัวของเจ้าถูกตัดหัวหรือไม่? เจ้าเคยรู้สึกถึงความอุ่นร้อนของหยดเลือดที่สาดกระเด็นใส่หน้าเจ้าหรือเปล่า?” พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด และแฝงไปด้วยความริษยาและเกลียดชัง “เจ้ามันก็เป็นแค่คนชั้นสูงโง่เง่า บนโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ยังมีพื้นที่ให้เจ้าหยิ่งยโสได้อีกเหรอที่นี่! ตรงนี้! เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่รอวันโดนเชือด!”
ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเปล่า?
ซุนเฟยลูบคางตัวเองด้วยความรู้สึกงงงวยเล็กๆบิดาก็แค่จะมาสังหารพวกเจ้าไม่กี่คนเท่านั้นเอง ทำไมต้องมาถามคำถามเชิงปรัชญาโง่ๆ นี้ด้วย? แล้วใครอยากจะฟังชีวประวัติของมันกันท่าทางของมันทำให้ซุนเฟยนึกถึงพวกนักเลงคีย์บอร์ดในโลกเก่าไม่มีผิด
“ฝ่าบาท คนผู้นั้นมีนามว่าเดวิด เบนท์ลีย์ เป็นหนึ่งในผู้นำระดับกลางของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต เล่ากันว่าเขาเป็นนักรบตกอับและที่ครอบครัวของเขาต้องถูกถอนออกจากสถานะขุนนางก็เกี่ยวข้องกับการเกิดมาของเขา ดังนั้นเขาเลยเกลียดชังพวกขุนนางมากกว่าใครเขาเป็นนักรบสามดาวระยะกลางธาตุน้ำแข็ง ส่วนชายหัวล้านตาเดียวคนนั้นเป็นหนึ่งในหกหัวหน้าระดับสูงของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัดนัก แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับสูงกว่าเบนท์ลีย์หลายเท่าส่วนชายวัยกลางคนที่หน้าตาดูจริงใจหน่อยก็เป็นผู้นำเหมือนกัน เขามีนามว่ากาซา ซาน่าตัวเขาไม่ค่อยชอบพูดเท่าไรนัก แต่กลับมีจิตใจที่โหดเหี้ยมอย่างมาก และยังเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอกเสียอีกเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือของแท้ ส่วนผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา ภายนอกนางอาจจะดูอายุไม่ถึงสิบแปดปี แต่ความจริงนางใกล้จะสามสิบแล้ว นางเป็นครึ่งเอลฟ์ดำและเป็นพวกกระหายเลือด ชอบการฆ่าฟันเป็นที่สุด...”
ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าโซล่าจะไม่ได้เป็นแค่GPS บอกทางเฉยๆ แต่ยังเป็นเวอร์ชั่นระบุตัวตนได้ด้วย เอ๊ะ หรือจะบอกว่าเป็นหนังสือคู่มือการแก้แค้นฉบับเล็กดีล่ะ
“คนไหนบ้างที่มีส่วนร่วมในการจับชาวเมืองแซมบอร์ดของข้าไปขายเป็นทาส?” ซุนเฟยถาม
“พวกเขามีส่วนทุกคน...” ท่านผู้เฒ่าโซล่าพูดไม่ทันจบลูก้าน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา “ฝ่าบาท พวกเขาเป็นผู้นำหลักของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตฝ่ายเหนือในการล่าทาสมือของพวกมันชโลมไปด้วยเลือดของทาสเมืองแซมบอร์ด สามปีที่ผ่านมา ในบรรดาทาสเมืองแซมบอร์ดสี่พันกว่าคนที่ถูกขายมาเป็นทาสขุดเหมืองแร่ให้พวกเมืองแบล็กสโตน มากกว่าหกสิบส่วนล้วนเป็นฝีมือของพวกมันทั้งสิ้น!”
ดวงตาของลูก้าและท่านผู้เฒ่าโซล่าฉายแววโกรธแค้นขึ้นมา
เมื่อซุนเฟยฟังจบ เขาก็กวาดสายตามองไปยังเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตทั้งสองร้อยกว่าคนอย่างเงียบๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า “อืม ตอนนี้ก็คงจะรู้แล้วสินะว่าเปิ่นหวางมาเก็บหนี้ชีวิตอะไร? พอตายไปจะได้ไม่ต้องงงว่ากลายเป็นผีเพราะอะไร...”
แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะอ่อนโยนแต่กลับไม่ปกปิดเจตนาสังหารเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าเขาปรารถนาที่จะสังหารกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตทั้งหมด
เปิ่นหวาง?1
เมื่อได้ยินคำแทนตัวเองแบบนั้นชายหัวล้านตาเดียวก็พลันนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินหนาหูในช่วงนี้ขึ้นมา ในใจก็พลันตื่นตระหนกขณะที่จะกล่าวอะไรออกมา เดวิด เบนท์ลีย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหว ร่างผอมเพรียวก็กระโดดเข้าไปหาซุนเฟยทันที
“ไอ้พวกหมูสวะไม่รู้จักที่ตายข้าจะฆ่าเจ้า!” เสียงตวาดแหลมๆ ดังขึ้นมาเบนท์ลีย์ชักดาบข้างเอวของตัวเองออกมาพลางโคจรคลื่นพลังอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ฟันดาบไปด้านหน้าเพียงชั่วพริบตาก็มีใบมีดน้ำแข็งสีฟ้าเข้มที่ยาวประมาณห้าหกเมตรพุ่งออกมาจากตัวดาบของเขาเสียงแหวกอากาศของใบมีดน้ำแข็งดังขึ้น ขณะที่มันลอยไปทางซุนเฟย
“ใบมีดน้ำแข็ง!” ใบมีดสีฟ้าเข้มสะท้อนใบหน้าที่เหี้ยมโหดและเย้ยหยันของเบนท์ลีย์อย่างชัดเจน
ทักษะคลื่นพลังสี่ดาว 'ใบมีดน้ำแข็ง' เป็นการรวมตัวกันของอากาศที่หนาวเย็นจัดสามารถแช่แข็งร่างของฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วพริบตา เป็นทักษะคลื่นพลังธาตุน้ำแข็งสี่ดาวขั้นกลาง นอกจากจะแช่แข็งศัตรูแล้ว ยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ฝึกได้ถึงหกเท่า ซุนเฟยเคยเห็นคัมภีร์คลื่นพลังเล่มนี้กองสุมๆ กันอยู่ในแหวนมิติของเอแวนส์ และในช่วงสองสามวันมานี้ เขายังใช้ชี่แท้ในโหมดมือสังหารแก้ไขคัมภีร์คลื่นพลังเล่มใหม่ที่อ้างอิงมาจากคัมภีร์คลื่นพลังเล่มนี้อยู่เลยดังนั้นซุนเฟยจึงคุ้นเคยกับมันมาก
ในเมื่อคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีดังนั้น การจะจัดการกับมันจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ซุนเฟยสะบัดมือกลางอากาศเบาๆ ก็ปรากฏดาบสีเขียวดำขึ้นมาในมือของตน มันเป็นอาวุธที่มีลักษณะคล้ายดาบแต่ไม่ใช่ดาบมันไม่มีบรรยากาศเกรี้ยวกราดเหมือนใบมีดของเบนท์ลีย์ แม้แต่ร่องรอยคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ใดๆ ก็ไม่มี ซุนเฟยกำดาบเล่มนั้นไว้ ก่อนจะสะบัดเบาๆ ด้วยท่าทางเหมือนไล่แมลงวัน
ดูเหมือนว่าผู้ชนะจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
“ระวัง...” หญิงสาวชุดแดงที่อยู่ในกองคาราวานพ่อค้าของกลุ่มโซรอสอดไม่ได้ที่จะหวีดร้องออกมา
แต่ว่า...
ทันใดนั้น เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของทุกคนพวกเขาเห็นเพียงใบมีดสีฟ้าเข้มที่เบนท์ลีย์ปล่อยออกมาด้วยความโมโห มันไม่ทันจะได้เข้าใกล้ร่างของซุนเฟยก็เกิดเสียงดังเปรี๊ยะขึ้นมาก่อนที่จะแตกกระจายออกเป็นสองส่วนจากตรงกลาง และกระเด็นเฉียงออกไปสองทิศทาง กระแทกเข้ากับก้อนหินยักษ์และแช่แข็งพวกมันทันที โดยที่ซุนเฟย โซล่าและลูก้าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ทว่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น
ทันใดนั้น ดาบล้ำค่าในมือของเบนท์ลีย์และร่างของเขาก็แยกออกเป็นสองส่วน
สถานการณ์นี้ ราวกับว่ามีมนุษย์ล่องหนกำลังลอยอยู่กลางอากาศและตวัดดาบฟันร่างของเบนท์ลีย์อย่างเงียบๆ ประหนึ่งกำลังใช้มีดหั่นสเต๊กอยู่บนจานก็ไม่ปาน พ่อหนุ่มเดวิด เบนท์ลีย์ วัชพืชป่าที่ผ่านลมฝนมานักต่อนักก็ถูกฟันเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย
ตุบ เคร้ง!
ในขณะเดียวกัน เสียงของศพและดาบก็ร่วงลงสู่พื้นทั่วทะเลสาบพลันเงียบกริบขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ เบนท์ลีย์ยอดฝีมือของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตยังพูดจาดูถูกดูแคลนพ่อกุหลาบในเรือนกระจกอยู่เลยคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเพียงพริบตาเดียวจะมากลายเป็นศพไปเสียแล้ว โดยที่ไม่มีโอกาสได้หลบหนีหรืออ้อนวอนขอชีวิตเลยสักนิดสีหน้ายิ้มเยาะของเหล่ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่เตรียมจะดูฉากหัวหน้าตัวเองทำการสังหารโหดพวก ‘หนูสกปรก’ ก็พลันแข็งค้างท่าทางของพวกเขาเหมือนหายใจไม่ออก สีหน้าเปลี่ยนไปจนดูไม่ได้ บางคนก็เริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความตายที่กำลังคืบคลานมาหาตัวเอง
บรรยากาศก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน
ยอดฝีมือ!
ยอดฝีมือที่ไม่ธรรมดา!
เบนท์ลีย์เป็นถึงนักรบธาตุน้ำแข็งสี่ดาวระยะต้น แต่กลับถูกฆ่าตายอย่างง่ายดายประหนึ่งเชือดไก่เช่นนี้ จะไม่ให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวได้อย่างไร
สีหน้าของชายหัวล้านตาเดียวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแต่ในใจของเขาก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา ความแข็งแกร่งของเขาเหนือกว่าเบนท์ลีย์มาก ดังนั้นจึงมองเห็นการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจนชายหนุ่มผมดำลึกลับคนนี้ไม่ได้ใช้คลื่นพลังใดๆ เลย แม้แต่ความผันผวนของเวทมนตร์ก็ไม่ปรากฏและในตอนที่สะบัดดาบนั้น เขาเห็นเพียงอีกฝ่ายระเบิดพลังกล้ามเนื้อออกมา ทำให้รอยหยักตรงใบดาบบีบอัดอากาศจนกลายเป็นคมดาบแหลมคมที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาตัดผ่านร่างของเบนท์ลีย์ นักรบสี่ดาวระยะต้นขาดเป็นสองส่วน...ฝีมือของเขาช่างลึกล้ำจนน่ากลัว ดูเหมือนว่า ความแข็งแกร่งของราชาหนุ่มเมืองแซมบอร์ดจะเหนือกว่าในข่าวลือเสียแล้วชายหัวล้านตาเดียวพลันเข้าใจในทันทีว่า สถานการณ์ในตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ส่วนกองคาราวานพ่อค้ากลุ่มโซรอสที่ถูกโอบล้อมไว้เมื่อพวกเขาได้เห็นฉากนี้ก็พลันดีใจจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
โดยเฉพาะผู้ดูแลเรดแนปป์ที่ยืนกำคทาเวทมนตร์อยู่ด้านหน้าเขามีท่าทางตื่นตกใจจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อสามนาทีก่อนตอนที่เห็นชายทั้งสามคนเดินเข้ามา ในใจของเขาพลันรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก คิดว่าจะต้องมีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแน่ๆแต่พอสำรวจดูดีๆ ก็พบว่าชายทั้งสามคนนั้นไม่มีร่องรอยคลื่นพลังหรือแม้กระทั่งเวทมนตร์ใดๆ เลยเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น ในใจของเขาพลันห่อเหี่ยวลง ใครจะไปรู้ว่าพระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับชีวิตของเขาในตอนนี้ยิ่งเห็นท่าทางอวดดีของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าสุดก็ยังคิดว่าเป็นพวกลาดื้อ แต่นึกไม่ถึงว่าลาดื้อจะเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้!
“แฮร์รี่ พวกเราฉวยโอกาสตอนนี้ฝ่าวงล้อมหนีไปดีไหม?” หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเขากระซิบถามขึ้นมาเบาๆ
“ไม่ต้องรีบ รอดูสถานการณ์ไปก่อน”เรดแนปป์ส่ายหน้า สัญชาตญาณของผู้ดูแลกระซิบบอกเขาว่า บางที สายลมกำลังจะเปลี่ยนทิศ
ฝั่งตรงข้าม
หลังจากที่สังหารเดวิด เบนท์ลีย์แล้วซุนเฟยก็ยกดาบในมือขึ้นมาดูอย่างพอใจ
นี่คือ 'ผู้พิทักษ์แห่งบูลแคทโตส' ดาบสั้นสีเขียวดำ หนึ่งในไอเทมเซ็ต 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' มันเป็นดาบที่ดูไม่เหมือนดาบรูปทรงของมันทั้งแปลกและหนา แต่กลับใช้งานได้ง่ายยิ่งกว่าขวานคู่ม่วงเขียวเสียอีกสมแล้วจริงๆ ที่เป็นอาวุธคู่กายของ 'ราชันไร้พ่าย' อดีตผู้นำคนเถื่อนผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะถูกผนึกพลังไว้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีพลังที่แข็งแกร่งหลงเหลืออยู่ไม่น้อย!
เพียงแกว่งเบาๆ ใบดาบก็ส่งเสียงหวีดร้องแหลมๆ ออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
ซุนเฟยก้าวไปทางกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตทีละก้าวอย่างช้าๆด้านหลังของเขาราวกับมีภาพลวงตาเป็นภูเขาที่สูงชันตั้งตระหง่าน แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของซุนเฟยประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก
“องค์ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งอาณาจักรแซมบอร์ด” ดวงตาของชายหัวล้านพลันสั่นไหว“บางทีพวกเราอาจจะพอนั่งคุยกันได้...”
“คุย? ถุย! มาคุยกับดาบในมือบิดานี่!”
ซุนเฟยพูดแทรกขึ้นมาอย่างโมโหก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นพายุหมุนพุ่งเข้าไปที่กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเพียงชั่วพริบตา คมดาบในมือของซุนเฟยก็เชือดคอหอยของทหารรับจ้างไปแล้วหลายคน โดยไม่เว้นจังหวะให้ชายหัวล้านตาเดียวได้สติกลับมาซุนเฟยก็หันไปตวัดดาบบั่นคอทหารรับจ้างที่อยู่ข้างๆ จนหัวกระเด็นออกไป ร่างของศพไร้หัวทั้งสี่ศพพลันกระตุกเกร็ง ในขณะที่เลือดพุ่งทะยานขึ้นฟ้าดั่งน้ำพุโลหิต กระเด็นอาบร่างสหายที่เหลืออยู่คืนแห่งการล้างบางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“ไอ้เด็กเวร! สังหารมัน!”
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า สีหน้าของชายหัวล้านตาเดียวก็พลันโมโหขึ้นมาเขากู่ร้องคำราม ก่อนจะดึงขวานขนาดยักษ์ออกมาถือทั้งสองเล่ม จากนั้นก็พุ่งเข้าไปฟันร่างของซุนเฟยหวังจะผ่าร่างของซุนเฟยออกเป็นสองซีก คลื่นพลังสีเงินพลันทาบทับลงบนใบขวานจนสามารถฉีกขาดกระทั่งใบไม้ที่ปลิวตกลงมา
“ฮ่าๆๆ กล้าเอาขวานมาฟันคนเถื่อนหรือ?!”
ซุนเฟยแสยะยิ้มดูถูกไปให้เขาเปลี่ยนดาบเป็น 'ดาบศักด์สิทธิ์แห่งบูลแคทโตส' ไอเทมสีเขียวระดับเจ็ด ดาบทั้งสองเล่มนี้ต่างช่วยขับเสริมความงดงามของกันและกัน ทันทีที่เหวี่ยงดาบฟันออกไปก็เกิดเสียงแหวกอากาศดุดันและระเบิดแสงสว่างแปลกๆ ขึ้นมา ทุกที่ที่คมดาบพัดผ่าน ร่างของทหารรับจ้างดาบโลหิตก็ล้มลงประหนึ่งข้าวฟ่างที่ถูกชาวนาเกี่ยว
ไม่ช้า ดาบในมือของซุนเฟยก็ปะทะเข้ากับขวานยักษ์ของชายตาเดียวที่ฟันเข้ามา
ติ้ง!
เกิดประกายไฟกระเด็นไปทั่วจากนั้นก็มีเสียงแหลมหูดังขึ้นมาจากการปะทะกัน
“อั่ก...เป็นไปไม่ได้!”
ร่างของชายหัวล้านกระอักเลือดออกมา พลางกระเด็นถอยหลังออกไปขวานยักษ์ในมือของเขาถูกทำลายจนย่อยยับ เหลือแต่ด้ามขวานไว้ให้ดูต่างหน้า ดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความไม่อยากจะเชื่อไม่ช้าก็ร่างของเขาก็ร่วงลงสู่พื้นดิน ก่อนร่างจะถอยไปด้านหลังอีกเล็กน้อยแล้วจึงหยุดแล้วกระอักเลือดออกมาเต็มพื้น
--------------
1 เป็นคำแทนตัวของเชื้อพระวงศ์ชาย