ฮูหยินจวนนิ่งอันโหวสั่งให้คนตัดศีรษะขององค์ชายแปดแล้วเอามาไว้ที่หน้าประตูจวนชาวบ้านร้านตลาดต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันอย่างแพร่หลายแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนพากันแปลกใจก็คือนิ่งอันโหวฮูหยินไม่เพียงไม่ถูกลงพระราชอาญาแต่ยังได้รับเงินปลอบขวัญจากหลี่เฟยหลงฮ่องเต้อีกด้วยหลังจากนั้นสกุลโจวซึ่งเป็นสกุลเดิมของซูกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาแท้ๆขององค์ชายแปดก็ได้รับอาญาแผ่นดินโทษฐานกบฏโทษทัณฑ์ของสกุลโจวทำให้หลายคนต่างก็คาดเดาเรื่องราวกันได้แล้วยามนี้อำนาจทางการทหารทั้งหมดอยู่ในมือของนิ่งอันโหวหากหนึ่งในองค์ชายสามารถควบคุมนิ่งอันโหวได้ก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้ครอบครองราชบัลลังก์
“ข้ายังไม่ตายพวกเจ้าทั้งหลายก็พากันคิดอาจเอื้อมกันแล้วหรือ”หลี่เฟยหลงที่ในยามนี้กำลังนั่งอยู่บนแท่นบรรทมส่งพระสุรเสียงตวาดออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเพียงแต่เพราะพลานามัยที่ทรุดโทรมทำให้พระสุรเสียงที่เคยดังก้องท้องพระโรงแต่ยามนี้กลับทั้งสั่นพร่าและอ่อนแรงแต่ถึงกระนั้นสายพระเนตรอันแข็งกร้าวของพระองค์กลับไม่ได้ลดลงไปเลยบรรดาองค์ชายที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแท่นพระบรรทมต่างก็รีบก้มหน้าไม่กล้าสบสายพระเนตรของพระราชบิดามีเพียงองค์ชายรองหลี่เสวียนที่ในยามนี้ยืนอยู่ด้านข้างของแท่นบรรทมเพื่อคอยปรนนิบัติหลี่เฟยหลงฮ่องเต้อย่างใกล้ชิด
“ข้ามีโอรสและธิดามากกว่าห้าสิบคนสามารถรอดชีวิตจนเติบใหญ่ได้มีแค่เพียงไม่กี่คนเพียงเท่านั้นโดยเฉพาะโอรสที่เหลือแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว พวกเจ้าเคยคิดจะกตัญญูต่อข้ากันบ้างไหม”เมื่อตรัสออกมาแล้วก็ทรงคิดถึงองค์ชายสิบแปดพระโอรสองค์น้อยที่ทรงโปรดปรานมากเป็นพิเศษหากไม่เพราะสกุลเดิมของมารดาของเขาคิดการใหญ่ยามนี้องค์ชายน้อยก็คงจะมานั่งเคียงข้างพระองค์คอยเอาอกเอาใจพระองค์แล้วแต่เมื่อคิดว่าสาเหตุที่พระองค์ต้องทรงประชวรหนักเช่นนี้ก็เพราะฝีมือของมารดาขององค์ชายสิบแปดในพระทัยของหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ก็พลันเจ็บแปลบและร้อนรุ่มดุจไฟเผา
ในบรรดาพระโอรสของพระองค์องค์ชายใหญ่คือพระโอรสที่ทรงโปรดปรานมากที่สุดด้วยหยางเต๋อเฟยคือสตรีที่เป็นที่รักตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในตำหนักบูรพาแต่เพราะอำนาจของสกุลหยางสูงส่งมากเหลือเกินจึงทรงมอบให้พระนางได้แค่เพียงตำแหน่งเต๋อเฟยเพียงเท่านั้นส่วนองค์ชายรองที่ถือกำเนิดจากสุ่ยฮองเฮานั้นคือพระโอรสที่ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุดสกุลสุ่ยไร้ความสามารถต่อให้คิดการใหญ่ก็ยากจะก่อการได้สำเร็จสุ่ยฮองเฮาจึงเป็นสตรีที่พระองค์ประทับอยู่ด้วยแล้วสบายพระทัย ส่วนพระสนมคนอื่นๆคือสตรีที่ทรงรับเข้ามาตามหน้าที่แต่ก็ทรงพยายามมอบความโปรดปรานให้อย่างทั่วถึง
เหยียนกุ้ยเหรินคือสตรีที่พระองค์ไม่คิดว่าจะโปรดปรานได้ด้วยอายุของนางน้อยเสียหญิงกว่าองค์หญิงใหญ่ของพระองค์เสียอีกแต่ความงามของนางความอ่อนเยาว์รวมถึงความเฉลียวฉลาดของนางสามารถดึงดูดพระทัยของพระองค์ได้ในที่สุดยิ่งช่วงหลังหยางเต๋อเฟยทรงทำให้พระองค์ผิดหวังเรื่องความทะเยอทะยานอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระนางรวมทั้งสกุลเดิมของพระนางที่พยายามบีบบังคับให้พระองค์แต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาททำให้พระองค์ทรงปันพระทัยให้แก่เหยียนกุ้ยเหรินได้อย่างไม่รู้สึกผิดแล้วผลสุดท้ายผลของการปันพระทัยในครั้งนี้ทำให้พระองค์เกือบจะต้องสูญเสียชีวิตเลยทีเดียว
“เจ้ารองเจ้าจงส่งคนไปรับนิ่งอันโหวฮูหยินและลูกๆ ของนางเข้าวังมาด้วยความสามารถของพวกเจ้าหากนิ่งอันโหวคิดการใหญ่พวกเจ้าก็คงยากจะป้องกัน”เมื่อหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้องค์ชายรองหลี่เสวียนก็รีบคัดค้านพระดำรัสของพระราชบิดาในทันที
“ต้องขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะแต่หากทรงจะทำเช่นนั้นลูกไม่เห็นด้วยในใต้หล้านี้คนที่ไม่คิดจะทะเยอทะยานมากที่สุดก็คือนิ่งอันโหวแต่ถ้าหากเสด็จพ่อทรงแตะต้องฮูหยินและลูกๆ ของเขาเขาจะต้องหันคมดาบมาที่เสด็จพ่อเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อองค์ชายรองทรงตรัสเช่นนี้หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ก็ทรงหรี่สายพระเนตรจ้องมององค์ชายรองหลี่เสวียนในทันที
“นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งของพ่อหรือ”
“ลูกยินดีทำทุกอย่างตามที่เสด็จพ่อทรงประทานรับสั่งแต่เรื่องนี้ลูกไม่เห็นด้วยสาเหตุที่ศีรษะของน้องแปดถูกแขวนอยู่ที่หน้าประตูคือสัญญาณแจ้งเตือนจากนางแล้วยามนี้สามีของนางออกไปต้านศึกให้สกุลหลี่ของพวกเราหากพวกเรากล้าคิดลงมือกับนางและลูกๆ ของนางนางก็พร้อมจะต่อสู้จนสุดชีวิตแม้ว่าจะเป็นการต้องต่อสู้กับพระราชอำนาจในวังก็ตาม”เมื่อหลี่เสวียนเอ่ยเช่นนี้ หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ก็บันดาลโทสะในทันที
“บังอาจ! นี่เจ้ากำลังจะบอกว่านางกำลังท้าทายพระราชอำนาจของข้าเช่นนั้นหรือ”เมื่อหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้องค์ชายรองหลี่เสวียนก็ส่ายพระพักตร์ในทันที
“นางไม่ได้ท้าทายพ่ะย่ะค่ะแต่นางกำลังแสดงจุดยืนต่างหาก โม่ชิงเยว่ก็เหมือนกับแม่ทัพโม่ยินยอมพลีชีพเพื่อแคว้นเหลียน แต่หากเป็นเรื่องความปลอดภัยของลูกๆ นางไม่มีทางยอมผ่อนปรนพ่ะย่ะค่ะลูกเองก็จะไม่ยอมผ่อนปรนเช่นเดียวกัน ซ่งเหวินจิ้งคือสหายของลูกลูกจะไม่ยอมให้ผู้ใดไปรังแกครอบครัวของเขาอย่างเด็ดขาด”เมื่อองค์ชายรองทรงตรัสเช่นนี้หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ก็นิ่งงันไปแล้วสุดท้ายจึงได้จ้องมององค์ชายรองด้วยสายพระเนตรที่เปลี่ยนไป
“เจ้ารองนี่เจ้ากำลังจะบอกกับข้าว่าต่อให้ข้ายืนยันที่จะจับตัวภรรยาและลูกของซ่งเหวินจิ้งเจ้าก็ยินดีที่จะต่อสู้กับข้าเช่นนั้นหรือ”เมื่อหลี่เฟยหลงทรงตรัสถามเช่นนี้องค์ชายรองก็ทรงสบสายพระเนตรกับพระราชบิดาแล้วเอ่ยออกมาตามตรง
“พ่ะย่ะค่ะ”คำตอบขององค์ชายรองทำให้หลี่เฟยหลงทรงตวาดก้อง
“ใครก็ได้มาจับตัวองค์ชายรองไปโบยโทษฐานที่กล้าขัดคำสั่งของข้า”เมื่อสิ้นกระแสรับสั่งของหลี่เฟยหลงฮ่องเต้สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่องค์ชายรองแต่กลับไร้ความเคลื่อนไหวใดๆหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงหรี่สายพระเนตรในทันที
“เจ้ารอง นี่เจ้า แค่ก แค่ก”หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงพระกาสะออกมาองค์ชายรองที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบยกถ้วยโอสถถวายแต่หลี่เฟยหลงกลับไม่ทรงรับองค์ชายรองจึงได้ตรัสออกมาตามตรง
“เสด็จพ่อลูกไม่เคยคิดจะแย่งชิงพระราชอำนาจใดๆจากเสด็จพ่อ แต่ยามนี้หากลูกไม่ควบคุมคนเหล่านี้เอาไว้ก็ไม่รู้ว่ายามนี้วังหลวงแห่งนี้จะมีสภาพเช่นใดลูกสูญเสียน้องแปดกับน้องสิบแปดไปแล้วและไม่อยากจะสูญเสียพี่และน้องเพิ่มอีกจึงได้ทำเช่นนี้แม้ว่ายามนี้ลูกจะควบคุมสถานการณ์ได้แล้วแต่ถึงอย่างไรพระราชอำนาจสูงสุดก็ยังคงเป็นเสด็จพ่ออยู่ดีใต้แผ่นฟ้านี้ไม่มีผู้ใดจงรักภักดีต่อเสด็จพ่อเท่าลูกอีกแล้วโอสถชามนี้เป็นโอสถที่รักษาพระอาการของเสด็จพ่อจริงๆ ทรงเสวยก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะอย่าให้พระอาการทรุดหนักกว่านี้เลย” หลี่เสวียนเอ่ยพลางใช้ช้อนตักโอสถในถ้วยขึ้นมาทำท่าว่าจะดื่มยาให้ทรงทอดพระเนตรดูก่อนแต่หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์มาดึงช้อนเอาไว้แล้วยกโอสถถ้วยนั้นขึ้นไปเสวยเองรวดเดียวจนหมด
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าเป็นยาข้าก็เชื่อว่าเป็นยา”ทรงตรัสออกมาแล้วจ้องมององค์ชายรองด้วยสายพระเนตรอันคมกริบองค์ชายรองจึงได้คุกเข่าลงตรงหน้าพระราชบิดาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง
“สถานการณ์ในยามนี้วุ่นวายยิ่งนักพี่ใหญ่ถูกขัง น้องชายทั้งหลายลูกควบคุมตัวเข้าวังมาหมดแล้วมีแค่เพียงน้องแปดที่ลูกควบคุมไม่ได้จึงได้เกิดความสูญเสียเช่นนั้นส่วนบรรดาน้องหญิงทั้งหลายลูกสั่งให้พวกนางอยู่แต่ในตำหนักรอแค่เพียงอาการประชวรของเสด็จพ่อดีขึ้นลูกก็จะถอนกำลังออกแล้วยินดีจะรับพระอาญาจากเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อองค์ชายรองเอ่ยจบหลี่เฟยหลงก็ทรงโบกมือแล้วทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอันอึมครึม
“ช่างเถิดๆ พวกเจ้าออกไปให้หมดข้าอยากจะพักผ่อนแล้ว”เมื่อได้ยินเช่นนั้นองค์ชายรองก็ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการอีกครั้งแล้วพาบรรดาองค์ชายองค์อื่นๆออกไป หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงประทับนิ่งงันอยู่เช่นนั้นแล้วจึงได้ทรงหันพระพักตร์ไปทางซุนกงกง
“ลูกชายคนรองของข้าผู้นี้ข้ามองเขาผิดไปจริงๆ"เมื่อได้ยินเช่นนั้นซุนกงกงก็แค่เพียงส่งมอบรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นว่าหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงมองผิดไปจริงๆ
"เจ้าคงจะรู้นานแล้วสินะว่าเขาไม่ใช่องค์ชายที่เอาแต่ลอยชายไปมาจะลงมือทำงานก็แค่เพียงทำตามคำสั่งของข้าเพียงเท่านั้น”เมื่อหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ซุนกงกงก็ค้อมกายแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม
“กระหม่อมสังเกตุเห็นตั้งแต่ทุกราชกิจที่ฝ่าบาททรงมอบหมายให้องค์ชายรองล้วนสำเร็จแทบจะทุกครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเชื่อว่าฝ่าบาทเองก็ทอดพระเนตรเห็นแต่เพราะทรงคิดว่าองค์ชายรองทรงอ่อนแอไม่เด็ดขาดจึงทรงรั้งรอมาจนถึงขั้นนี้และไม่ทรงยินยอมที่จะแต่งตั้งองค์ชายรองเป็นองค์รัชทายาทเสียที”เมื่อซุนกงกงเอ่ยเช่นนี้หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ก็ทรงพยักหน้า
“ข้าตั้งใจจะแต่งตั้งเขาจริงๆเพียงแต่ความอ่อนแอและความชอบใจอ่อนของเขาทำให้ข้ายังคงรั้งรออีกทั้งข้าเองก็ยังคิดว่าตนเองยังมีเวลาอีกหลายปีลูกชายที่ยังไม่โตเต็มที่ก็ยังมีอีกหลายคนให้คัดเลือก”เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ในพระทัยก็ทรงรำลึกถึงองค์ชายสิบแปดผู้นั้นอีกครั้งแล้วจึงได้ทรงพระสรวลออกมาด้วยความเจ็บปวด
“คิดไม่ถึงว่าในยามที่เด็ดขาดก็สามารถลงมือได้ฉับไวยิ่งอีกทั้งยังรู้จักประนีประนอมและพยายามจะรักษาชีวิตของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อกบฏเอาไว้ ในยามที่ข้าขึ้นครองราชย์ บรรดาพี่ชายน้องชายล้วนถูกข้ากำจัดจนหมดสิ้นเหลือแค่เพียงน้องชายคนเล็กที่มีดินแดนและกำลังพลของตนเองทำให้ข้าไม่อาจจะยื่นมือไปกำจัดได้ตอนนั้นโม่เหิงสหายสนิทของข้าก็ทำเช่นนี้ออกหน้าเคลื่อนทัพลงมาเต็มกำลังเพื่อช่วยข้าจนข้าได้ขึ้นครองราชย์อย่างมั่นคง”เมื่อหลี่เฟยหลงทรงตรัสเช่นนี้ซุนกงกงก็เอ่ยออกมาตามตรง
“ฝ่าบาทจึงได้ทรงพิถีพิถันในตอนที่เลือกสามีให้แก่คุณหนูโม่”เมื่อซุนกงกงเอ่ยเช่นนี้หลี่เฟยหลงก็พยักหน้า
“ไม่มีใครดีพอสักคนแต่ยามนี้ได้เห็นแล้วว่านางสามารถเอาตัวรอดได้ลูกสาวมีชีวิตที่ดีเช่นนี้โม่เหิงก็คงจะนอนตายตาหลับแล้ว”หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงถอนพระปัสสาสะออกมา
“ไปเอากระดาษกับเครื่องเขียนมาให้ข้าแล้วนำราชโองการของข้าไปประกาศเถิด” เมื่อหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ซุนกงกงก็รีบดำเนินการในทันทีในคราวแรกเขาคิดว่าหลี่เฟยหลงฮ่องเต้จะออกราชโองการแต่งตั้งองค์รัชทายาทแต่เมื่อเห็นราชโองการแต่งตั้งฮ่องเต้เขาถึงกับทรุดร่างลงไปคุกเข่าในทันที
“ข้าน่าจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้วหลายปีมานี้อยู่กับความหวาดระแวงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดมาโดยตลอดยามนี้ข้าควรจะปล่อยวางได้เสียทีชีวิตนี้มีเรื่องให้รู้สึกเสียดายเต็มไปหมดแต่การตัดสินใจครั้งนี้ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วและไม่น่าจะมีคำว่าเสียดายติดตามข้าไปจนถึงปรโลกแน่”เมื่อเอ่ยจบก็ทรงมอบราชโองการแต่งตั้งองค์ชายรองหลี่เสวียนเป็นฮ่องเต้แคว้นเหลียนให้ซุนกงกงนำไปประกาศให้คนนอกได้รับรู้ส่วนพระองค์ก็ทรงเอนพระวรกายลงไปบนแท่นพระบรรทมแล้วหลับพระเนตรลงอย่างสบายพระทัย