เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 75: ของขวัญขึ้นบ้านใหม่

            สองพ่อลูกนั่ง

            ยิ้มแย้มอารมณ์ดี คนหนึ่งดื่มกาแฟคนหนึ่งดื่มโอวัลติน

            ควบคู่กับทานขนมปังกรอบและขนมปังอร่อย ๆ ฉลองการย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ไปด้วยกันอย่างชิลด์ๆ เพียงพักหนึ่งเสียงออดหน้าประตูก็ดังขึ้นทำลายล้างบรรยากาศอันแสนสงบสุข

             

            ภานุวัฒน์สงสัยอยู่เล็ก ๆ ว่าใครกันมาเยี่ยมเยือนประเดิมเป็นแขกรายแรกของปีและยังเป็นแขกรายแรกของบ้านหลังใหม่อีกด้วยแล้วพอโผล่หน้าออกไปดูก็เห็นสุกัญญาในชุดเสื้อเชิ้ตเข้ารูปสีเหลืองลายดอกไม้แขนพับสามส่วน กางเกงผ้าซาตินขาบานสีดำ และที่คาดผมอันโตสีเดียวกับเสื้อ กับตุ้มหูรูปดอกไม้สีฉูดฉาดยืนรอให้เขาเปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน

             

            ‘ช่างแต่งตัวย้อนยุคได้คงเส้นคงวาข้ามปีดีจริง ๆ’ 

            ภานุวัฒน์คิดอยู่ในใจเวลาเห็นสุกัญญาที่แต่งตัวย้อนยุคทีไรก็อดจะคิดถึงคุณแม่ทองกาวของตัวเองไม่ได้สักที

             

            “สวัสดีปีใหม่ครับ คุณสุ” 

            ไตเติ้ลทักทายพร้อมกับยกมือไหว้เขายังรู้สึกว่าตนเองอายุมากกว่าหญิงสาวอยู่หลายปีแต่ในเมื่อร่างของเจ้าเดชานี้มีอายุน้อยกว่ามันก็เท่ากับว่าเขาจำเป็นต้องยอมรับว่าตนเองอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายจริงๆ จึงยกมือไหว้สวัสดีหญิงสาว ตอนนี้ยังรู้สึกขัด ๆ อยู่บ้าง แต่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็คงจะชิน

             

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณวัฒน์ พี่เอาของขวัญปีใหม่มาให้ค่ะ” หญิงสาวทักทายขณะเดินผ่านประตูเข้ามาในบ้าน 

             

            จังหวะนั้นภานุวัฒน์ผู้มีสายตาดีมากมองเห็นไกลไปสามโลกก็สังเกตได้ว่าผีลุงกฤษณะคุณพ่อของคุณสุกัญญาหายตัวเข้ามานั่งเล่นรออยู่ที่ชุดม้าหินหน้าบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

             

            ลูกพลับที่กำลังจะเดินตามพ่อออกมาพอเห็นผีคุณลุงไปนั่งอยู่ตรงม้าหินเด็กชายก็ชะงักผลุบกลับเข้าไปในบ้านใหม่แล้วก็จุมปุกอยู่ตรงประตูบ้านเหลือบสายตาออกมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

             

            ‘ใช้สิทธิ์อดีตผีเจ้าของบ้านเดิมบุกรุกบ้านคนอื่นเขาเฉยเลยนะลุง’ 

            ไตเติ้ลได้แต่เข่นเขี้ยวผีตัวพ่ออยู่ในใจก่อนจะหันไปคุยกับหญิงสาวคนลูกต่ออย่างสุภาพ

             

            “เกรงใจจังเลยครับ ผมไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้คุณสุเลย”

            ชายหนุ่มยกมือลูบท้ายทอยเบา ๆ อันที่จริงก็มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องย้ายบ้านยังไม่ได้ไปหาซื้อของขวัญปีใหม่ให้ใครเลยนี่หว่า

             

            “คุณวัฒน์อย่าซีเรียส ของนี่พี่ไม่ได้ซื้อหามาค่ะพี่แค่โดนบังคับว่าต้องเอามาให้คุณวัฒน์ให้ได้” สุกัญญาพูดพลางหัวเราะ

             

            ร่างอรชรเดินผ่านชายหนุ่มไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนในตำแหน่งเคียงข้างผีเจ้าของบ้านเก่าได้ราวกับตาเห็นว่าพ่อของตนนั่งอยู่ตรงนั้น

             

            ‘สมเป็นพ่อลูกกันมาก’ ภานุวัฒน์เบิกตาอย่างนึกทึ่ง

             

            ‘มันเป็นที่นั่งประจำของหนูนิดเขาน่ะฉันก็นั่งอยู่ตรงนี้ประจำ แค่ความเคยชินแหละพ่อหนุ่ม’ ผีคุณลุงหัวเราะร่าเริง

             

            “คือว่าน้องชายพี่น่ะค่ะ เอ่อ…เป็นลูกพี่ลูกน้องตอนนี้เรียนอยู่ที่อเมริกาพอพี่เล่าให้ฟังว่าขายบ้านหลังนี้ไปแล้วเขาก็ส่งของขวัญฝากมาให้เจ้าของบ้านคนใหม่เอาไว้แต่งบ้านกำชับพี่ว่าต้องส่งให้ถึงมือเจ้าของบ้านคนใหม่ให้ได้เลยด้วยนะคะ”

             

            “หือ? ส่งมาจากอเมริกาเลยเหรอครับ?”ไตเติ้ลแสดงสีหน้าประหลาดใจ

             

            ในช่วงปี พ.ศ. 2539 อย่างนี้... มันเพิ่งจะเป็นปี 1996 ก่อนเหตุการณ์ 911 แล้วยังก่อนสถานการณ์ Y2K อีกนะในยุคนี้การขนส่งข้ามประเทศไม่ได้มีความรวดเร็วขนาดที่ว่าเขาเพิ่งจะซื้อบ้านได้สองอาทิตย์แล้วคนที่อยู่อเมริกาจะส่งของขวัญมาให้แล้วถึงได้ทันภายในสองอาทิตย์ช่วงปลายปี…ต่อให้ส่งทางอากาศก็ไม่มีทางเป็นไปได้

             

            “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือของขวัญอยู่ที่เมืองไทยพอพี่เล่าให้ฟังว่าขายบ้านได้น้องนัทก็รีบบอกให้คนที่บ้านส่งของขวัญมาให้พี่แล้วฝากพี่เอามาให้คุณวัฒน์นี่แหละค่ะ” สุกัญญาอธิบาย

             

            ‘แปลว่าเป็นของที่เตรียมเอาไว้ให้สำหรับใครก็ได้ที่ซื้อบ้านหลังนี้สินะ’ภานุวัฒน์คิดในใจ

             

            ‘ณัฐภัสเขาไม่ใช่เด็กธรรมดา ๆ หรอกนะพ่อหนุ่มลุงว่าถ้าเขาจะเก่งเป็นรองใครก็รองแค่จากพ่อหนุ่มนั่นแหละ’ ผีเจ้าของบ้านคนเก่าที่นั่งอยู่ข้างลูกสาวพูดขึ้น

             

            ‘เขามีซิกเซนส์เหรอครับ?’ ไตเติ้ลถามผีคุณลุง 

             

            อีกฝ่ายชื่อณัฐภัส… 

            ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหูจังเลยในโลกแห่งความเป็นจริงเขาก็ไม่ได้มีเพื่อนชื่อนี้เลยนะ แล้วมันคุ้นมาจากไหนหว่า?

             

            ‘ลุงไม่สนิทด้วยหรอก แต่คิดว่าน่าจะอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ที่เคยมาบ้านลุงเขาจัดการผีที่ประตูซะพวกนั้นหงอไปหมดเลยลุงนี่ต้องรีบเข้าไปห้าม ขืนไล่ผีไปหมดแล้วใครมันจะมาเฝ้าบ้านให้ลุงเล่า’ คุณลุงกฤษณะบ่นยาว

             

            ‘มันก็ไม่ควรเลี้ยงผีเอาไว้เฝ้าบ้านตั้งแต่แรกแล้วไหมล่ะหมาแมวก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ไซบีเรียนฮัสกี้ก็ได้เลี้ยงไซแล้วไม่เป็นโรคซึมเศร้าดีออก’ 

             

            ไตเติ้ลคิดบ่นอยู่ในใจหากก่อนที่ผีคุณลุงจะเถียงอะไรออกมาสุกัญญาก็หยิบกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นมาจากถุงกระดาษที่หิ้วติดมือมาด้วยพลันนั้นผีเจ้าของบ้านเก่าก็ทำตัวรางเลือนแล้วหายแวบไปโผล่อยู่ตรงประตูที่เดิมเคยมีกรอบไม้ฝาโลงศพฝังอยู่ได้เพียงพริบตา

             

            เขาหันมองตามลูกพลับที่ยืนแอบดูพ่ออยู่ด้านในของประตูบ้านพอเห็นผีคุณลุงโผล่ไปอยู่ใกล้ ๆ ก็สะดุ้งแล้ววิ่งพรวดหลับตาปี๋สวนผีออกมากอดเอวพ่อแน่นไว้ในทันที

             

            “น่ารักจังเลยนะคะ ลูกชายขี้อ้อนมากเลย” สุกัญญาพูดชม

             

            “ครับ” ไตเติ้ลยิ้มแห้ง 

            เรื่องที่ลูกชายเขาน่ารักนั้นจริงอยู่แต่เรื่องที่วิ่งมาเกาะเอวพ่อจนแทบจะสิงได้เนี่ยก็แค่เพราะกลัวผีตาลุงเจ้าของบ้านนั่นต่างหาก 

             

            ทั้งที่จริง ๆ แล้วผีตาลุงกฤษณะนี่ไม่ได้จะมีความน่ากลัวอะไรเลยแท้ๆ ลูกพลับควรจะต้องฝึกตัวเองให้ทำความรู้จักและเคยชินกับผีที่ไม่มีความน่ากลัวในระดับนี้บ้างได้แล้วนะไม่อย่างนั้นใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตคงจะลำบากอย่างแน่นอน

             

            “นี่ค่ะของขวัญน้องนัทบอกให้แขวนประดับหน้าประตูบ้านค่ะ”

            สุกัญญาเปิดกล่องของขวัญออกมาเผยให้เห็นกรอบกระจกสี่เหลี่ยมขนาดกว้างคูณยาวดูใหญ่กว่ากระดาษ A4 เพียงเล็กน้อยหน้าบานกระจกกัดลาย[1]เป็นรูปสระบัวที่มีดอกบัวเบ่งบานสวยงาม

             

            ‘กระจกนี่มัน…?’ 

            ไตเติ้ลฉงนอยู่ในใจพร้อมกับหยิบกระจกแผ่นสวยขึ้นมาดู

             

            “ถูกใจไหมคะเห็นน้องนัทบอกว่าถ้าประดับบ้านหลังนี้จะทำให้คนอยู่อาศัยเจริญขึ้นค่ะ” สุกัญญาซักแล้วต่อด้วยคำอธิบาย

             

            “ถูกใจมากเลยครับ” ภานุวัฒน์พยักหน้ารับ

             

            สุกัญญาไม่รู้ที่มาของกระจกบานนี้หรอกเธอรู้แค่ตามที่ญาติผู้น้องบอกเอาไว้ว่าเป็นกระจกที่เดิมตั้งใจจะมอบให้คุณลุงกฤษณะเอาไว้แต่งบ้าน

            แต่เมื่อคุณลุงกฤษณะตายไปและสุกัญญาก็ไม่ได้ใช้บ้านหลังนี้เพื่ออยู่อาศัยณัฐภัสจึงได้เก็บกระจกเอาไว้ ไม่คิดจะมอบให้ใครอีกต่อเมื่อบ้านหลังนี้มีผู้ซื้อไปแล้วเด็กหนุ่มก็เห็นสมควรว่าน่าจะให้มันมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ตามความตั้งใจเดิมดังที่เขาอยากจะให้เป็น

             

            เรื่องราวที่สุกัญญารู้ก็เพียงเท่านี้ผิดกับภานุวัฒน์ที่เมื่อมองเห็นกระจกแผ่นนี้ปุ๊บสิ่งแรกที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขานั้นกลับมิใช่ความสวยงามของลวดลายกระจกแต่อย่างใดหากคือแสงสีทองที่ระอุไอร้อนแผ่ออกมารุนแรงนั่น…

             

            มิน่า! ผีลุงเจ้าของบ้านถึงได้รีบเผ่นไปยืนอยู่ซะไกล

     

            กระจกแผ่นนี้ดูเหมือนไม่ใช่เครื่องรางของขลังถ้าเป็นคนมีวิชาอาคมแต่ไม่สามารถมองเห็นภูตผีได้เป็นปกติในชีวิตประจำวันอย่างไตเติ้ลกับลูกพลับแล้วก็จะมองเห็นมันเป็นเพียงแค่กระจกลายสวยทั่วๆ ไป แต่กับคนที่มีพลังมองเห็นไปถึงสามโลกอย่างเขาแล้ว

             

            ‘นี่มันกระจกฆ่าวิญญาณร้าย กระจกปราบมารชัด ๆ เลยเนี่ยของแบบนี้!’

            ไตเติ้ลมองของสิ่งนั้นอย่างนึกทึ่ง

             

            เพราะเป็นคนที่อดีตชาติเคยมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนอกหนังสือนิยายของแบบนี้เขาจึงไม่เคยเห็นเลยว่ามีคนสามารถสร้างอาวุธปราบมารลักษณะนี้ขึ้นมาโดยไม่ต้องจุดธูปบูชาครูไสยศาสตร์ และตั้งเครื่องเซ่นทำเป็นเครื่องรางของขลังก็ได้ด้วย

     

            เจ้าของกระจกแผ่นนี้สามารถสร้างวัตถุที่ป้องกันพวกผีได้ง่ายๆ เพียงแค่แบ่งพลังวิญญาณของตนเองใส่ลงมาในกระจกและเป็นพลังที่พวกผีอยู่ใกล้ก็จะร้อนจนแตกสลายไปได้เอง

     

            น่าจะเพราะเป็นโลกในนิยายนี่แหละถึงได้มีการสร้างสรรค์อาวุธปราบมารที่แฟนตาซีขนาดนี้ออกมาได้ถ้าอย่างนั้นแล้วไตเติ้ลที่พอมาอยู่ในโลกนี้แล้วก็มองเห็นผีชัดเจนขึ้นมีรูปแบบพลังของตนเองกระจ่างกว่าตอนที่เกิดมาเป็นคนเห็นผีในชาติที่แล้วแบบนี้ถ้าให้สร้างวัตถุปราบมารอย่างนี้ขึ้นมาบ้างเขาก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

             

            "ไม่ทราบว่ามีที่อยู่ของน้องเจ้าของกระจกคนนี้ไหมครับถ้ามีโอกาสผมอยากส่งของขวัญตอบแทนไปให้" ไตเติ้ลซักหญิงสาว

             

            ดูจากของขวัญที่ให้มาอย่างนี้แล้วอีกฝ่ายย่อมต้องรู้แน่นอนว่าบ้านหลังนี้มีผีอาศัยอยู่

            การให้ของขวัญที่เป็นอาวุธปราบมารกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเห็นนั้นนับว่าเป็นคนจิตใจดีมากเพราะมีความห่วงหาอาทรคนที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าใคร เกรงว่าเขาจะได้รับความเดือดร้อนจากพวกผีที่ประตูจนถึงขั้นทำของแบบนี้เอาไว้เตรียมให้กับคนที่ซื้อบ้านโดยเฉพาะ 

             

            ดังนั้นแล้วภานุวัฒน์จึงคิดว่าเขาควรทำวัตถุปราบมารที่ใช้พลังวิญญาณของตนอัดประทับลงไปส่งเป็นของขวัญตอบแทนให้อีกฝ่ายบ้างเช่นกัน 

             

            “เป็นที่อยู่ที่อเมริกาได้ไหมคะพี่ก็ไม่รู้ว่าน้องเขาจะกลับไทยเมื่อไหร่สิ”

             

            “ได้ครับ” 

            ไตเติ้ลพยักหน้าพร้อมกับล้วงสมุดโน้ตเล่มเล็กในกระเป๋าเสื้อและปากกาแลนเซอร์แบบปุ่มกด[2]ออกมาส่งให้หญิงสาวได้จดที่อยู่ของคนที่ชื่อณัฐภัส

             

            ภานุวัฒน์คิดว่าถ้าหากเขายังมองเห็นแสงสีทองที่เป็นพลังของคนที่ชื่อณัฐภัสชัดเจนขนาดนี้ก็เชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะต้องมองเห็นพลังสีขาวพิสุทธิ์ของเขาได้ด้วยอย่างแน่นอน 

             

            ก็ได้แต่คิดว่าถ้าอีกฝ่ายได้เห็นสิ่งของนั้นแล้วเมื่อรู้ว่าเขาสามารถปราบปรามภูตผีในบ้านหลังนี้ได้ ก็น่าจะทำให้อีกฝ่ายคลายกังวล

             

            และรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้บ้าง.


    [1]การกัดลายกระจก หมายถึง การใช้น้ำยาเคมี ซึ่งเป็นผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาเคลือบกระจกทำให้เกิดลวดลายตามที่เราแกะกับแผ่นสติ๊กเกอร์ จะมีลักษณะเป็นร่องลึก และเป็นฝ้า ตามแต่เทคนิกการกัดกระจกที่เราเลือกใช้

    [2]Lancer Clic 878 ปากกาอันรุ่งเรืองในยุค90 ด้ามสีขาวหัวเป็นปุ่มกด ตัวนี้จะหัวใหญ่ว่าอีกรุ่นที่เป็นแบบปลอก SPIRAL 0.5 เขียนแล้วก็เห็นชัดดีในยุคนั้นปากกาเจลยังไม่ได้รับการพัฒนา

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน