เสียงเพลงบรรเลงเบา ๆ คลอไปกับบรรยากาศของงานแต่งงานสุดหรูที่ถูกจัดขึ้นในโรงแรมระดับห้าดาว แเื่มากมายแต่งกายหรูหราพากันพูดคุยและยิ้มแย้ม แต่บรรยากาศรอบตัวของเ้าบ่าวกลับเต็มไปด้วยความเ็า
“ยิ้มหน่อยสิภาคิน อย่างน้อยก็ทำให้แขกเห็นว่าแกไม่ได้ถูกบังคับ”
เสียงทุ้มต่ำของบิดาดังขึ้นเบา ๆ ข้างหู ภาคิน เหลือบมองไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนข้าง ๆ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ริมฝีปากได้รูปกระตุกเป็รอยยิ้มเยาะหยัน
“เื่บังคับมันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”
ภาคิน อัครเดช ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลมาเฟียใหญ่แห่งไทย คือชายหนุ่มผู้เ็าและเฉยเมยต่อทุกสิ่ง ไม่เคยมีใครสามารถอ่านใจเขาได้ และแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่เคยคิดจะเปิดใจให้ใคร
แต่วันนี้ เขาต้องมายืนอยู่ที่นี่… ในฐานะเ้าบ่าวของใครบางคนที่เขาแทบไม่รู้จัก
เมื่อเสียงประกาศจากพิธีกรดังขึ้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปยังร่างของเ้าสาว…ไม่สิ เ้าบ่าวอีกคนหนึ่งที่กำลังก้าวเข้ามาในงาน
ศรัณย์ กฤตธีระ ทนายหนุ่มวัยยี่สิบแปด ผู้มีใบหน้าสงบนิ่งและดูเป็ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เขาสวมชุดสูทสีขาวสะอาดที่ขับให้ผิวขาวเนียนของเขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเฉยชาไม่ต่างจากภาคิน
นี่ไม่ใช่วันที่เขาอยากให้เกิดขึ้นเช่นกัน
ศรัณย์ก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับพิธี สายตาของเขาและภาคินสบกันเพียงแวบหนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะเบือนหน้าหนี
“ขอเชิญเ้าบ่าวทั้งสองกล่าวคำปฏิญาณ”
ภาคินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือออกไป ศรัณย์ลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ยอมให้อีกฝ่ายสวมแหวนให้โดยไม่พูดอะไร
“ผมสัญญาว่าจะดูแลคุณ… ในฐานะสามี”
คำพูดของภาคินฟังดูเ็าและประชดประชันเสียมากกว่าจริงใจ
ศรัณย์ยิ้มบาง ๆ ให้กับคำพูดนั้น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน
“ผมเองก็สัญญา ว่าจะอยู่เคียงข้างคุณ… ตราบเท่าที่เงื่อนไขของข้อตกลงยังมีผล”
คำพูดของเขาไม่ได้ทำให้ภาคินแปลกใจเลยสักนิด
เพราะพวกเขา… ต่างก็ไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น ทั้งคู่ถูกเชิญให้ไปถ่ายรูปและร่วมโต๊ะกับแขกสำคัญ แต่แทบไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา นอกจากคำพูดที่จำเป็ต่อหน้าสายตาของสังคม
เวลาผ่านไปจนถึง่ส่งตัวเข้าห้องหอ ภาคินเดินนำเข้ามาในห้องชุดสุดหรูของโรงแรมโดยไม่รอศรัณย์เลยสักนิด
“ฉันจะนอนฝั่งนี้ นายไปจัดการตัวเองตามสบาย”
ภาคินพูดจบก็ถอดสูทของตัวเองออกอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งให้ศรัณย์ยืนอยู่กลางห้องอย่างเงียบ ๆ
ศรัณย์มองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่หายเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องชุดสุดหรูที่ถูกจัดเตรียมไว้ราวกับเป็ห้องหอของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน
แต่เขารู้ดีว่า… ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีวันเป็เช่นนั้น
ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีเหลืองนวล เขาค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างเงียบเชียบ ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงน้ำไหลจากฝักบัวภายในห้องน้ำที่ภาคินเข้าไป
เ้าบ่าวของเขา ไม่ได้พยายามแม้แต่จะรักษามารยาทพื้นฐานใด ๆ ไม่ถาม ไม่สนใจ และไม่คิดจะปรับตัวเข้าหากัน
แต่แบบนั้นก็ดีแล้ว…
เพราะศรัณย์เองก็ไม่ได้้าสิ่งใดจากการแต่งงานครั้งนี้เช่นกัน
เขาเดินไปยังมุมห้องซึ่งมีโต๊ะเล็ก ๆ อยู่ หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะวางแก้วลง เสียงประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับไอร้อนที่ลอยออกมาตามแรงอากาศ
ภาคินก้าวออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูพันรอบเอว ร่างสูงโปร่งกำยำเต็มไปด้วยหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามเนื้อผิว เขาไม่ได้สนใจว่าอีกคนยังยืนอยู่กลางห้อง สายตาคมกริบเหลือบมองศรัณย์แวบหนึ่งก่อนจะหันไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมทับ
“ห้องน้ำว่างแล้ว” น้ำเสียงเ็าเอ่ยขึ้นสั้น ๆ
ศรัณย์พยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหยิบชุดนอนแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรเช่นกัน
พวกเขาไม่ได้เกลียดกัน แต่ก็ไม่ได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ…
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง่ที่ไฟในห้องถูกดับลง ศรัณย์เอนตัวลงบนเตียงขนาดใหญ่ที่ถูกแบ่งฝั่งชัดเจนโดยร่างของภาคินที่นอนหันหลังให้เขา
แผ่นหลังของอีกฝ่ายนิ่งสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจที่เป็จังหวะสม่ำเสมอ
แต่ศรัณย์รู้ดีว่า คนอย่างภาคินไม่มีทางหลับง่ายขนาดนั้น
และเขาเองก็เช่นกัน
“เราแต่งงานกันแล้วสินะ” ศรัณย์พูดขึ้นเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง แต่รู้ดีว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยิน
ไม่มีเสียงตอบกลับจากภาคินอยู่พักใหญ่ จนกระทั่ง…
“อืม”
เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความไม่ใส่ใจ
ศรัณย์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลง รู้สึกถึงความเ็าที่ปกคลุมระหว่างพวกเขา
นี่เป็จุดเริ่มต้นของพันธนาการที่ไม่มีใคร้า
แต่มันอาจจะเป็จุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็ได้…