ตอนที่ 7 ใต้หน้าผา (7)
ในขณะที่กำลังจิบชา ผู้าุโหลงฝานที่นึกสนใจสุนัขรับใช้ของสำนักกระบี่คู่พลันแผ่ประสาทััออกไปไกลลิบครอบคลุมบริเวณที่ซวนเตาอวีอยู่ การขยายขอบเขตการรับรู้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นนี้กลืนพลังปราณค่อนข้างสูง ในตอนแรก ผู้าุโหลงฝานเพียงััได้ว่ามีผู้ใดอยู่ในขอบเขตการตรวจจับ หากตอนนี้ผู้เฒ่าได้ยินแม้แต่กระทั่งเสียงหายใจ หางคิ้วของชายชราเลิกสูงขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศความสุขุมอันตรธานหายไปถูกแทนที่ด้วยความใคร่รู้ “นายหญิงน้อย จูเก้อคือผู้ใด?”
หลงซูโหรวยกยิ้มบางๆ นางกำลังจะเอ่ยต่อ ทว่าผู้าุโหลงฝานนั้นชิงกล่าวก่อนราวกับทราบในความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงและจูเก้อผู้นั้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพียงพินิจจากการยกยิ้มของนางเท่านั้น “เด็กน้อยโก่วหานนั่นมาประกาศที่ใจกลางเมืองว่าจูเก้อตายแล้ว ยังพูดด้วยว่าเป็ฝีมือของชูฉิน หรือว่า…”
ผู้าุโหลงฝานกล่าวไม่ทันจบคำ หลงซูโหรวลุกพรวดขึ้นฝ่ามือทั้งสองทุบลงโต๊ะไม้ดัง ปัง! เนื้อผิวโต๊ะไม้สี่ขานั้นแตกกระจายจนรักษาสมดุลหยัดยืนไว้ไม่ไหวย่อมหักออกเป็ครึ่งท่อน เสียงถ้วยชาหล่นแตก โต๊ะไม้สองส่วนร่วงหล่นลง พร้อมกับใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏความตกตะลึงลานลึกล้ำ สองั์ตาคู่งามเบิกโตกว้างปานถลน แฝงเร้นด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ตื่นตระหนก ใ และหวาดกลัว
“ท่านกล่าวอันใด ข้าอยากได้ยินอีกรอบ!!” หลงซูโหรวะโเสียงดังลั่น บนใบหน้าเผยหยาดเหงื่อพร่างพราย
ผู้าุโหลงฝานเห็นการตอบสนองของหลงซูโหรว ในใจเกิดสั่นคลอนอย่างไม่เคยประสบ องค์หญิงัที่อาจหาญไม่เกรงกลัวฟ้าดินหรือลิขิต์ ั้แ่ถูก์บัญญัติให้ตายด้วยโรคร้าย นางยิ่งเ็าเืเย็น ยากจะมีสิ่งใดที่ทำให้นางเกิดห้วงอารมณ์อื่นนอกเหนือความสงบได้ หากบัดนี้หายดีจากโรคร้ายนั้นอย่างปริศนา กระนั้น ความเยือกเย็นของนางยังคงอยู่เหนือคนปกติธรรมดามากโข แต่หลังจากได้ยินข่าวสารนี้ไป ความสงบประดุจพระโพธิสัตว์กลับพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี ด้วยอากัปกิริยาของนาง ผู้เฒ่าถึงพอปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้แล้ว
“จูเก้อสิ้นชีพแล้ว ชูฉินถูกกล่าวอ้างเป็ผู้กระทำ” ผู้าุโหลงฝานกล่าวเสียงดังฉะฉาน เป็การเตือนใจให้นางฟังว่าที่ได้ยินมาล้วนไม่มีคำใดผิดเพี้ยน
ถ้อยคำทั้งสองครั้งแทรกผ่านเข้าใบหูทะลวงลึกสั่นสะท้านไปถึงจิติญญา หัวใจของนางเกิดเต้นไม่เป็ระส่ำ ไม่ทราบด้วยความหวาดกลัวหรือเหลือเชื่อกันแน่ ประการแรก นางหวาดกลัวอย่างแท้จริงจากการสูญเสียของจูเก้อ หลงซูโหรวต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ไว้บนบ่าั้แ่เยาว์วัย นางที่เกิดมาเป็บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของจักรพรรดิัผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งสี่สัตว์เทพมหาธรณี นางสมควรมีความสุขกว่าสตรีใดทั้งปวง แต่ทว่า โรคร้ายนี้กัดกินเด็กน้อยคนหนึ่งมาเกือบทั้งชีวิต เดินทางตามหาแพทย์ทั่วแผ่นดิน ไม่พบผู้ใดสามารถพอ จนกลายเป็การเดินทางเพื่อเก็บความทรงจำที่ดีเป็ครั้งสุดท้าย…
หลงซูโหรวที่เตรียมตัวตายมาดีแล้ว พลันประสบพบกับผู้ช่วยชีวิตเข้า จิตใจของนางต่อคนผู้นั้นจะถูกยกไปในระดับใด? ผู้ช่วยชีวิตคนนั้นคงเปรียบดั่งเทพเ้าของหญิงสาวก็มิปาน และด้วยลักษณะนิสัย “บุญคุณต้องทดแทนหนี้แค้นต้องชำระ” ความเสียหายทางด้านจิตใจเกี่ยวกับเื่นี้ถึงหนักหนาได้ขีดสุด ผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของนางสิ้นลมหายใจ นางจะทำใจยอมรับได้อย่างไร… ตอบแทนบุญคุณมากสุดเพียงกล่าว “คำขอบคุณ” เท่านั้นเอง…
ในขณะเดียวกัน คำกล่าวอ้างของผู้ลงมือสังหารจูเก้อกลับเป็ชูฉิน บุตรชายบุญธรรมหนึ่งเดียวของแพทย์เทวะจูเก้อ นางอยู่ร่วมกับชูฉินเกือบสิบปี นอกจากจูเก้อแล้ว เป็หลงซูโหรวนี้เองที่เข้าใจลึกซึ้งในตัวของชูฉินมากที่สุด เข้าใจการกระทำและห้วงความคิดของชายหนุ่มเป็อย่างดี ผู้ที่จิตใจงดงามราวพระโพธิสัตว์จะทำเื่แบบนี้ลงได้อย่างไร… โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสังหารบิดาซึ่งถือเป็โทษทัณฑ์ร้ายแรงสูงสุด แม้ไม่ใช่บิดาโดยสายเื หากจูเก้อก็ไม่ต่างอันใดไปจากบิดาแท้ๆ ของเขา ตามลักษณะนิสัยแล้ว คนชั่วย่อมเผยหางมาให้เห็นบ้าง แต่ชูฉินผู้นี้กลับไม่เห็นสิ่งใดที่เข้าใกล้คำว่าชั่วเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่แม้แต่จะโกหกสักครั้งด้วยซ้ำ…
ครั้งหนึ่งเคยถูกหลงซูโหรวถามว่ามีใจให้นางหรือไม่ ชายหนุ่มเขินอายอยู่มาก สุดท้ายก็ตอบตามจริงว่ามีใจ ยังมี่ที่เล่าเรียนในสถาบันบงกชขาว ยามนั้นกลิ่นฉุนไปทั่วห้อง เขากลับสารภาพออกมาอย่างไม่ลังเลว่าเป็คนที่ผายลม… คิดให้ตายจนปวดหัว หลงซูโหรวก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าชูฉินจะชั่วช้าได้ปานนั้น…
“นี่ต้องมีอะไรผิดพลาดเป็แน่…” สีหน้าของหลงซูโหรวซีดขาวราวกระดาษ นางหันขวับวิ่งออกไปจากที่พำนักตรงดิ่งไปยังใจกลางเมืองรีดเค้นพลังออกด้วยความเร็วสูงสุด
ผู้าุโหลงฝานถอนหายใจเบาๆ “องค์หญิงยึดถือบุญคุณความแค้นเหนือสิ่งอื่นใด ์โหดร้ายทารุณแก่นางเหลือเกิน เยาว์วัยดำดิ่งดั่งตกขุมนรกเพิ่งพ้นสู่พิภพมนุษย์ หากฉุดนางลงสู่ขุมอเวจีเสีย…” จ้าวัลุกยืนขึ้นอย่างช้าๆ ครุ่นคิดในใจ “บทเรียนครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไตร่ตรองดูแล้ว นางยังขาดความเด็ดขาดแห่งจักรพรรดิสมควรสั่งสอนไว้”
ณ ใจกลางเมือง ข่าวสารนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่ผู้คนจะทนทานไหว การแพร่กระจายของข่าวสารรวดเร็วยิ่งกว่าโรคระบาดนับสิบเท่าร้อยเท่า เพียงสิบนาที กลุ่มคนจำนวนมากต่างมารวมตัวกันที่ลานกว้างใจกลางเมือง จุดตรงกลางนั้นคือผู้ติดตามของโก่วหาน เสาเหล็กเสาหนึ่งที่ออกแบบมาในรูปแบบไม้กางเขนถูกนำมาปักตรงใจกลางเมืองอย่างพอดิบพอดี พร้อมกับชูฉินที่ถูกแขวนเอาไว้ข้างบนนั้นสองแขนสองขาถูกตรึง มิอาจขยับเขยื้อนใดๆ
สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงกระดูกส่วนขาข้างหนึ่งที่แหลกละเอียดจนเนื้อหนังยุบยวบลงไป ผู้คนที่มาที่นี่ล้วนถูกดึงดูดมาด้วยข่าวร้ายที่น่าหวาดหวั่นที่สุด การสูญเสียแพทย์เทวะประจำเมือง…
สาเหตุหลักที่เมืองบงกชขาวแสนทุรกันดารค่อยๆ เจริญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการดำรงอยู่ของแพทย์เทวะจูเก้อ ผู้ที่ติดหนี้ชีวิตของเขาย่อมเข้ามาเยี่ยมเยือนภายในเมือง บ้างซื้อที่ดินที่นี่เพื่อสร้างบ้านเรือนจะได้ติดต่อกับแพทย์เทวะสะดวกขึ้น ความมั่งคั่งของบงกชขาวถึงเพิ่มขึ้นเอามากๆ และเริ่มผูกมิตรกับเมืองใหญ่ๆ แต่ทว่า บัดนี้แพทย์เทวะผู้นั้นไม่อยู่แล้ว…
มันไม่ใช่แค่เื่ของผลประโยชน์ สิ่งที่อยู่เหนือเื่ผลประโยชน์นั้นคือเื่ของบุญคุณ ครัวเรือนเกือบหนึ่งพันครัวเรือนแทบจะถูกจูเก้อรักษากันครบทุกครัวเรือนแล้ว นี่ล้วนยังไม่นับผู้คนต่างถิ่นที่เดินทางเข้ามา ฉะนั้น พวกเขาถึงคุ้นเคยกับจูเก้อเป็อย่างดี อีกทั้งยังรู้จักชูฉินอีกด้วย แทบจะไม่มีใครเชื่อสายตาหรือข่าวสารที่ได้ยิน เสียงกู่ะโของฝูงชนดังกังวานกึกก้อง
“มันเป็ไปได้ยังไง ชูฉินคนนั้นจะลงมือสังหารท่านจูเก้อลงได้อย่างไร!!”
“โก่วหาน!! เ้าใส่ร้ายเด็กน้อยชูฉินใช่หรือไม่!! เ้าอิจฉาเขาที่สนิทกับซูโหรว!!”
“เ้าตระกูลโก่วชาติชั่ว!! ใส่ร้ายป้ายสีชูฉินได้ยังไง!! หลักฐานเ้าอยู่ที่ใดกล้ากล่าวหากันลอยๆ เยี่ยงนี้!!”
ฝูงชนมารวมตัวกันเกือบสามพันคน มันมากมายมหาศาลยิ่งกว่าตอนพิธีกรรมตรวจสอบพร์เสียอีก เสียงข้างมากเอียงไปทางเข้าข้างชูฉินชัดเจน และเป็จำนวนความเห็นที่ต่างชั้นกับฝั่งไม่เข้าข้างอยู่มาก พวกเขารู้ซึ้งในนิสัยของเด็กน้อยผู้นี้ดี เด็กน้อยแสนดีราวกับพระโพธิสัตว์ผู้นี้จะกระทำการสังหารบิดาตนเองได้อย่างไร… แค่เขาจะลงมือปลิดชีพกระต่ายสักตัวหนึ่งเขาแทบจะร้องไห้ออกมา…
“พวกท่านอย่าได้ด่วนสรุปไป ฟังความทางฝั่งของนายน้อยโก่วย่อมเป็การดี ฟังแล้วถึงค่อยตัดสินใจร่วมกัน หากเป็จริงความเสียหายนี้หนักหนาสาหัสเกินไป ข่าวนี้ร้ายแรงขนาดที่เ้าเมืองกำลังเดินทางมาที่นี่”
เมื่อกลุ่มคนเคลื่อนสายตามาตามเสียงของบุคคลผู้หนึ่ง พลันพบว่าเป็ผู้ทรงอิทธิพลในเมืองบงกชขาว ประมุขหลินแห่งตระกูลหลิน หนึ่งในตระกูลร่ำรวยของบงกชขาว ประมุขตระกูลโก่วและตระกูลหลินไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย รูปแบบการทำการค้าก็คนละแบบ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้มาเกี่ยวโยงกันเลยสักนิดเดียว แต่ทว่า บุตรคนโตของประมุขหลิน หลินหวังนั้นเล่าเรียนในสถาบันบงกชขาวเฉกเช่นเดียวกันกับโก่วหาน และเป็หนึ่งในคนที่ร่วมวงพูดคุยกับโก่วหาน สำหรับการคุยเสียดสีชูฉินบ่อยครั้ง
จนครั้งหนึ่ง หลินหวังเคยเล่าความแก่บิดาว่าได้พูดคุยกับนายน้อยโก่วแห่งตระกูลโก่วมา แม้ไม่ใช่การสนทนาพบปะส่วนตัว หากนับว่าได้คุยกันอย่างออกรส ถึงกับเคยแลกจอกสุรากันครั้งหนึ่ง ประมุขหลินหัวใส เดินทางไปพบกับ ประมุขโก่ว เป็การลับ จึงได้ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงภายในสถาบันบงกชขาว ั้แ่วันนั้น ตระกูลหลินกับตระกูลโก่วจึงมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง
ครั้งนี้ก็เป็การช่วยพูดให้ตระกูลโก่วอย่างแน่นอน ยิ่งได้ทราบว่าโก่วหานนั้นกลายเป็ัทะยานฟ้า หนึ่งคนบรรลุเป็เซียน หมูหมากาไก่พลอยได้ดีลอยขึ้น์ไปด้วย เขายอมลดตัวเป็เดรัจฉานเพื่อเกาะชายเสื้อโก่วหานขึ้น์ อย่างไรก็ตาม ผู้คนปกติล้วนมองว่า ประมุขหลิน กับ ประมุขโก่ว ไม่มีสัมพันธ์อันใดต่อกัน ไม่มีเหตุผลให้ประมุขหลินเข้าข้างตระกูลโก่ว
“ประมุขหลินกล่าวได้ถูกต้อง เื่ราวนี้ใหญ่โต พระคุณแพทย์เทวะเทียมฟ้า เ้าเมืองบงกชเขียว เ้าเมืองบงกชแดง เ้าเมืองบงกชฟ้า หากทราบข่าวจำต้องเดินทางมาเพื่อร่วมกันสะสางเื่ราวนี้เป็แน่”
คราวนี้ กลับเป็ประมุขมู่ หลานของเขาเข้าเล่าเรียนในสถาบันบงกชขาวรุ่นเดียวกันกับชูฉิน หากโดยส่วนตัวแล้ว หลานของประมุขมู่นี้เป็อิสตรี จึงไม่ได้มีจิตคิดร้ายเหมือนกับบุรุษคนอื่น นางเล่าเื่ราวให้กับประมุขมู่อย่างสัตย์จริงหลายครั้งต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะ่เวลาการฝึกฝนหรือทดสอบ ชูฉินรั้งท้ายเสมอ ผิดกับคำสรรเสริญต่างๆ นานา ของผู้คน รวมถึง ตระกูลมู่นี้ร่ำรวยในบงกชขาวอย่างมาก เป็ตระกูลที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งของเมือง อยู่เหนือตระกูลโก่วและตระกูลหลินที่เป็ลำดับที่สาม
คำกล่าวของประมุขมู่จึงนับว่ากล่าวโดยชอบธรรมอย่างแท้จริง
“พวกเ้าที่กระทำการเยี่ยงนี้ ย่อมต้องมีหลักฐานมากเพียงพอ จับชูน้อยตรึงไม้กางเขน ร่างอาบเื ขาเหมือนหักแหลกไร้กระดูก โทษทัณฑ์นี้ย่อมหนักหนาไม่แพ้กัน ไม่ใช่ว่าข้าไม่ทราบความขัดแย้งกันของนายน้อยโก่วกับชูน้อย คิดตบตาผู้เฒ่านับว่าท้าทาย” ประมุขมู่กล่าว
ฝูงชนจำนวนมากกำลังรอฟังรายละเอียดของเื่ราว เ้าตัวนายน้อยโก่วยืนตระหง่านเคียงข้างผู้ติดตาม เขาเปิดปากกล่าวอย่างหนักแน่น “เ้าเศษเดนชูฉินนี่สังหารท่านจูเก้อ ! ! ! ” น้ำเสียงของเขาเปี่ยมล้นด้วยความอาฆาต ใบหน้าที่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์นั้นแผ่ห้วงอารมณ์อันหนักอึ้งของชายหนุ่มออกมาจนสิ้น
ยามได้เห็นใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวเพียงนั้น จิตใจของผู้คนคล้ายถูกทุบให้ะเืด้วยค้อนหนัก เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กำลังรีดเค้นในสมองพลันถูกทำลายแตกกระเจิง ความคิดไหลตามท่วงทำนองโกรธปนเศร้าล้ำลึกนั้นพร้อมกับจิตใจที่เริ่มสั่นคลอนอย่างช้าๆ
“เมื่อคืนวัน ! ข้าเข้าพบกับท่านจูเก้อเพื่อถามไถ่วิธีการหลอมกายา เตรียมเข้าสู่เส้นทางะ…! ขะ---ข้านั้นทำของล้ำค่าตกเอาไว้ที่นั่น… เป็แก่นชีวิตขั้นสาม… ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าทำหล่นหาย เดินทางตามหาไปทั่ว เดินทางไปกระท่อมท่านจูเก้อเป็หลังสุดท้าย ถึงพบเข้ากับเหตุการณ์ตรงหน้าข้า ! ! ! พวกท่านลองเดาดูเอาเถิดว่าข้าพบสิ่งใด ! ! ! ”
กลุ่มคนสดับฟังเื่ราวจากปากของโก่วหาน สรรพเสียงเงียบสงัดราวกับคนสามพันกว่าคนมิได้อยู่ที่นี่ ประดุจเป็เพียงลานกว้างธรรมดาไร้ผู้คน
“ข้าเห็นท่านจูเก้ออาบเื ข้างกายของท่านเป็เ้าชาติชั่วชูฉิน หนึ่งมือถือมีดวิเศษขั้นหนึ่งอาบโลหิต ! อีกหนึ่งมือถือแก่นชีวิตขั้นสามของตระกูลโก่วข้าไว้แน่น ! ! ! ”
กล่าวถึงจุดนี้ น้ำเสียงของโก่วหานถึงกับขาด่ไป ราวกับร้องร่ำะโจนเสียงขาดหาย เสียงคร่ำครวญนี้ปักเข้ากลางหัวใจของฝูงชน ทันใดนั้น ชาวบ้านบางส่วนต่างสืบเท้าก้าวออกมาข้างหน้า “ข้าเป็พยานให้นายน้อยโก่วได้ เมื่อวานนายน้อยโก่วเดินทางมาบ้านข้า ถามหาสิ่งของก้อนกลมเท่าลูกปัดเรืองแสงสวยๆ ”
ไม่ใช่เพียงหนึ่งคนเท่านั้น เกือบยี่สิบถึงสามสิบครัวเรือนออกมาเป็พยานให้กับโก่วหาน ว่าเขามาสอบถามวัตถุคล้ายลูกปัดจริง ซึ่งสอบถามพวกเขาั้แ่เมื่อวานตอนเย็นแล้ว จะบอกว่าเตรียมให้พวกเขามาอ้างก็มิใช่ เพราะครัวเรือนที่ออกมาเป็พยานล้วนเป็เส้นทางที่โก่วหานเดินผ่านทั้งสิ้น ทั้งเป็เส้นทางกลับบ้าน เส้นทางที่ไปจับจ่ายซื้อของ เส้นทางหลักของผู้คน รวมถึง ครัวเรือนที่ออกมาเป็พยานนี้ ครอบครัวหนึ่งกับอีกครอบครัวหนึ่งห่างกันเกือบห้าสิบกิโลเมตรก็มี พิจารณากับสิ่งอื่นประกอบร่วมยิ่งทราบว่านี่ไม่ใช่แผนการหน้าม้าของโก่วหานแน่นอน
แต่ทว่า ผู้ติดตามโก่วหานล้วนขนลุกขนพอง จับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าตาโตกว้าง “นายน้อยลงมือั้แ่เมื่อวานนี้แล้ว…” เขาขนลุกยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้าที่ให้ไปวางกับดักชูฉิน เนื่องจากเมื่อวานเขาร่วมอยู่ด้วย ร่วมอยู่กับเหตุการณ์ที่โก่วหานเดินถามบ้านเรือนไปทั่วว่าเจอวัตถุคล้ายลูกปัดหรือไม่ มาถึงจุดนี้จึงเข้าใจอย่างแท้จริง ว่านายน้อยตนเองนั้นเตรียมการไว้ก่อนแล้ว… แม้กระทั่ง เื่ของพยาน…
ทันใดนั้น เสียงคำรามก้องไปทั่วผืนฟ้า ทรงพลานุภาพหาใดเปรียบ “ท่าน---จูเก้อ… ท่านจูเก้อตายแล้ว ! ! ! ”
ชายคนหนึ่งอุ้มร่างของชายอีกคนไว้ในอ้อมแขน ชายที่อุ้มจูเก้อนี้เป็ที่คุ้นเคยของชาวเมืองบงกชขาว เ้าเมืองบงกชขาวผู้บรรลุวรยุทธขั้นสาม ชาวเมืองเริ่มมองเห็นเขาจากสุดขอบสายตา ไกลถึงเพียงนี้ เสียงร้องคำรามของเขากลับส่งมาถึงได้อย่างชัดเจน ทั้งยังเปรียบดั่งค้อนหนักที่ใหญ่ยิ่งกว่าค้อนของโก่วหานนับสิบเท่า ฟาดลงกลางหัวใจของพวกเขาจนแตกละเอียด…