มรรคาพลิกฟ้า

บทที่ 177 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

        เมื่อฝุ่นจางหายไปภาพที่ปรากฎให้เห็นทำเอาทุกคนถึงกับขยี้ตาและหันกลับไปมองยังกลางเวที สลับกันไปมาอยู่เช่นนั้น 

 

        บัดนี้ผู้ที่นอนจมกองเลือดท่ามกลางเศษเก้าอี้ที่แตกหักมิใช่กังหลงแต่กลับเป็นผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลชิว สภาพแขนหักหลายท่อน จนมองเห็นกระดูกซี่โครงที่หักทิ่มแทงทะลุออกมาจนน่าอนาจ นอนหายใจรวยริน สภาพที่ใครเห็นแล้วต้องส่ายหน้า

 

        "อาา..เกิดอะไรขึ้น"

 

        "ไฉนคนที่กะเด็นไปกลับเป็นเจ้าเฒ่าอาวุโสชิวไปได้.. แต่  เฮอะ..สมน้ำหน้ามัน..ช่างไร้ยางอายสิ้นดี ถึงกลับคิดลงมือกับผู้เยาว์ได้"   


        "แล้วเจ้าหนุ่มนั่นหลบรอดไปได้อย่างไร  ใครแอบช่วยเหลือเจ้าหนุ่มนั่นกัน  จากสภาพที่เจ้าเฒ่าอาวุโสชิว กระเด็นกลับและบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ผู้ลงมือมีพลังสูงส่งปานใดกัน"   

 

        กังหลงใช้สายตาเย็นชามองไปยังตำแหน่งตระกูลชิว ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยสายตาอันอาฆาตมาดร้ายที่ล้วนเพ่งมายังตน แต่กังหลงก็มิได้สนใจสายตาเหล่านั้น หากแม้นคนพวกนี้มิมาตอแยตนก่อนเรื่องทั้งหมดก็จบกันเพียงแค่นี้ แต่หากแม้นตระกูลชิวยังมิเลิกราคิดตามรังควาญไม่รู้จบ ถ้าถึงตอนนั้นอย่าหาว่าตนโหดร้ายก็แล้วกัน..!!

 

        "การประลองครั้งนี้ถือว่าข้าชนะรึยังท่านผู้อาวุโส.."

 

        ผู้อาวุโสสูงสุดซึ่งบัดนี้กำลังตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาจนลืมเลือนหน้าที่ของตนเองไป เมื่อได้ยินเสียงเตือนของกังหลงจึงรีบดึงสติกลับมา หน้าตาแดงวูบหันมองรอบข้างและประกาศขึ้น

 

        "การประลองรอบนี้กังหลงจากตระกูลกัง เมืองเนตรอสูรเป็นฝ่ายชนะ เข้าสู่รอบต่อไป..!!"

 

        สิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงเฮลั่น บัดนี้กังหลงที่หลายคนมองว่าเป็นม้ามืดเริ่มเป็นที่สนใจของผู้มาชม จากการต่อสู้ที่ตื่นตาและเหลือเชื่อจึงเริ่มมีคนนิยมและอยากดูว่าการต่อสู้คราต่อไปของเจ้าหนุ่มผู้นี้จะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นอีกรึไม่..

 

        "" เย้..!!...เมืองเนตรอสูรสู้ ๆ 

 

        เริ่มมีเสียงเชียร์อย่างดีใจของผู้คนที่มาจากเมืองเนตรอสูร เนื่องจากการแข่งขันครานี้มีราชันย์ที่มาจากเมืองเนตรอสูรถึงสามคนแล้ว เท่ากับว่าเป็นที่แน่นอนแล้วที่เมืองเนตรอสูรจะอยู่ในอันดับที่ไม่น้อยกว่าอันดับสองอย่างแน่นอน และเป็นที่ชัดเจนว่าครานี้เมืองเนตรอสูรจะไม่เป็นที่สุดท้ายเหมือนการแข่งขันที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

 

        ส่วนการจัดลำดับตระกูลนั้นแม้ต้องรอให้ได้ตัวแทนคนที่ห้าของอาณาจักรมาก่อน แต่ที่แน่ชัดแล้วคือ ตระกูลกัง ตระกูลหยาง ตระกูลราชวงศ์ รวมทั้งตระกูลของนงคราญสุรางค์สวรรค์ จะต้องติดอยู่ในห้าอันดับแรกอย่างแน่นอนแล้ว ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดก็คือตระกูลกัง ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มีการแข่งขันจัดอันดับตระกูลจะตกไปอยู่อันดับสุดท้ายของอาณาจักรทุกครา แต่ครานี้เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว

 

        การคัดเลือกมาถึงรอบที่สี่ ในรอบนี้กังหลงโชคดีจับสลากไม่เจอคู่ต่อสู่ เท่ากับได้เข้าสู่รอบที่ห้าหรือรอบรองชนะเลิศเข้าไปรอจับสลากเพื่อจะเจอกับใครเท่านั้น ดังนั้นหลังจากต่อสู่กันจึงมีอีกสามคนที่ได้เข้าสู่รอบที่ห้าซึ่งเป็นไปตามคาด คือเหลียวหู่ถัง เซินฉาน  และเฉินลี่ ทั้งสามต่างเอาชนะคู่ต่อสู้มาอย่างไม่ยากลำบากเพราะมาเจอกับคู่ต่อสู้ที่มีระดับปราณต่ำกว่าเกือบสองระดับเกือบทั้งสิ้น จ้าวเหลี่ยนองค์ชายสี่จากตระกูลราชวงศ์ก็ถูกเขี่ยออกไปในรอบนี้อย่างหมดท่า ดังนั้นรอบนี้ผู้ที่จะจับสลากมาพบเจอกันทั้งหมดมี กังหลง เหลียวหู่ถัง เซินฉาน และเฉินลี่ หลังจากจับสลากแล้วคู่แรกที่ได้พบเจอกันเป็นเซินฉานกับเหลียวหู่ถัง ส่วนกังหลงพบเจอกับเฉินลี่ในคู่ที่สอง

 

        "เห็นไหมหล่ะ เป็นไปตามคาด เหลียวหู่ถัง เซินฉาน  และเฉินลี่ ทั้งสามได้เข้ามาสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว เมื่อจับสลากจับคู่นับว่าเฉินลี่ถังถึงกับโชคดีที่สุดที่ได้คู่ต่อสู้เป็นเจ้าหนุ่มจากตระกูลกังที่มีระดับปราณเพียงปราณขุนพลระดับเจ็ด "


        "อืม..เจ้าหนุ่มกังหลงนั่นโชคดีจับสลากไม่เจอคู่ถึงสองครั้งจนผ่านเข้ารอบมาถึงรอบรองชนะเลิศนับว่าดวงดีโดยแท้...แต่ก็คงสิ้นสุดเพียงรอบนี้"


        "เห็นทีผู้ที่จะมีโอกาสได้ต่อสู้ช่วงชิงกันในรอบชิงชนะเลิศคงจะไม่พ้น เจ้าเหลียวหู่ถัง และเจ้าเซินฉานคนใดคนหนึ่งไปพบเจอกับเจ้าเฉินลี่อย่างมิต้องสงสัย การต่อสู้ทั้งสองรอบนี้คงจะสนุกน่าดู."


        "เฮอะ..เจ้าอย่าประมาทเจ้าหนุ่มม้ามืดนั้นไป อย่าลืมไปว่าเจ้านั่นถึงกับชนะเจ้าบ้ามู่หลงไปได้นา และยังชนะเจ้าชิวเฉินกังพร้อมทั้งกำหราบผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลชิวจนสิ้นท่าไปในการโจมตีเดียวอีกด้วย."


        "อาาา..ไฉนข้าถึงลืมเลือนไปได้  ดูท่าเจ้าเฉินลี่ใช่จะได้ชัยมาอย่างง่ายดายแน่ในรอบนี้..!!"        


        เสียงผู้ชมรอบสนามต่างวิพากษ์วิจารณ์ต่อผลการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นอย่างเซ็งแซ่ แล้วเพียงชั่วครู่เสียงต่าง ๆ ก็ได้เงียบลงเมื่อคู่ต่อสู้คู่แรกลงสนาม เหลียวหู่ถัง เซินฉานทั้งสองอยู่ในระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชั้นย์ขั้นกลางทั้งสองคนซึ่งต่างก็มีโอกาสชนะได้เหมือนกัน ตระกูลของทั้งสองต่างซุ่มบ่มเพาะเสาะแสวงหาทั้งทรัพยากรและสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ มากมายหวังสร้างอัจฉริยะของตระกูลตนเองให้มีความเลิศล้ำเหนือตระกูลอื่นเพื่อรอโอกาสในวันนี้ จวบจนระดับปราณของบุตรหลานขึ้นสูระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชั้นขั้นกลางทั้งสองตระกูลจึงต่างนึกว่าครานี้บุตรหลานของตนคงได้มีโอกาสฉายแสงโดดเด่นเหนือผู้ใดแล้ว แต่เมื่อความเป็นจริงปรากฎออกมา คราครั้งนี้ถึงกลับบังเกิดผู้เยาว์ที่มีระดับปราณราชันย์ขึ้นมาถึงสี่คน นับว่าได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่สองตระกูลนี้ยิ่งนัก 


        แต่ถึงกระไรแม้ตัวแทนระดับอาณาจักรสี่อันดับแรกได้ถูกผู้มีระดับปราณราชันย์ทั้งสี่ครอบครองไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งที่ทั้งสองตระกูลยังคงพอจะคาดหวังได้


        บัดนี้เมื่อเห็นบุตรหลานของตนได้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศถ้าหากชนะในรอบนี้โอกาสที่จะเป็นผู้ชนะเลิศคงเป็นของตระกูลตนอย่างแน่นอน เพราะอีกคู่นั้นเป็นผู้ที่มีระดับปราณน้อยกว่าตนนั่นเอง


        "รอบรองชนะเลิศคู่แรกเพื่อหาผู้ชนะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระหว่าง เหลียวหู่ถัง และเซินฉาน เชิญทั้งสองลงสู่ลานประลอง"


        เหลียวหู่ถังในชุดสีดำสวมใส่ปลอกแขนสีดำเสมอศอกทั้งสองข้างดึงที่ข้างเอวผูกไว้ด้วยถุงแพรสีดำถุงหนึ่ง ภายในต้องเป็นอาวุธลับและสารพัดยาอันลือเลื่องของตระกูลถังอย่างมิต้องสงสัย เซินฉานมาในชุดสีเขียวพร้อมกับดึงกระบี่ที่แผ่พลังกดดันรุนแรงออกมาจนทั่วบริเวณสามารถสัมผัสได้


        "อาาา..พลังรุนแรงนี้นี่มันอาวุธระดับราชันย์อีกหนึ่งชิ้นแล้ว..มิคาดตระกูลฉานถึงกับมีอาวุธระดับราชันย์ด้วยเช่นกัน มิเคยทราบมาก่อนเลยว่าตระกูลฉานก่อนหน้านี้ถึงกับปิดบังซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด"


        "ครานี้ตระกูลฉานคงทุ่มหมดหน้าตักเพื่อการให้ได้เข้าเป็นตัวแทนของอาณาจักรให้ได้กระมัง..!!"


        "อืม..ใช่..ได้ข่าวว่าการแข่งขันระดับอาณาจักรครานี้ผู้ที่ชนะติดอันดับหนึ่งในสิบสามารถได้รับสิทธิ์เข้าไปสำรวจดินแดนลึกลับด้วย.."


        "มีข่าวจากวงในว่าดินแดนลึกลับต่างเต็มไปด้วยของล้ำค่า ทั้งอาวุธทั้งสมุนไพรหายาก และอื่น ๆ อีกมากมาย.."


        "อาาา..มิน่าครานี้แต่ละตระกูลถึงได้ทุ่มเทส่งเสริมรุ่นเยาว์ของตัวเองกันอย่างสุดความสามารถ คงเพราะอาจจะได้ข่าวนี้มาเนิ่นนานแล้วกระมัง"


        เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ ทำให้ผู้คนล้วนหวนคิดตามและเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของแต่ละตระกูลในการคัดเลือกตัวแทนระดับอาณาจักรในครานี้