ตอนที่ 118 บ้านเธออยู่ติดทะเลจริงๆ ด้วย
แน่นอนว่าหานชีเยวี่ยย่อมรับรู้ถึงสายตาที่คนเหล่านั้นใช้มองเธอ ทว่าเธอกลับทำเป็นมองไม่เห็น และหันไปหาผู้อำนวยการไช่แทน เธอรู้ดีว่าการประชุมวันนี้จัดขึ้นเพื่อเธอโดยเฉพาะ ดังนั้นเธอจึงต้องใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“ผู้อำนวยการไช่คะ ถ้าฉันต้องออกไปติดต่อเรื่องโครงการข้างนอก คงต้องใช้เวลาอยู่ในตัวเมืองค่อนข้างมาก คงไม่อาจเข้าออกงานได้ตามเวลาปกติ เพราะอย่างไรเสียตัวเมืองกับสหคามของเราก็ยังมีระยะทางที่ห่างกันอยู่พอสมควรเลยค่ะ”
หานชีเยวี่ยพูดเพื่อเป็นการบอกกล่าวให้เข้าใจกันเอาไว้ล่วงหน้า คนพวกนี้ หากเห็นเธอไม่เข้าออกงานตรงเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะแอบเอาไปพูดว่าอะไรบ้าง ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีคนที่แอบไปรายงานเธอลับหลังก็เป็นได้
การเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นนี้ ก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อนนั่นเอง
ผู้อำนวยการไช่พยักหน้า “การออกไปติดต่อเรื่องโครงการ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎการเข้าออกงานตามเวลาปกติ แต่ต้องกลับมารายงานความคืบหน้าที่สหคามทุกๆ สองถึงสามวัน”
หลังจากที่กล่าวคำนี้ออกไป คนที่หัวไวบางคนก็เริ่มคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาในใจทันที ไม่จำเป็นต้องเข้าออกงานตามเวลาปกติก็ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ออกไปติดต่อเรื่องโครงการจะมีอิสระมากหรอกหรือ? เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถแสร้งทำเป็นว่าออกไปติดต่อเรื่องโครงการ แล้วกลับบ้านไปทำธุระส่วนตัวได้หรือเปล่า?
ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนเป็นอย่างไร ผู้อำนวยการไช่ยังนับว่ารู้จักดีอยู่ คนพวกนี้ ขอแค่หาข้ออ้างให้ไม่ต้องทำงานได้ พวกเขาก็จะโดดงานทันที
“แต่ว่า สหายหาน ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าภายในครึ่งเดือนนี้ เธอไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย เงินเดือนเดือนนี้ก็ไม่ต้องเอาแล้ว!”
เพียงประโยคเดียวก็ทำลายความคิดอันไม่เหมาะสมทั้งหมดของทุกคนทันที
ไอ๊หยา! ไม่ต้องเอาเงินเดือนทั้งเดือน เช่นนั้นแล้วที่บ้านจะเอาอะไรกิน? วินาทีนั้น ดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับของทุกคนพลันมืดดับลงทันที ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ทำงานที่สหคามต่อไปอย่างเชื่อฟังดีกว่า อย่าได้ทำอะไรตามใจตัวเองชั่ววูบ จนทำให้ไม่ได้รับเงินเดือนเลย
การประชุมสิ้นสุดลง หานชีเยวี่ยถือว่าได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ส่วนเรื่องปัญหาวุ่นวายที่จะตามมาในภายหลัง หานชีเยวี่ยก็หาได้เอามาใส่ใจตัวเลยสักนิด อย่างไรเสีย เวลาทั้งหมดที่เธอสามารถทำงานที่สหคามได้ก็แค่ประมาณสามสี่เดือนเท่านั้นเอง เรื่องที่ไปล่วงเกินคนอื่น ในเมื่อทำไปแล้วก็ทำไป อย่าไปกังวลให้มากความ
หลังเลิกประชุม หานชีเยวี่ยบอกกล่าวผู้อำนวยการไช่เพียงเล็กน้อย แล้วก็ตรงกลับบ้านในทันที
มีเจ้าหน้าที่บางคนในสหคามเริ่มไม่พอใจอีกแล้ว ซึ่งคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลิวอวี้เฟินนั่นเอง แต่เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินหลิวอวี้เฟินบ่นไม่พอใจ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนเธอ
“พอได้แล้วน่า เมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่ว่าเธอยังบ่นว่าลูกชายใกล้จะแต่งงาน แต่หาผ้าปูที่นอนที่เหมาะสมไม่ได้เสียทีหรอกหรือ? ฉันเห็นว่าในกองผ้าปูที่นอนวันนี้มีสีแดงสดด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าเด็กสาวคนนั้นตั้งใจทำงานจริงๆ นะ”
ผ้าปูที่นอนสำหรับงานแต่งงาน สีแดงสดถือว่าดีที่สุด แต่สีสดแบบนี้ แม้แต่ในร้านสหกรณ์เองก็หายาก
หลิวอวี้เฟินจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดีนี่ เธอเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส หลังจากที่พยายามมานักต่อนัก ทว่าสุดท้ายแม้แต่เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ก็ยังสู้ไม่ได้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ให้รู้สึกอยุติธรรมเหลือเกิน
“ก็ไม่ได้หามาให้ฉันโดยเฉพาะนี่ มันเป็นงานของเธอ”
เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินหลิวอวี้เฟินพูดแบบนี้ ต่างก็คิดว่านี่เธอเป็นคนโง่หรือเปล่า?
ทว่าหลิวอวี้เฟินกลับไม่รู้ตัวเลยว่าในสายตาของคนอื่น เธอกลายเป็นคนโง่ไปเสียแล้ว หล่อนยังคงพูดจ้อไม่หยุดว่า “ถ้าเธอเก่งจริงก็ควรจะหาผ้าห่มมาให้ฉันด้วยสิ”
“หลิวอวี้เฟิน เธอเป็นใครสำหรับสหายหานกัน? ทำไมสหายหานต้องหาผ้าห่มให้เธอด้วย? แค่เพราะเธอหน้าด้านอย่างนั้นหรือ? ”
คนที่พูดสวนหลิวอวี้เฟินคือเจ้าหน้าที่หญิงอีกคนหนึ่งในสหคาม เธอมีชื่อว่าหลี่เยวี่ย
ทั้งสหคาม เดิมทีมีเจ้าหน้าที่หญิงเพียงแค่สองคน ตอนนี้บวกกับหานชีเยวี่ยเข้ามาด้วยแล้ว ก็มีทั้งหมดสามคน หลี่เยวี่ยกับหลิวอวี้เฟิน ไม่ถึงกับเป็นศัตรูคู่แค้น แต่อย่างน้อยก็ต้องทะเลาะกันทุกวันถึงจะยอมอยู่อย่างสงบสุข และด้วยเรื่องของหานชีเยวี่ย ทั้งสองคนก็เลยทะเลาะกันอีกครั้ง
“เธอหมายความว่าอย่างไร? หลี่เยวี่ย เธอไม่ชอบหน้าฉันก็พูดมาตรงๆ สิ”
“หลิวอวี้เฟิน ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบหน้าเธอ แต่มันเป็นเพราะเธอไม่เคยทำอะไรที่ให้น่าชอบเลยต่างหาก เธอหน้าด้านขอให้สหายหานหาผ้าห่มให้เธอ ใครกันที่หนังหน้าอันแสนด้านนี่ให้เธอ?”
“เธอกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้?”
“ฉันพูดแบบไหน? ฉันพูดผิดตรงไหน? เธอไม่ใช่แม่แท้ๆ ของสหายหานด้วยซ้ำ แล้วทำไมหล่อนต้องมาคอยดูแลเธอด้วย? ถ้าฉันเป็นสหายหาน ฉันจะตบหน้าเธอให้หงายไปเลย! ”
หลี่เยวี่ยพูดจบก็สะบัดตูดเดินจากไปทันที ทิ้งให้หลิวอวี้เฟินยืนโกรธอยู่คนเดียว
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักหน่อย หานชีเยวี่ยไม่ใช่ว่าเก่งกล้านักหรือ? ช่วยเพื่อนร่วมงานสักหน่อยจะเป็นไรไป?”
คนรอบข้างเห็นหลิวอวี้เฟินดื้อดึงเช่นนี้ ต่างก็พากันแยกย้ายไป คุยกับคนแบบนี้ ต่อให้มีเหตุผลก็พูดไม่รู้เรื่องหรอก ส่วนหานชีเยวี่ยนั้น หลังจากที่ออกจากสหคามมาแล้ว เธอก็ตั้งใจจะตรงกลับไปยังชุมชนถวนเจี๋ย ทว่าคิดไม่ถึงว่าจะเจอคนรู้จักบนถนน
ยุวชนสองสามคนกำลังเดินอยู่บนถนนเล็กๆ ของสหคาม ดูท่าทางแล้ว ดูเหมือนว่าจะกำลังไปร้านสหกรณ์
หานชีเยวี่ยไม่ได้สนิทสนมกับยุวชนเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่ก็ถือว่าอยู่ชุมชนเดียวกัน จึงทำได้เพียงเข้าไปทักทายสักหน่อย
เพียงแต่ในกลุ่มนั้นมียุวชนห่าวอยู่ด้วย
สำหรับคนที่แยกแยะอะไรไม่เป็นคนนี้ หานชีเยวี่ยอยากจะทำเป็นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ถึงแม้เธอจะพยายามเมินเฉยยุวชนห่าวมากเท่าไหร่ แต่เธอก็ยังทนฟังคำพูดประชดประชันจากหล่อนไม่ได้อยู่ดี
“นี่ไม่ใช่สหายหานชีเยวี่ยเหรอ? ได้ข่าวว่าเธอไปทำงานที่สหคามแล้วนี่ น่าอิจฉาจริงๆ เลยนะ ทั้งๆ ที่จบมัธยมปลายมาเหมือนกัน แต่พวกเรากลับต้องจากเมืองมาอยู่ชนบท แต่ทำไมเธอถึงได้ออกจากชนบทไปอยู่ในเมืองได้ล่ะ? ก็คงเป็นเพราะเป็นลูกสาวที่พ่อแม่รักและตามใจมาก ถึงได้มีงานแบบนี้สินะ ไม่รู้ว่าครอบครัวเธอต้องจ่ายไปมากมายเท่าไหร่ เพื่อให้เธอได้งานนี้มา”
ยุวชนอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ ทนฟังไม่ไหว จึงดึงยุวชนห่าวไว้
นี่เป็นเรื่องของครอบครัวคนอื่น วันนี้พวกเธอขอลาหยุดเพื่อออกมาซื้อของ ไม่ได้ออกมาเพื่อหาเรื่องใคร ครอบครัวสกุลหานจะไม่มีอำนาจในชุมชนถวนเจี๋ย แต่พวกเขาก็ถือเป็นคนในท้องที่ หากถึงเวลาสำคัญ คนในชุมชนย่อมต้องเข้าข้างครอบครัวสกุลหานอยู่แล้ว
ถึงแม้พวกเธอจะไม่ได้ถูกรังแกในชุมชนถวนเจี๋ย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคนในท้องที่ เวลาที่รักใคร่ปรองดองกันก็ถือว่าดีไป แต่ถ้ามีเรื่องขัดแย้งกันเมื่อไหร่ ใครจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็มิใช่เห็นๆ กันอยู่หรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องวันนี้ก็เป็นยุวชนห่าวที่เริ่มก่อนทั้งหมดด้วย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม หานชีเยวี่ยไม่ได้ไปยั่วโมโหยุวชนห่าวก่อน ไม่รู้ว่ายุวชนห่าวไปโกรธเคืองเรื่องอะไรมา ถึงได้มาลงที่หานชีเยวี่ย
“พวกเธอดึงฉันทำไม? ฉันพูดอะไรผิดหรือ?”
ยุวชนห่าวไม่คิดว่าตัวเองทำผิดสักนิด
หานชีเยวี่ยมองยุวชนห่าวด้วยไร้คำจะเอ่ย เธอกลอกตาบน คนนี้ทำไมถึงได้อยู่ทุกที่ที่เธอไป? หรือเป็นเพราะงานที่ชุมชนจัดให้เธอน้อยเกินไปหรือ?
วินาทีนั้นหานชีเยวี่ยกำลังคิดว่า ประเดี๋ยวพอกลับไปจะไปบอกผู้นำชุมชนให้จัดงานให้ยุวชนเพิ่มสักหน่อยดีไหม โดยเฉพาะงานของยุวชนห่าว ต้องจัดให้มากกว่านี้หน่อย จะได้ไม่ต้องออกมาเดินเพ่นพ่านสร้างความรำคาญให้คนอื่น!
ยุวชนหญิงคนอื่นๆ ยิ้มขอโทษขอโพยให้หานชีเยวี่ย พวกเธอรู้ว่าหานชีเยวี่ยได้งานแล้ว ย่อมมีอิจฉา แต่ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โอกาสที่ได้ก็ย่อมไม่เหมือนกัน ถึงแม้พวกเธอจะไม่ชอบใจบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะริษยาในตัวหานชีเยวี่ย
“ฉันไปก่อนนะ”
หานชีเยวี่ยไม่อยากคุยกับคนที่มีความคิดตื้นเขินแบบนี้ เธอจึงหันหลังเตรียมเดินจากไป
“นี่เพิ่งจะกี่โมงเอง เธอก็เลิกงานแล้วเหรอ? คนอย่างเธอ จะรับใช้ประชาชนได้ดีแค่ไหนกัน?”
แต่ในตอนนั้น ยุวชนห่าวก็รีบกระโดดออกมาพูดอีกครั้ง
หานชีเยวี่ยรู้สึกไร้คำจะพูดจริงๆ
“บ้านเธออยู่ติดทะเล [1] หรือไง? ทำไมถึงได้ยุ่งเรื่องชาวบ้านขนาดนี้? อ้อ จริงสิ เธอมาจากเมืองติดทะเล บ้านเธอก็ติดทะเลจริงๆ ด้วย! แต่ก็นะ ทะเลที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น ทำไมไม่ทำให้ใจเธอเปิดกว้างขึ้นบ้างเลยล่ะ?”
เชิงอรรถ
[1] บ้านคุณอยู่ติดทะเล 你家住海边 เป็นคำเปรียบเปรยของจีน ชายทะเลนั้นกว้างใหญ่และไม่มีขอบเขต หมายความว่าคุณยุ่งเรื่องชาวบ้านมากเกินไปและเป็นคนที่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน จุดประสงค์ของการพูดเช่นนี้คือเพื่อให้ฝ่ายอื่นยุ่งเรื่องของตนให้น้อยลง