บทที่ 191 จ่าฝูง
ดวงตาของซูหยวนสั่นไหวเล็กน้อย เธอเป็นคนแรกที่ตรวจจับความผิดปกตินี้ได้ จุดสีแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับจุดสีแดงจำนวนมากซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมายังทิศทางนี้ แม้เธอจะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากขนาดไหน ก็ยังไม่คิดว่าฐานทัพนี้จะรอดพ้นจากการโจมตีไปได้
เคร้ง!!!
ไม่รอให้คนอื่นทำให้ ซูหยวนกระโดดลงจากกำแพงเพื่อไปสั่นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดทันที แน่นอนว่าผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังตกใจมาก เดิมทีคิดว่าซูหยวนมาก่อกวนพวกเขาถึงได้ส่งสัญญาณระดับนี้ออกมา ทว่าเมื่อเห็นเป็นซูหยวน ด้วยชื่อเสียงที่ดีของเธอ เขาจึงไม่ตำหนิ หากแต่ไถ่ถามเรื่องก่อน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ? เหตุใดจึงได้สั่นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด”
“ตอนนี้กำลังมีฝูงพวกกลายพันธุ์มากกว่าร้อยตัวมุ่งหน้ามาทางนี้แล้ว ถ้าไม่รีบเตรียมพร้อมจะต้องป้องกันฐานเขต F เอาไว้ไม่ได้แน่”
“ฝูงสัตว์กลายพันธุ์มากกว่าร้อยตัวงั้นหรอ!!” ผู้ที่ได้ยินอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ซูหยวนและผู้เฝ้าสัญญาณเตือนภัยพูดคุยกัน พวกทหารและเหล่าผู้นำก็ออกมาประจำการแล้ว แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าสัญญาณเตือนภัยสูงสุดนี้ก็คือสัญญาณที่ทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวทันที ส่วนเหตุผลนั้นค่อยถามเอาทีหลังก็ได้ แน่นอนว่าถ้าใครคิดจะล้อเล่นกับสัญญาณเตือนนี้ พวกนั้นจะมีโทษหนัก ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการล้อเล่นกันขึ้น
ดวงตาของอี้ฉางเต็มไปด้วยความขุ่นมัว รู้สึกประหลาดกับสถานการณ์นี้มาก แม้ว่าเขาจะยังมารวมตัวกับทุกคนเหมือนที่ฝึกซ้อม แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะมีคนรู้ตัวเร็วขนาดนี้
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งให้คนไปปลดปล่อยเจ้านั่นหรอกหรือ? สมควรที่จะอยู่ไกลมากกว่า 10 กิโลเมตร แล้วทำไมถึงมีการเตรียมพร้อมต่อสู้เช่นนี้ได้
หรือว่าพวกทหารพิเศษมาถึงแล้ว...
นี่คือความคิดแรกของเขา เพราะถ้าเป็นพวกทหารพิเศษ จะรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ข้างนอกนั้นก่อนล่วงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับพวกทหารพิเศษแล้ว ที่พวกนั้นได้ชื่อว่า “พิเศษ” ก็เป็นเพราะความพิเศษของพวกมันจริงๆ
เขาอุตส่าห์ให้คนเคลื่อนไหวก่อนที่พวกทหารพิเศษจะมาถึง ตั้งใจจะให้กำแพงทิศเหนือถูกทำลายก่อน หลังจากนั้นก็ฆ่าทหารที่นี่ไปได้สักครึ่งหนึ่ง รอจนกว่าพวกทหารพิเศษจะมาถึงแล้วค่อยกอบกู้สถานการณ์ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าพวกนั้นจะปรากฏตัวเร็วกว่าที่คิด
ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว....หากเขาไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ฐานทัพได้มาก พวกผู้อาวุโสของกลุ่มดวงตามารจะต้องเล่นงานเขาแน่
“เกิดอะไรขึ้น? ใครเป็นคนส่งสัญญาณเตือน” ผู้นำเอ่ยถามขึ้น ทำเอาอี้ฉางประหลาดใจ
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ ตอนนี้กำลังรอให้ทหารพาผู้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนมารายงานสถานการณ์ก่อน” ได้ยินบทสนทนาของพวกผู้นำ อี้ฉางก็เพิ่งเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การแจ้งเตือนของพวกทหารพิเศษ ถ้าอย่างนั้น...ใครกันที่รู้ถึงการเคลื่อนไหวของเจ้านั่นก่อน
ไม่ช้า ซูหยวนก็ถูกพาตัวมาพร้อมกับผู้ควบคุมสัญญาณเตือนภัย เห็นหญิงสาวมาอยู่ที่นี่ อี้ฉางก็ขมวดคิ้วมุ่น
“พลธนูอัน ทำไมถึงไม่อยู่ประจำการที่กำแพงทิศเหนือ...” เพราะจุดประสงค์ของเขา อย่างแรกคือการฆ่าเด็กคนนี้ให้ได้ หากเธอมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว เช่นนั้นการโจมตีของจ่าฝูงวานรลมกลายพันธุ์จะทำให้เธอตายได้อย่างไร
“เอ่อ หัวหน้าหน่วยธนูอี้ จ่าสิบตรีอันก็คือผู้ส่งสัญญาณเตือนระดับสูงสุดครับ ผมก็เลยให้เธอมาช่วยอธิบายสถานการณ์” คนรีบรายงานให้ฟัง เพราะเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นจึงให้อันซูหยวนมาอธิบายด้วยตัวเองเสียเลย
“หืม? เป็นเธองั้นหรอ” อี้ฉางไม่อยากจะเชื่อ คนที่เขาอยากจะจัดการมากที่สุดกลับเป็นคนที่รับรู้ปัญหาก่อนงั้นหรอ? ดูเหมือนสัญชาตญาณของเธอจะดีไม่น้อย ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงสามารถรอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้
“ใช่ค่ะ ฉันตรวจสอบพบว่าตอนนี้กำลังมีฝูงสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากมุ่งหน้ามาทางนี้”
“ตรวจสอบ? เธอใช้อะไรตรวจสอบ ทำไมหน่วยลาดตระเวนของพวกเราก็ยังไม่รู้ มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้” อี้ฉางไม่ใช่ไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด แต่เพื่อที่จะได้รู้ว่าอันซูหยวนคนนี้มีทักษะอะไรอยู่กันแน่ เขาจึงลองเชิงเธอ
ซูหยวนมองหน้าอี้ฉางก่อนจะคลี่ยิ้ม เธอหันไปมองคนเป็นผู้นำก่อนจะพูดความจริงออกไปโดยไม่คิดปิดบัง
“ฉันเป็นทหารพิเศษค่ะ” ด้วยประโยคเดียวของเธอ พวกผู้นำและอี้ฉางก็ชะงักไป จู่ๆเธอก็มาบอกว่าตัวเองเป็นทหารพิเศษ เช่นนี้แล้วใครจะเชื่อ!
“แอบอ้างเป็นพลทหารพิเศษมีโทษอย่างไรไม่รู้หรือ?”
“เชิญพวกท่านตรวจสอบได้ค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับของกองทัพอยู่แล้วไม่ใช่หรอคะ” ซูหยวนผายมือ ทุกอย่างสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่าพลทหารพิเศษ เช่นนั้นเธอจะไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
ส่วนเรื่องทักษะของเธอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยทั้งหมด ทำทุกอย่างให้ดูลึกลับเอาไว้ คนที่คิดจะจัดการเธอก็จะได้ระวังมากขึ้น ลดปัญหาในอนาคตได้อีกมาก
ผู้นำไม่คิดจะล้อเล่นกับเรื่องนี้ ตัวตนของทหารพิเศษนั้นเป็นอย่างไรพวกเขาจะไม่รู้หรือ? อีกอย่าง...เมื่อคิดดูให้ดี คนที่สามารถนำหน่วยย่อยกลับมาได้อย่างปลอดภัย และทำภารกิจสำเร็จก็มีแค่เธอเท่านั้น รวมกันแล้ว...ข้อมูลที่เธอพูดมาก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เขาส่งสัญญาณให้คนไปตรวจสอบเรื่องนี้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากเพื่อติดต่อสอบถามไปยังศูนย์บัญชาการ แต่ก็ไม่ได้กินเวลามากเกินไป สุดท้ายพวกเขาก็มารายงานให้ทราบ ตัวตนของจ่าสิบตรีอันนั้น แท้จริงแล้วเป็นทหารพิเศษจริงๆ
“ที่แท้...จ่าสิบตรีอันก็เป็นทหารพิเศษ ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีความสามารถเช่นนี้”
“ใช่แล้ว จ่าสิบตรีอันมาช่วยงานพวกเราโดยไม่เปิดเผยสถานะของทหารพิเศษก่อน ถ้าพวกเรารู้คงจะให้เป็นหัวหน้าหน่วยพลธนูไปแล้ว”
“นั่นน่ะสิ ถึงอย่างนั้น...เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ก็คือเรื่องที่จ่าสิบตรีอันสามารถพบเจอการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ขอข้อมูลให้พวกเราเพิ่มอีกสักเล็กน้อยเพื่อที่จะได้เตรียมรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” พวกผู้นำต่างก็ตื่นเต้นเมื่อรู้ว่ามีทหารพิเศษอยู่ร่วมกลุ่มของพวกเขาด้วย
อย่างแรกเลย แค่เรื่องที่เธอสามารถแจ้งเตือนภัยให้ก่อนล่วงหน้าโดยที่หน่วยลาดตระเวนก็ยังไม่พบเจอนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นการช่วยชีวิตของพวกเขาไปแล้วหรือ? ถ้าไม่ใช่เพราะมีทหารพิเศษอันอยู่ที่นี่ เช่นนั้นพวกเขาก็คงจะเตรียมพร้อมรับมือไม่ทันแล้ว
“ได้ค่ะ สำหรับสัตว์กลายพันธุ์ที่กำลังบุกเข้ามานั้น ฉันไม่มั่นใจว่าเป็นสัตว์กลายพันธุ์ชนิดไหน แต่มีตัวหนึ่งที่แข็งแกร่งมากๆ ระดับของมันน่าจะเกินระดับ I ไปเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีพวกกลายพันธุ์ที่เป็นสมุนมากกว่า 100 ตัวที่ฟังคำสั่งของมันด้วย ตอนนี้พากันมุ่งหน้ามาทางทิศเหนือแล้ว”
“มีกระทั่งจ่าฝูงงั้นหรอ? พวกจิงโจ้กรงเล็บกลายพันธุ์ไม่น่าจะใช่ พวกมันไม่อยู่รวมกันเป็นฝูง หรือจะเป็นพวกวานรลมกลายพันธุ์กัน?”
“แม้ว่าพวกมันจะอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะมีจ่าฝูงระดับนั้นก็ยากมากไม่ใช่หรือ? จ่าฝูงของพวกมันหายไปตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเจอ ที่คาดเดากันก็คือมันอาจจะตายไปแล้ว...หรือว่า...”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นจ่าฝูงตัวนั้น ถ้ามันใช้เวลานานมากเพื่อวิวัฒนาการไปอีกขั้น อย่างนั้นก็คงจะทรงพลังมากจริงๆ พวกเราอาจจะรับมือไม่ไหว”
พวกผู้นำใช้เวลาคาดการณ์ไม่นานก็พอจะได้ข้อสรุป การที่พวกเขาขึ้นเป็นผู้นำได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แท้จริงแล้วทุกคนก็มีความสามารถในแบบของตนเอง รวมทั้งประสบการณ์ที่มากมายทำให้พวกเขารู้ทันทีว่าสัตว์กลายพันธุ์ชนิดไหนที่กำลังมุ่งหน้ามา
อี้ฉางลอบกำหมัดแน่น ข้อมูลพวกนี้สรุปได้อย่างถูกต้องจริงๆ หลังจากนี้...หากพวกกองทัพรับมือได้ดีเกินไป ถ้าอย่างนั้นคนที่จะซวยก็เป็นเขาแล้ว
“ในเมื่อทางทิศเหนือกำลังมีปัญหา ฉันคิดว่าพวกเราพลธนูก็จะช่วยตรวจสอบทางทิศอื่นๆให้ จะทิ้งพลธนูเอาไว้ช่วยหน่วยจู่โจมสัก 10-20 คนก็น่าจะพอ เพราะอย่างไรก็คงจะทำประโยชน์ไม่ได้มาก สู้ปักหลักที่กำแพงด้านอื่นๆ รวมกันขับไล่พวกกลายพันธุ์ไม่ให้เป็นปัญหาเพิ่มน่าจะดีกว่า”
อี้ฉางคิดเล็กน้อย ในเมื่อคนพวกนี้รู้แล้วว่าทิศเหนือกำลังมีปัญหา ก็คงจะทุ่มกำลังจัดการพวกมันได้แน่ ถึงแม้จ่าฝูงวานรลมกลายพันธุ์จะแข็งแกร่งขนาดไหน เมื่อทหารทั้งหมดร่วมกันรับมือ ก็น่าจะจัดการได้ เขาไม่คิดดูถูกฝีมือของพวกทหาร ดังนั้น...เขาจึงต้องการที่จะก่อเรื่องบนกำแพงด้านอื่น
ปล่อยให้พวกกลายพันธุ์เข้ามาจากทิศทางอื่น โจมตีเข้าทางด้านหลังของทหารที่กำลังต่อสู้อยู่ ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหนก็ต้องเจอกับความยากลำบากแล้ว
“เป็นวิธีการที่ดี ถ้าพวกเราทุ่มกำลังในการรับมือกับฝูงสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้น ก็น่าจะจัดการได้ก่อนที่เหล่าทหารพิเศษจะเข้ามาเสริมกำลัง” คนเป็นผู้นำกำลังตื่นเต้นกับการค้นพบว่าอันซูหยวนเป็นทหารพิเศษ ความมั่นใจของเขาจึงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกินความเป็นจริงไปหน่อย
ซูหยวนส่ายหน้ากับแผนนี้ เธอรู้ว่าอี้ฉางไม่ใช่คนดี จึงตรวจสอบท่าทางของเขาอยู่เสมอ ซึ่งเธอก็พบว่าดวงตาของเขามีประกายบางอย่างวาบผ่าน ราวกับมีแผนการร้าย...
อีกอย่าง วิธีตั้งรับนั้นดี แต่ฝูงวานรลมกลายพันธุ์มากกว่าร้อยตัวนั้นจะรับมือได้หรือ? หากมีปัญหาเกิดขึ้น ฐานที่มั่นนี้ก็เสี่ยงที่จะถูกทำลายแล้ว ดังนั้นเธอจึงเสนอความคิดของตัวเองออกไป
“แทนที่จะทำแบบนั้น ฉันเสนอให้หน่วยพลธนูที่มีความสามารถในการโจมตีระยะใกล้แล้วเคลื่อนที่ได้เร็วออกไปดักซุ่มโจมตีฝูงวานรลมกลายพันธุ์ก่อนค่ะ ในระยะกว่า 10 กิโลเมตรนี้ หากทำได้ดีก็น่าจะจัดการพวกมันได้มากกว่าครึ่ง”
“ซุ่มโจมตีงั้นหรือ?” ผู้นำได้ยินความคิดของซูหยวนก็เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“ใช่ค่ะ จนกว่าที่ฝูงวานรลมพวกนั้นจะมาถึง จำนวนก็น่าจะลดลงไปมาก หน่วยจู่โจมก็จะได้มีสมาธิในการจัดการจ่าฝูงมากขึ้น อย่างที่ฉันได้บอกไป...ฉันคิดว่าผู้นำฝูงนั้นแข็งแกร่งมาก มันเสี่ยงเกินไปที่จะตั้งรับอย่างเดียว”
“เหอะ! ทำแบบนั้น ไม่ใช่เป็นการโยนหน่วยพลธนูไปตายรึไง” อี้ฉางขมวดคิ้ว ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขากลัวว่าจะเกิดความเสียหายไม่มากพอเท่านั้น แต่ซูหยวนที่กล้าเสนอความคิดเห็นออกมาแบบนี้ ก็เหมือนกับการตบหน้าเขาด้วย
ในขณะที่เขาเสนอว่าหน่วยพลธนูจะช่วยในการปกป้องกำแพงด้านอื่นๆ เธอกลับบอกว่าการตั้งรับอย่างเดียวไม่ดีพอ ไม่ใช่เป็นการบอกว่าความคิดของเขาไม่ดีหรอกหรือ?
“ฉันอาสาที่จะออกไปทำภารกิจนี้ด้วยค่ะ ด้วยความสามารถของฉัน ก็น่าจะช่วยชี้ตำแหน่งให้พลธนูได้ แล้วก็จะพยายามพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าจุดประสงค์นี้ไม่ได้เพื่อทำลายฝูงวานรลมกลายพันธุ์ทั้งหมด แต่แค่ต้องการลดจำนวนของพวกมันเท่านั้น”
เมื่อได้ยินซูหยวนพูดเช่นนั้น ดวงตาของอี้ฉางก็เป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็เห็นด้วย” ในเมื่อเธอเสนอตัวที่จะออกไปตาย เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองให้
ระหว่างนั้น เขาก็ลอบส่งสัญญาณให้คนของตนเองไปด้วย อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายออกไปต่อสู้กับวานรลมกลายพันธุ์เพื่อลอบโจมตีเธอ แค่นั้นก็จะแก้แค้นให้ตระกูลอี้ได้แล้ว
“เรื่องนี้....ตัวตนของทหารพิเศษอันเป็นประโยชน์สำหรับพวกเรามาก ด้วยการตรวจสอบของเธอ มันจะดีกว่าหรือไม่หากจะคอยเฝ้าระวังที่ฐานทัพ” ผู้นำคนหนึ่งไม่เห็นด้วย เขาเองก็กลัวว่าอันซูหยวนจะพลาดท่าแล้วกลับมาไม่ได้
เธอมีความสามารถในการตรวจสอบ แค่นั้นก็เพียงพอที่จะช่วยงานพวกเขาได้มากแล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปเสี่ยงตายเลย
“จ่าสิบตรีอันมีความสามารถมาก ขนาดส่งไปทำภารกิจช่วยเหลือก็ยังสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นฉันเชื่อว่าเธอจะทำภารกิจนี้ได้ดี”
ความคิดของอี้ฉางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำให้ผู้นำบางคนสงสัย ตอนแรกทำเหมือนไม่ชอบแผนการของซูหยวน แต่สักพักเมื่อได้ยินว่าเธอจะออกไปทำภารกิจเสี่ยงตาย กลับพยักหน้าเห็นด้วยรวดเร็วเสียอย่างนั้น
ต่อให้พวกเขาไม่อยากจะคิด ทว่า....มันก็มีความผิดปกติบางอย่างอยู่ไม่ใช่หรือ?
“ไม่ต้องกังวลค่ะ เมื่อฝูงวานรลมกลายพันธุ์เข้าใกล้เกิน 3 กิโลเมตร ฉันจะพาพวกเรากลับมาที่ฐานเพื่อช่วยสนับสนุนที่ฐานอีกแรงค่ะ” ซูหยวนให้คำมั่น
เธอไม่ได้ดึงดันที่จะสร้างผลงานขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีใครบางคนคิดจะใช้โอกาสนี้รังแกเธอ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาออกมาเถอะ! แทนที่จะต้องระวังไปตลอด สู้ล่อให้พวกเขาออกมาแล้วจัดการไปเลยน่าจะดีกว่า!
………………………………………………….