
แคเรนนั่งมองวิวต้นไม้ใหญ่ที่ขนาบข้างถนนลูกรังซึ่งรถม้ากำลังวิ่งผ่านไปอย่างเนือยๆ ลมที่พัดเข้าออกผ่านช่องหน้าต่างสองข้างของรถม้าเป็ระยะให้ความรู้สึกเย็นสบายแต่ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเนื่องจากกลุ่มเมฆสีเทาที่เคลื่อนที่มารวมตัวกันปกคลุมท้องฟ้าเป็แพใหญ่
แคเรนเห็นคาร์ลนั่งอ่านหนังสือเงียบๆก็เป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“จุดหมายต่อไปคือเมืองลูน่าทางทิศใต้ใช่มั้ย”
คาร์ลละสายตาจากหนังสือในมือก่อนเงยหน้ากล่าวตอบแคเรน
“ใช่ครับที่นั่นอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลฮาฟก้า”
“ตระกูลฮาฟก้าถือเป็ลูกพี่ลูกน้องกับองค์ราชินีสินะ”
“นั่นมันั้แ่สมัยองค์ราชินีเรเนเซียที่หนึ่งทรงมีพระอนุชาต่างแม่และเขามีความสามารถในการควบคุมโลหะวิสทานัมได้เทียบเท่าองค์ราชินีเพียงแต่เขาไม่มีความสามารถในการทำพันธะไอรอนบอนด์ดังนั้นองค์ราชินีจึงได้เป็ผู้สืบทอดบัลลังก์”
“ข้ารู้เื่นั้นเพราะความสามารถที่เขามีถึงได้ถูกส่งไปคุมชายแดนภาคใต้และภาคตะวันออกเพราะทั้งสองพื้นที่มีแหล่งสายแร่วิสทานัมเข้มข้นไหลเวียนอยู่ใต้ดินเขาสามารถควบคุมสายแร่พวกนั้นเพื่อป้องกันชายแดนได้โดยไม่ต้องอาศัยกองทัพเลยด้วยซ้ำและสายแร่พวกนั้นก็ไม่อนุญาตให้ขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย”
“ที่จริงถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมากองทัพเรือของตระกูลวอเตอร์พรูฟก็คอยดูแลภาคตะวันตกจนถึงภาคใต้และกองทัพบกของตระกูลสตรองวอลล์ก็คอยช่วยสนับสนุนทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันออกอาณาจักรริคมาที่อยู่ติดชายแดนใต้ถึงไม่กล้าบุกรุกเข้ามา”
“มันก็ใช่อยู่หรอกแต่อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ กองทัพบกกับกองทัพเรือเป็ทั้งกองทัพคอยสนับสนุนและคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลฮาฟก้าด้วยใช่มั้ย”แคเรนเอนหลังพิงพนักเบาะนั่งในรถม้า “มีพลังขนาดนั้นจะยอมทำพันธะไอรอนบอนด์กับข้ามั้ยนะ”
“ถึงตระกูลฮาฟก้ารุ่นแรกๆจะมีพลังโดยกำเนิด แต่รุ่นหลังๆ ต้องทำพันธะไอรอนบอนด์กับผู้สืบทอดบัลลังก์ก่อนจึงจะใช้พลังได้มั่นใจในตัวเองหน่อยเถอะครับท่านหญิง”
“คาร์ล...”แคเรนเห็นคาร์ลเอาแต่อธิบายเื่วิชาการปลอบใจเธอจนน่าปวดหัวจึงเรียกชื่อเขาขึ้นมาที่จริงเธอเป็ห่วงเื่ของเขามากกว่าเสียอีก “นายไม่กังวลบ้างเลยหรือไง”
“ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ”
ไม่นานนักก็มีเสียงน้ำหยดลงบนหลังคารถม้าหลายจุดคาร์ลมองออกไปเห็นน้ำฝนหยดลงบนหน้าต่างกระจกและละอองส่วนหนึ่งสาดเข้ามาในรถม้าคาร์ลเอื้อมมือไปปิดกระจกข้างหนึ่งของรถม้าในขณะที่ไกอัสควบม้าให้หยุดรถแล้วชะโงกหน้าเข้ามาทางหน้าต่างที่ยังเปิดอ้าอยู่เขากล่าวกับทั้งสองคน
“ข้ายังไม่เห็นที่ให้พักแรมเลยท่านหญิงอยู่กับทากัสและคาร์ลก่อนนะครับ ข้าจะไปสำรวจพื้นที่แถวนี้ดูเผื่อว่าจะมีที่พักให้เราบ้าง”
“รีบไปรีบกลับนะไกอัส”
ไกอัสได้ยินแคเรนพูดก็พยักหน้ารับก่อนจะปลดม้าตัวหนึ่งควบวิ่งหายไปในดงต้นไม้ใหญ่ทากัสะโลงจากที่นั่งข้างหน้าเพื่อจะตรวจสอบความปลอดภัยของแคเรนในรถม้าแต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขึ้นรถ มือสังหารจากกองทัพะราวแปดคนก็ปรากฏตัวขึ้นพวกมันล้อมรถม้าเอาไว้
ทากัสใช้พลังควบคุมมีดในมือพวกมันให้บินเข้าแทงกันเองก่อนจะชักดาบซึ่งอาบยาคืนชีวิตกระโจนเข้าไปแทงใส่พวกมันทั้งหมดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้มันมีโอกาสคืนชีพได้
ในบรรดามือสังหารทั้งแปดมีอยู่คนหนึ่งที่ร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ คาร์ลชักดาบสั้นที่อีริคให้มาก่อนเทยาคืนชีวิตลงบนคมดาบก่อนบังคับให้ดาบพุ่งอย่างแรงเข้าหามือสังหารร่างั์มันเดินเอาส่วนท้องรับดาบแล้วปล่อยให้ดาบแทงคาท้องเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของดาบเอาไว้ก่อนวิ่งต่อจนถึงตัวคาร์ลท่าทางมันจะเป็ประเภทที่ยาคืนชีวิตใช้ไม่ได้ผลมันอุ้มคาร์ลขึ้นบ่าแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่า
หลังจากทากัสจัดการกับมือสังหารทั้งเจ็ดคนแล้วก็เดินกลับมาขึ้นรถม้าแคเรนเห็นทากัสขึ้นรถม้ามาคนเดียวก็หันรีหันขวางก่อนกล่าวถามด้วยความร้อนใจ
“แล้วคาร์ลล่ะ”
“เขาไม่ได้อยู่กับท่านหญิงหรือ”
ทากัสถามกลับอย่างแปลกใจแต่ในรถม้าก็ไม่มีวี่แววของคาร์ลอยู่จริงๆ ไม่นานนักไกอัสก็ควบม้าวิ่งกลับมายังรถม้าที่ทั้งคู่นั่งอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายไกอัสเห็นร่างมือสังหารทั้งเจ็ดคนนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นก็รีบเปิดประตูรถม้าชะโงกหน้าเข้าไปถามแคเรน
“เกิดอะไรขึ้น”
“พวกมือสังหารของกองทัพะโผล่มาแล้วคาร์ลก็หายตัวไปด้วย”
“ว่าไงนะ”
ไกอัสกล่าวพลางมองสำรวจรอบๆพื้นที่ในที่นั้น แต่ทัศนวิสัยในยามฝนพรำค่อนข้างแย่ มีหมอกจากไอน้ำลอยจางๆอยู่ในอากาศทำให้มองทางข้างหน้าไม่เห็น ไม่ต้องพูดถึงการแกะรอยเท้าเลย
ไกอัสให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแคเรนก่อนจึงชะโงกหน้าเข้าไปคุยกับแคเรนและทากัสอีกครั้ง
“ข้าเจอหมู่บ้านอยู่ห่างไปจากตรงนี้ประมาณห้ากิโลเมตรเราแวะไปพักที่นั่นกันก่อนเถอะ”
“แต่คาร์ลถูกลักพาตัวไป”
”ตอนนี้ฝนตกเื่ตามหาคนในป่าทำได้ลำบาก เรารอฝนซาลงก่อนค่อยออกตามหาอีกทีเถอะท่านหญิง”
แคเรนนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างเสียไม่ได้ไกอัสจึงให้ทากัสนั่งในรถม้าเป็เพื่อนแคเรน ก่อนที่ตนเองจะะโขึ้นที่นั่งข้างหน้าแล้วควบม้าฝ่าสายฝนตรงไปยังหมู่บ้านที่พึ่งสำรวจเจอ
คาร์ลถูกอุ้มตัวพาดบ่าของมือสังหารร่างใหญ่เข้ามาที่ซากโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งยังมีสภาพดีอยู่กำแพงสร้างจากหินสีขาวมีเพดานทรงโค้งสูงขึ้นไปราวหกเมตรคอยกันน้ำฝนจากภายนอกชื่อคนตายจำนวนมากถูกสลักลงบนป้ายศิลาจารึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่เกือบติดกำแพงภายในห้องโถงแห่งนี้กว้างยาวราวสามสิบตารางเมตรเท่านั้นคงเป็ป้ายบูชาที่ทำขึ้นเพื่อสักการะศพซึ่งฝังอยู่ใต้ดินรอบบริเวณนี้
มือสังหารร่างใหญ่มีแรงมหาศาลแม้จะปล่อยคาร์ลลงจากบ่าแล้วก็ยังจับมืของของเขาล็อกไพล่หลังเอาไว้ทำให้คาร์ลขัดขืนไม่ได้
ไม่นานนักก็ปรากฏร่างของเด็กสาวผมยาวสยายสีน้ำตาลทองซึ่งกำลังก้าวออกจากด้านหลังของป้ายศิลาใบหน้าของเธอขาวผ่องท่ามกลางแสงสลัวจากคบไฟติดผนังรอบห้องโถง เธออยู่ในชุดกระโปรงสีม่วงเข้มยาวถึงเข่าภายใต้ผ้าคลุมกำมะหยี่สีดำตัดกับสีผิวขาวผุดผ่องราวกับหิมะในฤดูหนาวั์ตาสีเขียวอมฟ้าราวกับสีของน้ำทะเล
เธอเดินตรงมาทางคาร์ลก่อนกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงแหลมสูงแต่ฟังดูสดใส
“เ้านี่เองหรือที่ว่าเป็เด็กต้องห้ามแห่งตระกูลเวนดีส”
คาร์ลย่นคิ้วคำพูดของเธอแสดงว่าเขาคือเป้าหมายการลักพาตัวั้แ่แรก เขากล่าวถามเธอ
“ท่านตามหาเด็กที่ว่าไปทำไม”
เด็กสาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคาร์ลเขาพยายามขยับหนีแต่ฝืนแรงของมือสังหารตัวใหญ่ที่ล็อกแขนของเขาเอาไว้ไม่ได้ เด็กสาวจับใบหน้าของคาร์ลพลิกดูซ้ายขวาก่อนจะพูดกับเขา
“ได้ยินว่าเด็กต้องห้ามสามารถยอมรับพันธสัญญาจากราชวงศ์อื่นได้ข้าก็เลยสนใจน่ะสิ”
“งั้นท่านคงจับผิดคนแล้วข้าไม่ใช่เด็กคนนั้น”
เด็กสาวปล่อยมือจากใบหน้าของคาร์ลก่อนจ้องมองเขาในระยะใกล้
“ได้ยินว่าเด็กคนนั้นถูกขายกลับไปที่อาณาจักรลอฟท์เรีย”
“มีเด็กหนุ่มตั้งหลายคนทำไมถึงคิดว่าเป็ข้าล่ะ”
“เพราะคนที่แต่งตัวไม่เหมือนลูกขุนนางคนเดียวที่อยู่รอบตัวคนที่ถูกเรียกว่าท่านหญิงก็มีแต่เ้าไม่ใช่หรือ”
คาร์ลนึกในใจถ้าเธอรู้เื่ที่เขาถูกซื้อกลับมาก็อาจเป็ไปได้เธอรู้เื่ที่เขาเคยถูกขายเป็ทาสด้วยเขาจึงตั้งคำถามกับเธอ
“ดูท่าท่านจะสนใจข้ามากเลยนะถึงขั้นตามสืบประวัติข้าด้วย”
“มีคนแนะนำเ้าให้ข้ารู้จักความสามารถของเ้าก็เลยทำให้ข้าสนใจ”
“พ่อบ้านอย่างข้าไม่ได้มีความสามารถหายากขนาดนั้นหรอก”
“ข้าตามดูเ้ามาสักพักแล้วอย่าปฏิเสธจะดีกว่า”