เรือนร่างของเธอเปลือยเปล่า...ยิ่งไปกว่านั้น...เขาเองก็เปลือยร่างอยู่ด้วยเช่นกัน...!
เขาและเธอนอนอยู่ด้วยกันบนเตียงแคบๆภายในห้องเล็กๆที่มีแสงไฟตามไว้เพียงสลัวๆ ทั้งยังมีผ้าห่มบางๆเพียงผืนเดียวที่คลุมร่างเขาและเธอไว้
ผิวพรรณของเธอขาวผ่องไม่ถึงกับซีดจนไร้สีสันหรือซีดเซียวเหมือนสีขี้เถ้าแต่ออกไปทางนวลเนียนเหมือนน้ำนมแพะในคอกหลังบ้านมากกว่า
แต่ว่า...บ้านหลังนั้นมันตั้งอยู่ที่ไหนกันเล่า...?
เธอเปรียบเสมือนงาช้างแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงผิวเนียนนุ่มราวแพรไหมไร้ตำหนิ ทั้งท่อนแขนและปลายนิ้วเรียวงามแต่มันช่างเย็นเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อทาบอยู่กับเนื้อตัวร้อนรุ่มของเขาเธอไล้ััไปทั่วเรือนกายเขา ั้แ่แนวคิ้ว สันกราม่ไหล่ลงไปจนกระทั่งถึงต้นขา เขาไม่อยากให้เธอหยุดมือลงเพียงแค่นั้นเลยอยากให้่เวลานี้ดำเนินไปอย่างไม่รู้สุดสิ้น
เขายื่นมือออกไปโลมไล้ร่างกายเธอเนื้อตัวเธออ่อนนุ่ม เนียนมืออย่างที่ควรจะเป็...
เขาประทับจูบลงบนเรียวปากเย็นๆนุ่มๆได้ยินเสียงถอนหายใจบางเบา ความรู้สึกในยามนี้เหมือนกำลังกินไอศครีมในวันแห่งฤดูร้อนจากนั้นความร้อนก็ค่อยๆกรุ่นขึ้นจนในที่สุดมันก็กลายเป็เปลวเพลิงที่ลามไหม้เขาอยู่ เขากำลังถูกไฟพิศวาสผลาญเผามันร้อนลวกด้วยฤทธิ์แรงแห่งปรารถนาที่เขามีต่อเธอ
เธอครางแ่อยู่ในลำคอและเขาก็ได้ยินเสียงตัวเองประสานรับ...
เขาเลื่อนมือข้างหนึ่งลงบนต้นขาเรียวงามของเธอตั้งใจจะให้เธอเป็ของเขาให้ได้ ขณะเดียวกันก็โน้มตัวลงไปหาประทับจูบลงบนเรียวปากอีกครั้งก่อนจะไล้เลื่อนลงมาถึงยอดทรวงและเนียนเนื้อตรงหน้าท้อง...
จากปฏิกิริยาที่เธอแสดงออกเขารู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของความเป็ชาย ว่าทุกััของเขานั้นเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอเขาบอกตัวเองอยู่ว่า...ในเมื่อเขาเองก็ได้ชื่อว่าเป็สุภาพบุรุษคนหนึ่งเพราะฉะนั้นเขาจะต้องทำทุกสิ่งให้เป็ไปอย่างถูกต้องและเขาจะต้องทำในสิ่งนั้นทันทีที่วางมือจากการโลมเล้า
ณ ที่ใดที่หนึ่งมีเสียงประตูถูกกระแทกปิดดังก้องขึ้น
เสียงผู้หญิงกรีดร้อง...
เสียงผู้ชายเอ็ดตะโรดังลั่น...
เสียงเ่าั้ดังมาจากข้างหลัง...
ในยามนี้เขาไม่ได้อยากให้มีสิ่งใดมารบกวนเลยเมื่อเขาเหลียวหลังไปมองก็เห็นมือหยาบกร้านหลายคู่ที่กระชากไหล่เขาขึ้น...
เขาและเธอถูกแยกร่างออกจากกัน...
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถูกกระชากขึ้นจากเตียงถูกบังคับให้ยืนเปลือยกายอยู่ต่อหน้าทุกคน ทั้งยังถูกจับมัดไพล่หลังส่วนเธอนั้นได้รับการปกป้องด้วยผ้าห่อกายผืนใหญ่ มีสตรีนางหนึ่งคอยดูแล
ทุกเสียงล้วนตวาดใส่หน้า...
ทุกเสียงล้วนกราดเกรี้ยว...
ในวินาทีต่อมา ใครบางคนได้ยกไม้เท้าหรือแผ่นไม้อะไรสักอย่าง ฟาดใส่ไหล่เขาเต็มเหนี่ยวทำให้เขาถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้นห้อง
ครั้งนี้เธอส่งเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมกับผวาวิ่งเข้าไปหา...
เธอเต็มไปด้วยความห่วงใยในตัวเขา
เขาได้เห็นดวงตาแสนสวยของเธอปริ่มด้วยหยาดน้ำตาขณะที่เขาถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนและสวมกางเกง...
หลังจากนั้นเขาก็ถูกกระชากลากถูไปตามช่องทางเดินแคบๆ
เขาได้ยินเสียงผู้ชายหลายคนกำลังพูดจากันดังอื้ออึงอยู่
ร่างของเธอทรุดลงเคียงข้างเขาััได้ถึงเนื้อตัวที่สั่นระริก รู้ดีว่าเธอกำลังกลัว เขาอยากจะปลอบใจเธออยากบอกเธอว่า ในที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี
แต่พอดีกับที่มีอะไรบางอย่างกระแทกลงตรงกลางหลังได้ยินเสียงบังคับให้เขาตอบคำถาม
และเขาก็ตอบออกไป...
เธอได้มอบอะไรบางอย่างให้แก่เขาในตอนนั้นด้วย
หลังจากนั้นเขากับเธอก็ถูกพรากจากกันผู้หญิงกลุ่มใหญ่เป็คนพาเธอไป ทุกคนดูไม่มีท่าทางเป็มิตรกับเขาเสียเลยเขาได้แต่ร้องตามหลังเธอไปว่า...ผมสาบาน...ผมสาบานว่าจะตามหาคุณให้พบ
ประตูบานหนึ่งถูกถีบให้เปิดออกพร้อมกับร่างของเขาก็ถูกส่งด้วยแรงผลักให้เข้าไปภายใน
มันมีแต่ความมืด...
มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ...นอกเสียจากความมืด
ลอนดอน,1897
ดูเหมือนเขาจะเสียสติไปแล้ว...
เจมส์ เกรย์ เอิร์ลแห่งเกรย์สโตนที่13 ทะลึ่งพรวดขึ้นนั่งในเตียง เนื้อตัวที่เปลือยเปล่าเปียกชื้นด้วยเหงื่อผ้าห่มชื้นๆพันอยู่รอบขา
เขาแทบหายใจไม่ออกต้องอ้าปากหอบหายใจเอาอ๊อกซิเย่นเข้าปอด หัวใจเต้นรัวแรง ปวดร้าวไปทั้งศีรษะต้อยกมือขึ้นนวดหลังใบหูขวา กดมืออยู่กับก้อนเนื้อตรงนั้น
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะระบายออกช้าๆทำเช่นนั้นอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งลมหายใจและการหายใจกลับเป็ปกติ
เจมส์กะพริบตาถี่ๆเพ่งมองไปยังเงามืดที่เลยจากแสงดวงไฟหรี่สลัวข้างเตียงนอน และทันใดความกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ภายในก็เริ่มลอยตัวขึ้น
เขาอยู่ที่ไหนกันล่ะนี่...?
เขาแน่ใจว่านี่มันไม่ใช่เตียงที่ตนเองเคยนอน ไม่ใช่ห้องนอนและการตกแต่งที่เคยคุ้นโดยความเป็จริงมันไม่ใช่บ้านของเขาเสียด้วยซ้ำ ที่นี่ไม่ใช่เกรย์สโตนแอบเบย์อย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมหมายความว่า ขณะนี้เขาไม่ได้อยู่ในเดวอน
“ก็แล้วเราอยู่ที่ไหนล่ะ?เขาถามตัวเองด้วยน้ำเสียงง่วงงุน
แล้วเขาก็ได้รับคำตอบนั้นเกือบจะในทันทีว่าขณะนี้เขาอยู่ในลอนดอนเป็แขกผู้มีเกียรติเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญให้มาพำนักที่คอร์ก เฮ้าส์คฤหาสน์ซึ่งผู้เป็เ้าของก็คือไมลส์ เซ้นท์ อัลด์ฝอร์ด
มาควิสแห่งคอร์กสามีของอลิสสาหรือเลดี้ คอร์ก ผู้เป็หลานสาวของเขาเอง
บัดนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองได้มาพำนักอยู่ในคฤหาสน์โอ่อ่าแห่งกรุงลอนดอนซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายสำคัญของตัวเมืองคฤหาสน์ที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคประดับประดาด้วยงานศิลป์คลาสสิกและตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหรูหราราคาแพงและเขาก็กำลังนอนอยู่ในเตียงสไตล์ไบแซนไทน์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็สมบัติของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่...ที่ไมลส์กับอลิสสาซื้อมาตอนเดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เวนิส เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา
เจมส์สบถออกมาเบาๆขณะอิงหลังอยู่กับพนักหัวเตียงที่ได้รับการสลักเสลาด้วยฝีมืออันวิจิตร
เขาฝันอีกแล้ว...!
ว่าแต่...มันเป็ฝันดีหรือฝันร้ายกันแน่...?ขณะเดียวกันมันก็มีคำตอบหลายภาษาที่ผ่านเข้ามาในสมองทั้งที่เจมส์เพียงแค่พอพูดฝรั่งเศสได้บ้าง ภาษาอิตาเลี่ยนออกจะตะกุกตะกักเต็มทีส่วนภาษา
ปอร์ตุกีสนั้นน้อยมาก
ก็แล้วทำไมภาษาต่างๆที่เขาไม่เคยคุ้นเหล่านี้จึงได้ผุดขึ้นในสมองตลอดเวลา...?
นั่นเป็อีกคำถามหนึ่งที่ไม่มีคำตอบ
เขาสลัดผ้าห่มออกจากตัวลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างๆ ที่มองลงไปจะเห็นสวนไม้ดอกทางด้านหลังของคฤหาสน์คอร์ก
ยังอีกหลายชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นแสงแห่งยามราตรียังเป็สีถ่านหิน อย่าว่าแต่จะมองไม่เห็นสวนเลยแม้แต่กำแพงศิลาที่รายล้อมสวนไม้ดอกแห่งนี้ไว้ ก็แทบมองไม่เห็นแต่จากที่ได้เห็นมาเมื่อวันวานนี้ เขาพอจะจดจำได้ ว่าต้นไม้ใบหญ้าในสวนแห่งนี้สวยงามยิ่งนักทั้งดอกกุหลาบที่ใกล้จะเบ่งบานเต็มทีถึงอย่างไรก็ไม่มีความงามใดที่จะเปรียบได้กับสวนกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษในฤดูใบไม้ผลิได้อีกแล้ว
เป็เวลานานถึง 15 ปีแล้วนับแต่เจมส์ เกรย์ได้ััฤดูใบไม้ผลิในบ้านเมืองของเขาแต่เขาได้ให้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าเดือนเมษายนปีนี้เขาจะต้องอยู่ในอังกฤษอย่างแน่นอน
แต่...เขาได้ให้สัญญาเื่นี้กับตัวเองั้แ่เมื่อไรกัน?
เจมส์ระบายลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดยกมือขึ้นเสยผมหยักสลวยที่ยาวลงมาถึงต้นคอ
เขาคิดถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่บราวนิ่งเคยเขียนไว้...ท่านจะตื่นขึ้นแล้วท่านก็จะนึกได้และเข้าใจได้เอง...
บัดนี้เขาตื่นขึ้นแล้วแต่ก็ยังนึกอะไรไม่ออก อย่าว่าแต่จะเข้าใจเลย...!
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องฝันเห็นแต่ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น...? เธอมีตัวตนอยู่จริงหรือเป็เพียงเศษเสี้ยวแห่งจินตนาการ...?
แต่สาวสวยเนื้อตัวเปลือยเปล่าไม่ได้เป็เพียงสิ่งเดียวที่ตามหลอกหลอนอยู่คืนแล้วคืนเล่าที่เขาถูกกักขังอยู่ในความมืดที่มืดสนิทจนเขาแทบมองไม่เห็นมือตัวเองแม้จะยกขึ้นตรงหน้า ขณะเดียวกันเขาก็ยังพบกับการสะดุ้งตื่นและไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็ใครกำลังอยู่ที่ไหนและไปอยู่ที่นั่นทำไมซึ่งความงุนงงสงสัยนี้จะเกิดขึ้นอยู่อย่างน้อยก็ชั่วครู่สั้นๆเขาพยายามบอกกับตัวเองอยู่ว่า
“ให้ตายสิ เกรย์สโตนนายควรจะปล่อยให้เื่ราวในอดีต เป็อดีตอย่างที่มันควรจะเป็เสียทีได้แล้วก่อนที่นายจะเป็บ้าไปเสียก่อน”
จริงอยู่...ที่เขาจะต้องรู้ว่าตัวเองเป็ใครอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่...
ว่าแต่...มันเป็เช่นนั้นจริงละหรือ...?
เขาฟื้นความทรงจำขึ้นมาใหม่ั้แ่ปลายฤดูร้อนปีกลายแต่กระนั้นมันก็ยังมีช่องว่างของข่วงเวลาอีกเกือบหนึ่งปี ที่เขาไม่สามารถปะติดปะต่อเื่ราวได้เขาปรึกษาเื่นี้กับแพทย์ประจำตัวหลายครั้ง
“ลอร์ด เกรย์สโตนขอรับเื่การฟื้นความจำนี่ กระผมคิดว่าท่านต้องให้เวลากับมันด้วยนะขอรับ”นายแพทย์อริสโตเติล ซิมส์กล่าว
“แล้วมันจะต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนล่ะหมอ?”
“คนหนุ่มก็อย่างนี้ละขอรับออกจะใจร้อนอยู่สักหน่อย” นายแพทย์ตบแขนเขาเบาๆอย่างปลอบใจ
เจมส์ยอมรับว่าตัวเองใจร้อนแต่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองยังหนุ่มอยู่เลย น่าจะแก่เกินวัยเสียด้วยซ้ำ
“ว่ายังไงล่ะหมอ...ผมถามว่าจะต้องใช้เวลารอนานสักแค่ไหน?”
“ใครจะบอกได้ล่ะขอรับ?”นายแพทย์ไม่ยอมตอบคำถามนั้น
นั่นสินะ...ใครเล่าจะบอกได้...?
สถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้มันสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับเขาอย่างบอกไม่ถูก เจมส์ไม่ยอมออกสังคมเพราะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะไปอธิบายให้ใครๆเข้าใจว่า...มันเกิดความผิดปกติขึ้นในสมองหลังจากเดินทางกลับจากอินเดียเมื่อสองปีก่อนไม่อยากให้ใครเห็นก้อนนูนบนศีรษะหรือรอยแผลเป็บนไหล่
เขาไม่อยากบอกให้ใครรู้ว่าตอนนั้นเขากำลังจะเดินทางกลับอังกฤษเพื่อไปรับบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดจากพี่ชายที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดก่อนเวลาอันสมควรขณะที่เรือเดินสมุทรของเขาเพิ่งเดินทางออกจากบอมเบย์ ก็ต้องเผชิญกับพายุแรงกล้าซึ่งหลังจากนั้นแล้วเขาไม่รู้เลยว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่คิดเอาเองว่าน่าจะถูกคลื่นซัดร่างเข้าฝั่ง เพราะจดจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ไม่รู้เลยว่า่เวลาที่ขาดหายไปหลายเดือนนั้นเขาไปอยู่ที่ไหน...
แต่ดูเหมือน่เวลานั้นจะไปปรากฏอยู่ในความฝัน...
เขาอยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มทีตอนที่เดินทางไปถึงเวลท์คันทรี่ รูปร่างผ่ายผอม มีเสื้อผ้าสวมใส่ไม่กี่ชิ้น ไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้ออาหารต้องขอทานเอาจากคนแปลกหน้า
จะอย่างไรก็ตามด้วยสัญชาตญาณโดยแท้ที่ความทรงจำบางอย่างได้กลับฟื้นคืนมาซึ่งทำให้เขาสามารถเดินทางกลับมาสู่เกรย์สโตน แอบเบย์...กลับมาสู่บ้านในวัยเยาว์ของตนเองได้อีกครั้ง
บ้าน...คำคำนี้มีความหมายอย่างลึกซึ้งยิ่งนักสำหรับเจมส์เกรย์ นับแต่วัยเด็กมาแล้วที่เขาพอใจจะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านในเมืองชนบทมากกว่าแต่หน้าที่เรียกร้องให้เขาจำต้องทิ้งบ้านไป
หรือที่ถูกพระนางวิคตอเรียนั่นเองที่ทรงเรียกร้องให้เขาต้องทำเช่นนั้นเมื่อเขาได้รับพระราชสาส์นที่ทรงมีพระเมตตาเชื้อเชิญให้เขาไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประทานเป็เกียรติแก่เ้าหญิงซีซิลแห่งแซง-ซีเมียง ซึ่งเป็พระญาติสนิท
ซึ่งเขาสามารถอ่านความหมายที่แฝงอยู่เป็นัยออกว่าจะไม่เป็ที่พอพระทัยอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะปฏิเสธคำเชิญดังกล่าวทั้งยังเป็ความเขลาอย่างที่สุดที่จะทำเช่นนั้น
เจมส์ เกรย์ บอกตัวเองอยู่ว่าเขาอาจจะเป็อะไรที่เลวร้ายได้สารพัด แต่จะไม่ยอมตนเป็คนโง่อย่างเด็ดขาด ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงเดวอนเมื่อวันวานและเข้าพำนักอยู่ที่คฤหาสน์คอร์ก เฮ้าส์
เขายังคงยืนอยู่ตรงหน้าต่างทอดสายตาเหม่อมองแสงยามราตรีแห่งนครลอนดอน เขาเหลียวไปมองนาฬิกาบนโต๊ะหัวเตียงและพบว่าขณะนั้นมันเพิ่งจะตีสามเท่านั้น
โลกยังคงหลับใหลอยู่ในความมืดแห่งยามราตรีในคฤหาสน์หลังนี้ กว่าแม่บ้านจะตื่นนอนก็คงอีกสัก 1-2 ชั่วโมงแต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว เจมส์รู้ดีว่าจะไม่มีทางกลับไปนอนต่อได้อีกเขาผลักบานหน้าต่างให้เปิดกว้างสูดอากาศเย็นชื่นที่ประสมประสานอยู่ด้วยละไอหมอกกับกลิ่นหอมของดอกไม้เข้าไว้ในปอด
เมื่ออยู่ที่บ้านในเมืองชนบทเขาก็ยังมีหนทางที่จะกำจัดปิศาจที่ติดตามรังควานได้ เขาจะลุกขึ้นจากเตียงคว้าชุดขี่ม้ากับรองเท้าบู๊ทขึ้นมาสวมและเดินลงไปยังคอกม้า
ตอนที่เจมส์เกรย์รับบรรดาศักดิ์เป็เอิร์ลแห่งเกรย์สโตนใหม่ๆสิ่งแรกที่เขาต้องทำคือเฟ้นหาตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่พ่อบ้านแห่งคฤหาสน์เกรย์สโตนแอบเบย์และสำคัญที่ตามมาก็คือ หาซื้อม้าไว้ใช้ประจำตัวซึ่งในที่สุดก็ได้พบม้าตัวที่ต้องใจ และเพื่อเป็เกียรติสำหรับการที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียมานานถึง15 ปี เขาจึงตั้งชื่อม้าเพศผู้ที่มีขนสีดำปลอดทั้งตัวว่า อัมริตสา
ในคืนที่นอนไม่หลับ เจมส์เกรย์จะควบม้าคู่ใจตัวนี้ท่องไปทั่วที่ดินอันกว้างใหญ่ซึ่งเป็สมบัติของตระกูลั้แ่ก่อนาครูเสด ที่ดินอันเป็มรดกล้ำค่าบัดนี้ได้เป็สมบัติของเขาแต่ผู้เดียว ในขณะที่ม้าวิ่งควบอยู่นั้นเขากับเ้าอัมริตสาจะมีความเป็หนึ่งเดียวกันอากาศในเมืองชนบทจะช่วยปัดเป่าหยากไย่ในสมองและขจัดความมืดดำในจิติญญาออกได้จนหมดสิ้น
แต่...มันไม่ใช่ในค่ำคืนนี้คืนที่เขามีความรู้สึกเหมือนถูกคุมขังอยู่แต่ในคฤหาสน์คอร์ก เฮ้าส์...!