ตอนที่ 145 หาเรื่อง
“ต่อไปเป็นพลังผลักครับ” นิทานทำไม่สนใจ เดินถอยออกมาจากไพลิน คว้าหุ่นซ้อมที่เต็มไปด้วยรอยปริมาอยู่ข้างกาย องค์หญิงไพลินหัวเราะขำพร้อมกับเดินถอยออกมา
พลังผลักของนิทานหากพูดอย่างชัดเจนแล้วมิใช่การใช้พลังในรูปแบบปกตินัก แรงดึงดูดตามหลักการแล้วหมายถึงแรงที่ดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง ดังนั้นการผลักจึงไม่รวมอยู่ในนั้น หากการควบคุมน้ำหนักนั้นต่างออกไป เป็นเพียงการเพิ่มแรงกดหรือลดแรงกดเท่านั้น ต่างกับแรงดึงดูดศูนย์กลางของนิทานที่พลิกแพลงจากความเข้าใจของเขาเอง
พลังผลักของนิทานเกิดจากการเข้าใจคำแห่งพลังเสียมากกว่า สำหรับตัวนิทานเอง แรงดึงดูดถึงจะไม่รวมแรงผลักแต่ก็เป็นการโต้กลับพลังเท่านั้น เช่นหากเขาสามารถดึงให้เป้าหมายเข้ามาใกล้ได้ ทำไมเขาจะผลักไม่ได้ แค่รู้สึกปฏิเสธการเข้าใกล้ก็มากเกินพอ
นี่คือความพิเศษของคำแห่งพลัง ผลของพลังมักขึ้นอยู่กับเจ้าของเป็นหลัก ความหมายหรืออักษรที่แปลงออกมาเป็นเพียงสัญลักษณ์โดยรวมเท่านั้น
พลังแรงดึงดูดของราชาเผ่ารูเบียสสมควรเจาะจงไปที่การควบคุมแรงกดขึ้นและลง ต่างกับเขาที่ทำสิ่งนั้นได้ไม่ดีนัก เพียงทำได้บ้างเท่านั้น หากเขาได้เจอผู้มีคำแห่งพลังแรงดึงดูดคนอื่น ไม่แปลกหากคนผู้นั้นจะไม่สามารถผลักออกได้เช่นนิทาน แต่เขาก็อาจมีความสามารถแบบอื่นที่นิทานไม่มีเช่นกัน
นิทานคราวนี้ไม่ยื่นมือขวาอีกต่อไป การตั้งท่าเช่นนี้จะทำให้ถูกเดาทางได้ง่ายเกินไป เขาจึงเริ่มฝึกเสียเดียวนี้ให้ชิน พลังจิตวิญญาณไหลบ่าลงสู่อักษร นิทานสัมผัสได้ถึงความรู้สึกปฏิเสธอันรุนแรงระหว่างตัวเขาและหุ่นซ้อม ราวกับการคงอยู่ของมันที่ใกล้ตัวนิทานเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทานทน
ตูม!
ร่างของหุ่นซ้อมพุ่งกระเด็นออกไปราวกับดาวตก ตัวของมันไม่บิดงอจากการโดนผลัก หากกระเด็นไปทั้งร่างโดยไม่มีส่วนใดเหลื่อมหรืองอลง จนกระแทกเข้ากับขอบของลานฝึกซ้อมด้วยความรุนแรงมากยิ่งกว่าที่เคย
เปรี๊ยะ
ไม่เพียงรอยปริแตกทั่วร่างเท่านั้น คราวนี้ตัวของมันปรากฏรอยร้าว ก่อนจะหักครึ่งลง เผยให้เห็นเศษไม้และวงจรอาคมภายใน มันพังลงอย่างสมบูรณ์
ผู้พันลาลันตาผิวปากหวิว หุ่นไม้ตัวนี้แม้แต่นักสลักบางคนยังไม่มีปัญญาทำให้พังได้เลย หากนิทานที่พึ่งเลื่อนขึ้นเป็นนักสลักเอกใหม่ ๆ กลับทำได้อย่างสบาย
ต้องจ่ายคืนมั้ยเนี่ย นิทานคิด เขาตีเนียนไม่พูดอะไร ในเมื่อไม่มีใครทวงเขาก็ขอทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป หุ่นซ้อมที่ใช้กับผู้เรียนรู้ของหน่วยพิทักษ์เมืองไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคาย่อมไม่ถูกแน่นอน
องค์หญิงไพลินจดจ่อจ้องมองพลัง ไม่รู้ว่ามีแว่นขาเดียวอยู่ที่ตาขวาของเธอตั้งแต่เมื่อใด ปากพึมพำสิ่งที่เธอสังเกตและวิเคราะห์ สมุดเล่มเล็กในมือถูกบันทึกด้วยปากกาที่ลอยและขยับด้วยตนเอง
“ไม่ใช่พลังรูปแบบแรงอัดอากาศ ไม่มีร่องรอยศูนย์รวมแรงกระแทก เป็นการผลักออกไปทั้งตัว เหมือนเอาแผ่นไม้ขนาดยักษ์วางทาบไว้บนร่างแล้วไถลออกไป แต่ด้วยความเร็วสูง” เธอพูดสรุป เพียงการใช้พลังครั้งเดียวเธอก็สัมผัสได้ถึงหลายอย่าง
“พลังสูงกว่าการดูดเข้าหามาก สมควรเพราะไม่ได้มองพลังนี้เป็นการปกป้องเช่นการดึงมาข้างกาย หากมองเป็นการโจมตี หรือไม่ก็เป็นการปกป้องเช่นกัน แต่ปกป้องโดยการทำให้ศัตรูถอยออกไป” คำพูดพึมพำยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“แบบนี้อาจจะใช้กับฝ่ายเดียวกันไม่ได้ก็ได้ ในเมื่อพื้นฐานคือการให้เว้นระยะออกไป ซึ่งขัดกับหลักการในใจที่ว่าปกป้องโดยการให้อยู่ข้างกาย นิทาน คราวนี้ลองผลักเราหน่อย” เธอเงยหน้าขึ้นมา เปิดใช้งานข่ายอาคมคลุมร่างอีกครั้ง หากถูกหยุดไว้ด้วยอริยะแปลงเพลิงที่เดินขึ้นหน้าแทน
ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งเฉย หากท่าทีของเธอก็สื่อโดยชัดแล้วว่าให้ลองกับเธอแทน พลังเช่นนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำร้ายไพลินได้
นิทานขออนุญาต แล้วจึงรวมพลังอีกครั้ง คราวนี้เขากับอริยะแปลงเพลิงอยู่ห่างกันมากขึ้นกว่าเขากับหุ่นไม้ก่อนหน้า
พลังจิตวิญญาณไหลบ่าเข้าสู่อักษร ร่างของอริยะแปลงเพลิงเพียงสั่นไหวน้อย ๆ เท่านั้น นิทานรวมสมาธิอีกครั้ง ร่างของเธอจึงค่อย ๆ ถอยออกไปด้วยความเร็วระดับเต่าคลาน
“พลังผลักยามใช้กับฝ่ายเดียวกันไม่สูงมาก เพียงพอกับการโดนคนสองถึงสามคนลากเท่านั้น ค่อนข้างปลอดภัย” อริยะแปลงเพลิงหันไปกล่าวให้ไพลินที่กำลังจับจ้องฟัง
ท่าทีของเธอไม่เหมือนกับคำอธิบายของเธอแม้แต่น้อย ร่างของเธอเพียงขยับเล็กน้อย ไม่ใช่โดนลากออกไปดังว่า สมควรเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านระดับชั้น
“ลองอีกครั้ง คราวนี้คิดว่าข้าเป็นศัตรู” อริยะแปลงเพลิงพยักหน้าเบา นิทานเริ่มรวมพลังอีกครั้ง พลังของเขาเหลือมากพอจะใช้สุดแรงได้อีกหลายครั้งแม้ก่อนหน้าจะใช้ไปบ้างก็ตาม เพราะความเข้ากันกับพลัง ปริมาณพลังที่เขาใช้จึงไม่สูงมากหากประสิทธิผลกลับสูงสวนทางกัน
เมื่ออักษรเรืองแสง นิทานออกแรงผลักสตรีวัยกลางคนที่ตัวเล็กยิ่งกว่าเขาทางด้านหน้าด้วยแรงสูงสุด หากร่างเล็กนั้นกลับเป็นดั่งภูผา ไม่อาจเขยื้อนแม้แต่น้อย
เขาอัดพลังอีกระลอก คราวนี้ใส่สุดพลังมากกว่าเดิมจนหน้าเริ่มซีด ปริมาณพลังจิตวิญญาณที่เขาคิดว่าเหลือมากมายไหลบ่าราวกับคลื่นสมุทรหากเธอก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย ไม่เพียงร่างกาย หากสีหน้า เสื้อผ้า หรือเส้นผมสีแดงเพลิงก็ไม่เกิดการเคลื่อนตัวแต่อย่างใด
นิทานสะอึกพร้อมกับใบหน้าที่อึดอัดจนขึ้นสีม่วง ก่อนจะสำลักออกมาโดยที่อริยะแปลงเพลิงไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับมอบโอสถฟื้นฟูให้เขา
“พลังโดยรวมใช้ได้ ไม่สูงเท่าก่อนหน้า สมควรเป็นเพราะระยะห่าง มากพอจะอัดทุกสิ่งในระดับที่ต่ำกว่าอริยะ” เธอกล่าวสรุป ไพลินพยักหน้ารับ พร้อมกับง่วนอยู่กับสมุดจดของเธอในระหว่างที่นิทานนั่งพิงคีตาพักหายใจ
“ระยะห่างกับเป้าหมายส่งผลระดับหนึ่ง ระดับขั้นส่งผลมาก ไม่น่าแปลกใจ จากที่ท่านป้าประเมินหากไม่มีการป้องกันที่สูงมากและทางด้านหลังมีบางสิ่งให้ปะทะด้วย การผลักสมควรมากพอจะจัดการนักสลักโทส่วนใหญ่” เธอพึมพำ ก่อนจะปิดสมุดลงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอพึงพอใจกับพลังแค่ไหน สีหน้าของเธอบอกให้นิทานรู้ได้เลยว่าในหัวของเธอกำลังคิดวิธีนำพลังไปใช้ ส่วนเจ้าของพลังเช่นเขาก็ได้แต่นั่งหอบ
“เรื่องเสริมพลังล่ะ อยากลองมั้ย” ผู้พันลาลันตากล่าวขึ้น เธอเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่านิทานสามารถเสริมพลังร่างกายของตนเองได้ แม้เธอจะไม่รู้ก็ตามว่าทำได้อย่างไร
นิทานคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ เขาอยากลองเสริมพลังดูเพื่อทราบขีดความสามารถของตน อีกอย่าง การเสริมพลังของเขาค่อนข้างพิเศษ สมควรดูออกไม่ง่ายนัก
“ได้ครับ แต่ขอพักก่อน” นิทานตอบพร้อมเสียงหอบ
“แน่ใจนะคะคุณเพื่อน จะให้เราดูความลับความแข็งแกร่งของนิทานและคีตาผู้โด่งดัง” ไพลินกล่าวยิ้ม ๆ ลองเชิง
“ถ้าดูออกจริงฉันคงต้องยอมรับเลยล่ะ แต่บอกไว้ก่อนว่ามันพิเศษมากนะ ที่แน่ ๆ ฉันก็ไม่เคยเห็นใครทำได้อีก” นิทานยิ้มตอบ แล้วจึงลุกขึ้นหลังจากจังหวะหายใจคงที่แล้ว
เขาเริ่มโดยการใช้การเสริมพลังพื้นฐานที่สุด การเพิ่มลดน้ำหนัก เพียงแต่คราวนี้ได้รับการเสริมสมรรถภาพจากการเลื่อนระดับ การควบคุมพลังและความสามารถในการเพิ่มลดจึงสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
เพื่อความเนียน เขาให้คีตาหลบไปด้านข้าง แล้วจึงขยับร่างกายไปมา ออกท่าทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด ออกหมัด เตะ วิ่ง
“เพิ่มลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักเวลาเคลื่อนไหว เพิ่มน้ำหนักเวลาโจมตีโดยเพิ่มแค่วินาทีสุดท้ายของการโจมตี ดูเหมือนจะเพิ่มแค่จุดปะทะด้วยนะ ง่ายไปมั้ยคะ” องค์หญิงไพลินยิ้มแฉ่ง พลางม้วนผมของตนเล่นอย่างเบื่อหน่าย
“ใจร้อนจังน้า” นิทานยิ้มกลับ คราวนี้เขารับการแบ่งพลังจากคีตา โดยการรับแค่พลังกายภาพ ไม่ได้เพิ่มพลังจิตวิญญาณแต่อย่างใด
ร่างกายของเขาพลันเร็วขึ้นอีกเป็นสองเท่า ท่วงท่าทุกอย่างดูรุนแรงขึ้น เฉียบคมมากขึ้น โดยที่ร่างกายเขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเส้นเลือดและมัดกล้ามเนื้อที่ดูจะหนาแน่นขึ้นเท่านั้น
“เสริมศักยภาพทางกาย มวลกล้ามเนื้อ ความเร็ว ผลจากคำแห่งพลัง ยังง่ายไปนะ แต่ให้บอกคำแห่งพลังก็ไม่ไหว” องค์หญิงไพลินยังคงยิ้มแย้ม การเสริมพลังกายภาพเช่นนี้ค่อนข้างพื้นฐานและแพร่หลาย มีคำแห่งพลังมากมายที่ทำได้เช่นนี้
แต่เธอก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการเพิ่มพลังของนิทานนั้นสูงเอาเรื่อง แถมยังดูทำได้อย่างไร้รอยต่อและพลังจิตวิญญาณก็ไม่รั่วไหลมาก เหมือนกับก่อนหน้านี้ออมพลังมาตลอดแล้วค่อยเอาจริงมากกว่า
“ต้นกำเนิดความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด” อริยะแปลงเพลิงกล่าวพร้อมสีหน้าที่มีร่องรอยของการประทับใจ แม้เธอจะรับรู้ประวัติการต่อสู้ของนิทานแต่การได้มาเห็นด้วยตาตนเองก็ยังน่าประทับใจอยู่ดี
“นี่ ใส่สุดได้มากกว่านี้อีกไม่ใช่หรือไง” ผู้พันลาลันตายิ้ม เธอคือคนที่อยู่ในเหตุการณ์งานเลี้ยงและยังเป็นคนที่สัมผัสได้ถึงพลังที่เพิ่มสูงขึ้นในพริบตาของนิทานยามใช้อริยะ 3วินาทีด้วย
องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอเห็นนิทานสู้ไม่บ่อยนักจึงไม่ได้รับรู้มากเช่นนั้น หากสีหน้าของนิทานก็บ่งบอกว่าเป็นเรื่องจริง เธอไม่ทราบว่าวินาทีที่นิทานยิงวัชระดาวตกที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์นั้นมีการเสริมพลังแบบใด
นิทานยิ้มกว้าง สีหน้าปรากฏความสนุกสนาน คีตาที่อยู่ด้านข้างเริ่มใช้พลัง ไล่ตาม กับโจรสลัดระดับระดับนักสลักโทที่พวกเขาสู้ด้วย ร่างของมันแข็งแกร่งขึ้นในทุกด้าน หากมันไม่ได้มีท่าทีพิเศษอะไร เพียงนอนเฉย ๆ ปกปิดพลังเท่านั้น นี่คือหนึ่งในข้อดีของ ไล่ตาม มันไม่มีร่องรอยการใช้งานยามเลือกเป้าหมาย แถมพลังที่ได้รับมาก็ถูกส่งต่อไปยังนิทานทันที ตัวคีตาจึงไม่มีร่องรอยการเสริมพลังก่อนแม้แต่น้อย
ร่องรอยการแบ่งปันพลังหรืออะไรที่อาจหลุดรอดมาได้นั้นอยู่ภายใต้ จางหาย ของนิทานเป็นที่เรียบร้อย
พลังในร่างของมันที่ได้รับการเสริมมาอีกขั้นไหลบ่าเข้าไปยังตัวนิทาน ส่งเสริมให้การเคลื่อนที่และพลังของเขาสูงขึ้นไปอีกระดับ คราวนี้อยู่ในระดับที่แม้แต่อริยะแปลงเพลิงก็เริ่มขมวดคิ้วแล้ว
“พลังกายภาพเหนือกว่านักสลักโทส่วนใหญ่แล้ว เทียบได้กับนักสลักโทที่เด่นด้านการเสริมพลังกายภาพหรือสัตว์อสูรระดับนักสลักโทที่เสริมกายา” เธอขมวดคิ้วแน่นส่วนไพลินจับจ้องอย่างไม่วางตา สายตามองตามการเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก
“เสริมพลังทับซ้อน คำแห่งพลังประเภทส่งเสริมคำอื่น ไม่สิ ไม่เห็นมีร่องรอยการเปิดใช้งานเลย เหมือนได้รับพลังจากแหล่งอื่นเลย” เธอพึมพำ
“ยังได้อีกนะ” นิทานหัวเราะ คราวนี้พลังจากทั่วร่างของคีตาแบ่งมาทางเขาทั้งสิ้น เหลือเพียงพลังเบาบางที่ร่างของคีตาเท่านั้น ขณะนี้ร่างของเขาจึงราวกับมีพลังของทั้งสองรวมกัน
แถมยังเป็นพลังที่ผ่านการเสริมพลังมาแล้วด้วย ร่างของเขาจึงเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง เป็นพลังที่สูงกว่านักสลักโทอย่างชัดเจน เหยียบย่ำเข้าสู่เขตแดนเหนือมนุษย์อย่างอริยะ
การเพิ่มลดน้ำหนัก การแบ่งปันพลังจากคีตาที่ใช้ไล่ตามโดยมีเป้าหมายคือนักสลักโท การรวมพลังจากทั้งสองร่างไว้ที่เขาคนเดียว ทั้งหมดนี้คือการเสริมพลังที่นิทานใช้ในปัจจุบัน และผลของมันคือการทำให้เขาเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนของอริยะ!
คราวนี้องค์หญิงไพลินตกใจอย่างแท้จริงแล้ว เพื่อนของเธอมีพลังเทียบเคียงได้กับอริยะโดยที่ยังเป็นเพียงนักสลักเอก แม้จะเป็นเพียงพลังทางกายภาพพื้นฐานสุดก็ตาม หากก็เทียบเคียงกับอริยะได้จริง
“นายเป็นผู้เรียนรู้ 5คำเหรอ?” องค์หญิงไพลินถามขึ้นด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง เธอไม่รู้ว่าต้องใช้วิธีแบบใดนักสลักเอกจึงจะมีพลังเทียบเคียงอริยะได้ หากวิธีหนึ่งที่เธอรู้คือนักสลักผู้นั้นต้องเป็นผู้เรียนรู้ 5คำมาก่อน
ผู้เรียนรู้ 5คำคือตำนานอย่างแท้จริง และตำนานนั้นก็อยู่ด้านหน้าเธอตอนนี้
“ได้ก็ดีนะสิ” นิทานยิ้มตอบ เขาเองก็ตื่นเต้นกับสมรรถภาพของตนในปัจจุบัน พลังระดับนี้เทียบเคียงได้กับตอนเขาใช้อริยะ 3วินาที หากก็แลกมากับการที่คีตาจะไม่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่คุ้มค่าแม้แต่น้อย ให้เขาใช้อริยะ 3วินาทียังดีเสียกว่า
อริยะ 3วินาทีเขายังไม่คิดลองตอนนี้ เขาต้องการเก็บไว้เป็นไพ่ตายของตน เพียงแค่เขาเปิดเผยพลังเท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว
“เสริมพลัง แต่พลังเหมือนมาจากแหล่งอื่น นายบอกว่าไม่เคยเห็นใครทำได้มาก่อน ดังนั้นตัดพวกการเสริมกำลังพื้นฐานไปเลย นอกนั้นที่เจอบ่อย ๆ น่าจะเป็นรวมพลัง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ รัศมีพลัง ควบคุมการเคลื่อนไหว ควบคุมแรง ควบคุมความเร็ว” องค์หญิงไพลินพึมพำ ก่อนจะมีแสงวูบเล็กปรากฏในดวงตา
“ยืมพลัง? ยืมจากไหนล่ะ เป้าหมายการยืมจะเป็นศัตรูที่ระดับสูงกว่าได้ยังไง ต้องใกล้ชิดพอ…” องค์หญิงไพลินพูดมาถึงขนาดนี้ เธอก็หันขวับไปยังคีตาที่นอนอยู่ไม่ไกล
นิทานรีบเก็บสีหน้า หากในใจกลับเหงื่อไหลท่วม เธอเข้าใกล้ความจริงมากทีเดียว เพื่อปกปิดร่องรอย เขารีบคืนพลังส่วนหนึ่งให้คีตา ให้มันกระโดดมาอยู่ข้างกายเขาด้วยพลังกายที่เหมาะสมกับมัน
“แต่คีตาก็ยังมีแรงอยู่งั้นเหรอ อืม…” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้วเล็กน้อย หากเธอก็ยังไม่วางใจ ยังคงครุ่นคิดถึงความจริง
นิทานเหงื่อตก สัญชาตญาณและนัยน์ตาของเธอน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่ถูกต้องสมบูรณ์เพราะคีตาสามารถเสริมพลังโดยมีศัตรูเป็นเป้าหมายได้หากก็เข้าใกล้มากแล้ว ยิ่งการยืมพลังนั่นอีก ใกล้เคียงมากจริง ๆ
โคตรน่ากลัว ฉลาดไปมั้ง นิทานปาดเหงื่อพร้อมหัวเราะแห้ง ๆ เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าคิดผิดหรือไม่ที่ให้ไพลินได้เห็นพลังของเขา