สายลับทะลุมิติ

    สายลับทะลุมิติ : เรียนรู้และปรับตัว 2

    เรียนรู้และปรับตัว 2
    “พี่หมิงหมิงพยุงข้าไปนั่งที่ตรงนั้นหน่อย” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับช้ำยังสิ่งที่หน้าเหมือนกระจกหลังจากที่ฉันเดินไปนั่งที่หน้ากระจกโดยการพยุงของพี่หมิงหมิง ฉันหันไปที่หน้ากระจกแต่สิ่งที่ปรากฏกับไม่ใช่ฉันแต่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุไม่น่าจะเกิน 15 ปีด้วยซ้ำแต่เด็กคนนี้จะว่าไปก็น่ารักเหมือนกันหรือว่าเราจะมาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนนี้ แต่ที่หน้าตกใจคือเด็กคนนี้คือเด็กที่ฉันตามติดชีวิตแล้วไอ้ภาพที่ฉายตอนที่ฉันสลบนั้นคือเหตุการณ์ที่เด็กผู้หญิงคนนี้เจอตั้งแต่เกิดจนตายฉันคงต้องคิดและเรียบเรียงประวัติของเด็กคนนี้แล้วล่ะเพื่อความสมจริงบ้างทีสักวันเด็กคนนี้อาจจะกลับมาก็ได้เพราะงั้นฉันต้องไม่ทำให้เธอลำบากถ้าฉันเกิดไปเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอเพราะถ้าวันหนึ่งเธอกลับมาเธอจะได้ไม่ต้องพยายามทำอะไรที่ฉันทำไว้และอาจจะสร้างความลำบาก ก่อนอื่นเราต้องเรียบเรียงประวัติเด็กคนนี้จากความทรงจำก่อนจะได้ใช้ชีวิตได้ถูก เด็กคนนี้อายุ 10 ปี มีชื่อว่า เหมยฮวา เป็นลูกของท่านเสนาบดีเหมยและภรรยาเพียงคนเดียวมีพี่น้องทั้งหมดสองคนพี่คนแรกเป็นผู้ชาย อายุ 20 ปี ชื่อว่า เหมยจินทง ตอนนี้เป็นรองแม่ทัพอยู่สังกัดของอ๋องสักคนเนี่ยล่ะจำไม่ได้เพราะโกคนนี้ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร ส่วนพี่คนที่สองเป็นผู้หญิง อายุ 15 ปีอีกไม่กี่เดือน ชื่อว่า เหมยเซียง แต่ที่เซอร์ไพรส์และตกใจมากที่สุดก็น่าจะเป็นยัยเด็กเหมยฮวาคนนี้มีความผิดปกติทางสมองหรือเรียกให้ง่ายๆ คือ ปัญญาอ่อนนั้นเองมิน่าล่ะถึงไม่มีความรู้อะไรเลยถ้าฉันไม่ดูซีรีส์ของยัยเด็กคนนั้นนี้ตั้งแต่เกิดนะฉันคงไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง โอ้ย สวรรค์ทำไมทำงี้เกิดเป็นใครไม่เกิดมาเกิดเป็นเด็กปัญญาอ่อนเนี่ยนะแต่จะว่าไปเป็นเด็กแบบนี้ต้องดีแน่ๆ เพราะเด็กแบบนี้ทำอะไรไม่มีคนสนใจและก็ไม่ผิดด้วยถ้าสวรรค์อยากให้นาฬิกาคนนี้เป็นคนปัญญาอ่อนฉันก็จะเป็นคนปัญญาอ่อนที่โลกต้องจาลึกไว้เลยล่ะคอยดู หึ หึ หึและที่สำคัญฉันก็คงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเกี่ยวกับชีวิตของเด็กคนนี้หรอเพราะฉันขี้เกียจแล้วถ้าวันหนึ่งเกิดเด็กคนนี้กลับมาล่ะคงลำบากน่าดูเพราะถ้าฉันอยู่ๆ กลับมาเป็นปกติแล้วเด็กนั้นกลับมาแล้วกลับไปเป็นปัญญาอ่อนไม่แปลกไปเหรอ ดังนั้นฉันก็จะเล่นตามน้ำไปเรื่อง หึหึหึหึ“คุณหนู! คุณหนู! เจ้าคะ” เสียงเรียกดังขึ้นจากพี่หมิงหมิงที่กำลังมองฉันที่มองกระจกพร้อมกับเหมอลอยจึงทำให้พี่หมิงหมิงต้องเรียกชื่อแต่มันก็สามารถที่จะดึงฉันออกมาจากความคิดของฉันได้“ฮืม พี่หมิงหมิงฮวาเออร์หิวข้าว” ฉันได้สติกลับมาก็หันไปพูดกับพี่หมิงหมิงทันทีเพราะฉันรู้สึกว่าท้องของฉันกำลังจะประท้วงอาหารที่ยังไม่ตกถึงท้องเลยแต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะดัดเสียงให้ดูปัญญาอ่อนนิดหน่อยพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยให้ดูเหมือนเด็กปัญญาอ่อน“งั้นเดี๋ยวบ่าวพยุงคุณหนูไปที่โต๊ะนะเจ้าคะ” เสียงพี่หมิงหมิงพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันกำลังหิวหลังจาพูดเสร็จก็พยุงพาฉันไปที่โต๊ะที่มีอาหารตั้งแต่ที่ฉันเห็นคือมีแต่ข้าวต้ม กลับผัดอะไรสักอย่างที่ฉันไม่รู้จัก“กินข้าวนะเจ้าคะคุณหนู” หลังจากที่ฉันนั่งเรียบร้อยแล้วพี่หมิงก็เดินมานั่งข้างๆ และกำลังจะลงมือป้อนข้าวต้มฉันแต่ฉันรู้สึกว่ามันแปลกๆ อ่ะตั้งแต่โตขึ้นมาก็เคยแต่กินเองแต่ถึงจะรู้สึกแปลกๆ ยังก็ต้องทำใจเพราะด้วยความเอาใจใส่ของครอบครัวและอาการปวดจองเด็กนี้จึงไม่ค่อยได้ทำอะไรดังนั้นฉันก็เลยได้แต่อ้าปากรับข้าวจากพี่หมิงหมิงที่เอาข้าวมาจ้อที่ปากของฉันแล้ว ในเมือฉันไม่ต้องทำอะไรเองแล้วดังนั้นฉันจึงจมอยู่กับความคิดของตัวเองอีกครั้งโดยที่ร่างกายก็ทำหน้าที่กินข้าวต้มที่พี่หมิงหมิงป้อนจนอิ่ม หลังจากที่พี่หมิงหมิงเช็คปากให้ฉันเสร็จแล้วพี่หมิงๆ ก็พาฉันไปที่เตียงพอฉันนั่งเรียบร้อยพี่หมิงหมิงก็เดินไปเอาถ้วยยามาป้อนฉันจนหมดแล้วก็ป้อนน้ำผึ่งตามมาฉันอยากจะบอกว่าขมมาก“คุณหนูรู้สึกไม่เจ็บหรือว่าปวดตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” หมิงหมิงถามอาการของฉัน“ทุกคนไปไหนกันหมดเจ้าคะพี่หมิงหมิง” ฉันพูดขึ้นเพราะตั้งแต่ที่ฉันฟื้นขึ้นมายังไม่เห็นใครมาหาเลย ฉันถามขึ้นเมื่อตอบคำถามที่พี่หมิงหมิงถามก่อนหน้าแล้วโดยการส่ายหน้าเป็นการตอบ“ตอนนี้นายท่านและฮูหยินรวมถึงคุณหนู คุณชายออกไปงานเลี้ยง ที่พระราชวังจัดขึ้นจึงยังไม่กลับมาเจ้าคะ บ่าวว่าคุณหนูนอนก่อนดีกว่าไหมเจ้าคะท่านพึ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะต้องการพักผ่อน” เสียงของพี่หมิงหมิงดังขึ้นพร้อมกับหลอกล้อฉันให้นอนทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กไปได้แต่คงจะพูดออกไปไม่ได้เพราะร่างนี้ก็โตแต่ตัวสมองยิ่งว่าเด็กสามขวบ คิดมากก็เหนือฮูหเปล่าๆ เขาให้ทำอะไรก็ทำๆ ไปก่อนแล้วกัน และที่สำคัญฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากหรอเพราะยังฉันก็คิดว่าไม่ได้อยู่ในร่างนี้นานหรอจะไปอยากรู้เรื่องของคนอื่นทำไหม สู้ใช้ชีวิตสบายๆ กินๆ นอนๆ ไปวันๆ ดีกว่านานทีจะทำตัวขี้เกียจโยไม่มีเสียงบ่นของยัยลิลลี่สักที แต่จะว่าไปฉันก็คิดถึงทุกคนที่อยู่ที่นั้นเหมือนกันนะไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้างไม่รู้ว่าฉันที่อยู่ที่นั้นจะตายไปแล้วหรือแค่เป็นเจ้าหญิงนิทรา ฉันอยากกลับไปหาพวกเขาจังเลยฉันอยู่ที่นี้คนเดียวฉันรู้สึกไม่โอเคเท่าไหร่ไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับโลกนี้มากมายอะไรเลย เฮ้อ แล้วฉันจะคิดมากไปทำไมยังไงก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อยู่แล้วฉันควรอยู่กับปัจจุบันและอนาคตสิถึงจะถูก เหมือนคิดได้ดังนั้นฉันก็หันไปบอกกับพี่หมิงๆ ทันที“เจ้าคะ” ฉันพูดพร้อมกับล้มตัวลงนอนจะว่าไปเป็นคนปัญญาอ่อนก็น่าจะสนุกดีคอยดูนะฉันจะทำทุกอย่างที่ฉันอยากทำในตอนเด็กให้หมดเลยทดแทนที่ตอนเด็กฉันเอาแต่ฝึกฝนร่ายกาย จนไม่มีเวลาที่จะเล่นสนุกเหมือนเด็กคนอื่นจะว่าไปแล้วการมาเป็นเหมยฮวาครั้งนี้ก็เหมือนสวรรค์เมตตาได้หมอบวัยเด็กให้แก่ฉันถึงไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ก็ตาม ต่อไปนี้จะไม่มีคนที่ชื่อนาฬิกา จะมีก็แต่เหมยฮวาเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่ง ลาก่อนนะคะคุณพ่อคุณแม่ พี่แนน ยัยลิลลี่และทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ นะ พอฉันตื่นนอนมาแล้วฉันควรจะเริ่มเล่นอะไรก่อนดีน่า ไปหาแกล้งคนดีกว่าน่าจะสนุกไม่เบาเลย หญิงสาวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนเผลอหลับไปโดยหารู้ไม่ว่าทุกการกระทำทุกคำพูดล้วนอยู่ในสายตาของเทพธิดาทั้งสองคนที่คอยมองชีวิตของหญิงสาวจากลูกแก้วแห่งโชคชะตาที่ตั้งอยู่กลางสวนแห่งหนึ่งที่“ลูกข้าเจ้าอย่าห่วงแต่เล่นสนุกจนลืมภาระหน้าที่ของเจ้าที่ควรจะทำล่ะ” เสียงหญิงสาวผมสีเขียวดังขึ้นเมื่อเห็นบุตรสาวของตนเองมีแต่ความคิดเล่นสนุกไปวันๆ“เจ้าก็อย่าไปตึงมากนักปล่อยให้ลูกของเจ้ามีความสุขบ้าง ปล่อยให้นางทำตามใจของตัวเองบ้าง” เสียงของสหายข้องกายของนางดังขึ้นอีขึ้นเหมือนเห็นเพื่อนเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับนางนะ เจ้าอย่าไปตึงกลับนางมากนักปล่อยให้นางมีเวลาเล่นสนุกบ้าง” เสียงของหญิงสาวร่างผอมบาง ผมสีฟ้า ตาสีดำ ดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างโปร่งเดินมาทางที่หญิงสาวทั้งสองอยู่พูดขึ้นเพราะเห็นด้วยกับความคิดของสหายที่ควรปล่อยให้หลานได้ใช้ชีวิตให้มีความสุข“แต่ข้ากลัวว่านางจะเล่นสนุกจนลืมหน้าที่”“เจ้าควรเชื่อใจนางนะ ข้าคิดว่านางเป็นผู้หญิงมากพอเจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น”“ข้าเห็นด้วย สิ่งที่เจ้าควรกังวลในตอนนี้คืออุปสรรคที่ลูกเราจะต้องเจอยังไงล่ะ”“อืม แต่ก่อนอื่นข้างคงต้องไปให้ความกระจ่างแก่นางแล้วล่ะว่าร่างนั้นคือร่างนางไม่ใช่ของคนอื่น”

    “ข้าเห็นด้วย” หลังจากที่หญิงผมสีเขียวพูดเสร็จพวกเขาทั้งสามคนก็มองดูชีวิตของหญิงสาวที่เป็นหัวของสนทนาก่อนหน้านี้ทันที