เสียงสนทนา เสียงะโเรียกหาญาติพี่น้อง เสียงเ้าหน้าที่รักษาเมืองจัดระเบียบผู้ชมดังขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รุ่นเยาว์จากตระกูลต่าง ๆ เดินผ่านทางเข้าลานทดสอบทีละกลุ่ม
ตรงกลางลานมีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งเรียงกันสามแท่น
แท่นแรกมีเสาศิลาสีดำสูงเกือบสองจั้ง บนผิวสลักลายเส้นคล้ายเส้นชีพจรมนุษย์เอาไว้จำนวนมาก
แท่นที่สองมีระฆังทองแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่บนโครงไม้
ส่วนแท่นสุดท้ายเป็สนามประลองสี่เหลี่ยมกว้างหลายสิบก้าว รอบสนามมีเ้าหน้าที่จากสำนักเมฆาฟ้ายืนเฝ้าอยู่สี่ทิศ
เหนือแท่นสูงทางด้านเหนือ ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีน้ำเงินขาวนั่งอยู่ตรงกลาง
เขามีรูปร่างผอมสูง ใบหน้าเรียบเฉย แต่พลังปราณที่แผ่ออกจากร่างทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองชิงหลานหลายคนไม่กล้ามองตรงนานเกินไป
บนอกเสื้อมีตรารูปเมฆสามชั้น
ผู้าุโของสำนักเมฆาฟ้า
เจียงเหวินไห่
ด้านข้างมีชายหญิงอีกห้าคนนั่งเรียงกัน ทั้งหมดล้วนเป็ผู้ดูแลการคัดเลือก
ด้านล่างแท่น เหล่าผู้นำตระกูลใหญ่ของเมืองชิงหลานต่างมาถึงเกือบครบแล้ว
ตระกูลฉินเดินเข้ามาจากทางด้านตะวันตก
ฉินเจิ้งเหอไม่ได้เดินทางมาด้วย เพราะอาการภายในร่างเพิ่งดีขึ้นและฉินเฟิงขอให้พักอยู่ในจวน
ผู้นำรุ่นเยาว์จึงเป็ฉินซวนเฮ่อ
ด้านหลังมีฉินเหว่ย ฉินหลัว ฉินจ้าว และรุ่นเยาว์อีกหลายคน
ฉินเฟิงเดินอยู่ท้ายกลุ่ม ไม่ได้แย่งตำแหน่งด้านหน้า และไม่ได้สนใจเสียงพูดคุยจากสองฝั่งถนน
แต่ทันทีที่คนจากตระกูลอื่นเห็นเขา เสียงซุบซิบก็เริ่มดังขึ้น
“ฉินเฟิงมาด้วยจริงหรือ?”
“ข้าได้ยินเมื่อเช้าว่าเขาสามารถฝึกปราณได้แล้ว”
“ข่าวลือบอกว่าอยู่ขั้นรับปราณขั้นสาม”
“ไร้สาระ เมื่อไม่กี่วันก่อนคนทั้งเมืองยังรู้ว่าเขาไม่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้”
“แต่คนจากจวนฉินเห็นด้วยตาตนเอง เขายังเอาชนะฉินเหว่ยด้วยหมัดเดียวก่อนออกจากจวน”
“หมัดเดียว?”
“ฉินเหว่ยเองก็อยู่ขั้นรับปราณขั้นสามมิใช่หรือ?”
เสียงพูดคุยเหล่านี้เข้าสู่หูฉินเฟิงอย่างชัดเจน
เขาไม่ได้หันไปมอง
เพียงเดินต่ออย่างสงบ
ไม่ไกลจากกลุ่มตระกูลฉิน รถม้าสีขาวเงินของตระกูลมู่หยุดอยู่ข้างลาน
มู่ชิงหลันลงจากรถม้าพร้อมเสี่ยวอวี่
ทันทีที่นางปรากฏตัว เสียงสนทนารอบบริเวณลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยหันไปมอง
บางคนรีบจัดเสื้อผ้า
บางคนพยายามยืดหลังให้ตรง
บางคนถึงกับหยุดพูดกลางประโยค
มู่ชิงหลันคุ้นเคยกับสายตาเ่าั้มานาน จึงไม่ได้แสดงท่าทีใด
นางเดินตรงไปยังพื้นที่ของตระกูลมู่
แต่ก่อนจะถึง สายตากลับเหลือบไปทางกลุ่มตระกูลฉินโดยไม่ตั้งใจ
ฉินเฟิงยืนอยู่ใต้ร่มไม้ด้านข้าง
อาภรณ์สีขาวเรียบง่าย
ระดับพลังยังเป็ขั้นรับปราณขั้นสามจริง
เมื่อคืนก่อนนอน นางทำตามวิธีหมุนเวียนพลังที่เขาแนะนำอีกครั้ง
ครั้งนี้ความเย็นบริเวณแขนขวาหายไปแทบทั้งหมด
แม้ยังมีบางส่วนสะสมอยู่ลึกในเส้นชีพจร แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้นางไม่อาจมองชายหนุ่มผู้นี้ด้วยสายตาเดิมได้อีกแล้ว
เสี่ยวอวี่เห็นผู้เป็นายมองไปทางหนึ่ง จึงมองตาม
เมื่อเห็นฉินเฟิง นางก็ลดเสียงลง
“คุณหนู เมื่อเช้ามีข่าวว่าเขาเพิ่มพลังจากขั้นหนึ่งเป็ขั้นสามในคืนเดียวจริงหรือเ้าคะ”
“จริง”
มู่ชิงหลันตอบ
เสี่ยวอวี่เบิกตา
“ท่านตรวจเองหรือ”
“ข้าััพลังของเขาเมื่อวานกับวันนี้”
เสี่ยวอวี่เงียบไปพักใหญ่
ก่อนพึมพำ
“อาจารย์ของเขาน่ากลัวจริง ๆ”
มู่ชิงหลันไม่ได้ตอบ
เพราะสิ่งที่นางสงสัยไม่ใช่เพียงอาจารย์
ต่อให้อาจารย์มีความสามารถสูง หากศิษย์ไม่มีความเข้าใจหรือร่างกายรับไม่ไหว การเพิ่มสองขั้นในคืนเดียวโดยปราณยังมั่นคงย่อมไม่ใช่เื่ง่าย
เสียงระฆังดังขึ้นจากแท่นกลางลาน
เคร้ง!
ผู้คนทั้งหมดค่อย ๆ เงียบลง
เจียงเหวินไห่ลุกขึ้นจากที่นั่ง
เขากวาดตามองรุ่นเยาว์ทั้งหมดก่อนกล่าวด้วยเสียงที่ไม่ดังมาก แต่กลับได้ยินทั่วทั้งลาน
“ปีนี้สำนักเมฆาฟ้าเพิ่มสิทธิ์รับศิษย์จากเมืองชิงหลานอีกสองคน”
ทันทีที่คำนี้ดังขึ้น รุ่นเยาว์หลายคนเริ่มมีแววตาตื่นเต้น
เดิมทีแต่ละเมืองได้รับสิทธิ์จำกัด
การเพิ่มอีกสองตำแหน่งหมายความว่าโอกาสของทุกคนเพิ่มขึ้นมาก
เจียงเหวินไห่กล่าวต่อ
“แต่สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานจะลดลง”
“ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ต่อให้เหลือที่ว่าง สำนักก็ไม่รับ”
เสียงรอบลานเงียบลงทันที
“การทดสอบวันนี้มีสามด่าน”
เขาชี้ไปยังเสาศิลาดำ
“ด่านแรก ตรวจพร์ด้านการดูดซับปราณ”
จากนั้นชี้ระฆังทองแดง
“ด่านที่สอง ตรวจพลังและความมั่นคงของรากฐาน”
ท้ายที่สุดจึงมองสนามประลอง
“ด่านที่สาม ประลองจริง”
“ผู้ผ่านสองด่านแรกทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ด่านสาม ผู้ชนะตามลำดับจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกขั้นสุดท้ายของสำนักเมฆาฟ้าที่เมืองหลวงเขตตะวันออก”
เพียงคำว่าเมืองหลวงเขตตะวันออกถูกกล่าวออกมา รุ่นเยาว์จำนวนมากก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
เมืองชิงหลานเป็เพียงเมืองหนึ่งในเขตตะวันออก
หากได้ไปประลองในเมืองหลวงเขต จะต้องเผชิญอัจฉริยะจากอีกหลายเมือง
สำหรับหลายคน นั่นเป็โอกาสเปลี่ยนชีวิต
เจียงเหวินไห่ยกมือ
“เริ่มได้”
ผู้ดูแลคนหนึ่งเดินไปยืนข้างเสาศิลาดำแล้วประกาศรายชื่อ
“ตระกูลหวัง หวังหยู!”
ชายหนุ่มชุดเขียวอายุสิบเจ็ดปีเดินขึ้นแท่น
เขาวางฝ่ามือลงบนเสาศิลา
ผู้ดูแลสั่ง
“ดูดซับพลังฟ้าดินตามวิชาของเ้า ไม่ต้องเก็บพลัง”
หวังหยูหลับตา
ไม่นาน ลายเส้นบนเสาศิลาก็เริ่มเรืองแสง
หนึ่งเส้น
สองเส้น
สามเส้น
สุดท้ายหยุดที่สี่เส้น
ผู้ดูแลประกาศ
“ความสามารถดูดซับปราณ ระดับสี่ ผ่าน”
คนตระกูลหวังถอนหายใจอย่างโล่งอก
ชื่อคนต่อไปถูกเรียกทันที
การทดสอบดำเนินต่อเนื่อง
ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่อยู่ระดับสามถึงสี่
ระดับห้าปรากฏเพียงไม่กี่คน
หากต่ำกว่าสาม ถือว่าไม่ผ่าน
ไม่นานก็ถึงตระกูลหลี่
“หลี่เทียนิ!”
เสียงฮือดังขึ้นทันที
ชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดสีดำแดงเดินขึ้นแท่น
หลี่เทียนิ อายุสิบเจ็ดปี
ขั้นรับปราณขั้นแปด
เป็หนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของเมืองชิงหลาน และเคยเอาชนะคนวัยเดียวกันจากหลายตระกูล
เขาวางมือบนเสา
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ลายเส้นก็สว่างขึ้นรวดเร็ว
หนึ่ง
สอง
สาม
ห้า
หก!
เมื่อเส้นที่หกสว่างขึ้น เสียงอุทานดังทั่วบริเวณ
ผู้ดูแลพยักหน้า
“ระดับหก ดีมาก”
หลี่เทียนิยิ้มอย่างพอใจ
ก่อนลงแท่น เขาหันไปมองฉินซวนเฮ่อโดยเจตนา
คนทั้งสองมีการแข่งขันกันมานาน
อีกไม่นานชื่อของฉินซวนเฮ่อก็ถูกเรียก
เขาเดินขึ้นไปอย่างมั่นใจ
ฝ่ามือแตะเสาศิลา
ลายเส้นเรืองแสงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หนึ่งถึงห้าแทบไม่หยุด
เส้นที่หกสว่างขึ้นช้ากว่าเล็กน้อย
แล้วหยุด
“ระดับหก”
ผู้ดูแลประกาศ
ฉินซวนเฮ่อมองหลี่เทียนิ
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ
“เสมอกัน”
“ด่านแรกเท่านั้น”
ฉินซวนเฮ่อตอบก่อนลงจากแท่น
หลังจากนั้นอีกหลายคนผ่านไป
ผู้ดูแลจึงเรียกชื่อที่ทำให้คนทั้งลานหันมองพร้อมกัน
“มู่ชิงหลัน!”
หญิงสาวก้าวออกจากกลุ่มตระกูลมู่
เมื่อฝ่ามือขาววางบนเสาศิลา เส้นแสงเริ่มปรากฏขึ้นทันที
หนึ่ง
สอง
สาม
ห้า
หก
แล้วเส้นที่เจ็ดก็ค่อย ๆ สว่างขึ้น
ทั่วลานเงียบลง
เจียงเหวินไห่บนแท่นสูงเองก็ลุกขึ้นเล็กน้อย
“ระดับเจ็ด”
ผู้ดูแลกล่าวด้วยน้ำเสียงต่างจากก่อน
“ยอดเยี่ยม”
มู่ชิงหลันถอนมือกลับ
ไม่มีท่าทีภูมิใจเกินควร
เจียงเหวินไห่มองนางแล้วถาม
“เ้าอายุเท่าใด”
“สิบหกปีเ้าค่ะ”
“ระดับพลัง?”
“เปิดชีพจรขั้นหนึ่ง”
ผู้คนจำนวนมากแม้รู้อยู่แล้วก็ยังเกิดเสียงอุทาน
เจียงเหวินไห่พยักหน้า
“ไม่เลว”
จากคำพูดเพียงสองคำ รุ่นเยาว์จำนวนมากก็เต็มไปด้วยความริษยา
ผู้าุโสำนักเมฆาฟ้ากล่าวชมโดยตรง เท่ากับมู่ชิงหลันได้รับความสนใจจากสำนักแล้วครึ่งหนึ่ง
นางกลับลงมายืนที่เดิม
ไม่นานเสียงผู้ดูแลก็ดังขึ้นอีก
“ตระกูลฉิน ฉินเหว่ย!”
ฉินเหว่ยขึ้นไปทดสอบ
ระดับสี่
ผ่านอย่างไม่มีปัญหา
หลังจากนั้นเป็ฉินหลัว ระดับห้า
ฉินจ้าว ระดับสี่
แล้วจึงถึง
“ฉินเฟิง!”
ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งลานเหมือนเงียบลงกว่าปกติ
จากนั้นเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นทันที
“เขาจะทดสอบจริง ๆ!”
“เสาศิลาวัดการดูดซับปราณ ไม่ได้วัดระดับพลัง ต่อให้เขาใช้ยาเพิ่มขั้นก็หลอกเสาไม่ได้”
“ข้าอยากรู้ว่าคนที่ฝึกไม่ได้มาสิบหกปีจะได้ระดับเท่าใด”
ฉินเหว่ยยืนอยู่ใต้แท่นพลางหัวเราะ
“บางทีเสาอาจไม่สว่างสักเส้นก็ได้”
ฉินซวนเฮ่อไม่ได้หัวเราะ
เขามองฉินเฟิงอย่างตั้งใจ
ความเปลี่ยนแปลงในสองวันที่ผ่านมาทำให้เขาไม่กล้าตัดสินอีกฝ่ายด้วยข่าวเก่า
ฉินเฟิงเดินขึ้นแท่น
ผู้ดูแลมองชื่อในรายชื่อก่อนมองเขา
“เ้าคือคนที่เคยตรวจพบว่าไม่สามารถฝึกปราณ?”
“ขอรับ”
ผู้ดูแลเลิกคิ้ว
“แต่ตอนนี้เ้าอยู่ขั้นรับปราณขั้นสาม”
“ขอรับ”
ผู้ดูแลมองเขาอีกครั้ง ก่อนชี้ไปยังเสา
“เริ่มเถิด”
ฉินเฟิงวางฝ่ามือลงบนผิวหินเย็น
ทันทีที่ัั เขาก็รับรู้หลักการของเสานี้คร่าว ๆ
ภายในมีผลึกสะสมพลังฟ้าดินหลายชั้น
เมื่อผู้ทดสอบดูดซับพลัง เสาจะตรวจความเร็วที่พลังภายนอกไหลเข้าสู่ร่าง
เป็เครื่องมือระดับต่ำมากหากเทียบกับแดนเทพ
แต่ในเมืองชิงหลานถือว่าหาได้ยาก
ฉินเฟิงเริ่มหมุนเวียนคัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด
พลังฟ้าดินรอบเสาเคลื่อนไหวทันที
เส้นแรกสว่างขึ้น
ตามด้วยเส้นสอง
สาม
สี่
เสียงหัวเราะของฉินเหว่ยหายไป
เส้นที่ห้าสว่าง
คนรอบลานเริ่มเงียบ
จากนั้นเส้นที่หกสว่างตามมา
ใบหน้าฉินซวนเฮ่อเปลี่ยนไป
“ระดับหก…”
แต่ยังไม่จบ
ลายเส้นที่เจ็ดเริ่มมีแสงปรากฏ
แรกเริ่มเป็เพียงจุดเล็ก
จากนั้นค่อย ๆ สว่างขึ้นตลอดทั้งเส้น
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
ผู้ดูแลหันมองเสาด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
ระดับเจ็ด!
เท่ากับมู่ชิงหลัน!
ทว่าก่อนเขาจะประกาศ ลายเส้น้ากลับสั่นอีกครั้ง
เส้นที่แปดมีแสงอ่อนปรากฏอยู่่หนึ่ง
แม้สุดท้ายจะไม่สว่างเต็มเส้น แต่ทุกคนบนแท่นสูงมองเห็นชัด
เจียงเหวินไห่ลุกขึ้นยืนเต็มตัว
ผู้ดูแลข้างกายเขาคนหนึ่งเอ่ย
“ระดับเจ็ดสูงสุด เกือบถึงระดับแปด!”
เจียงเหวินไห่มองฉินเฟิงอย่างจริงจัง
“ข้อมูลบอกว่าเด็กคนนี้เคยไม่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้?”
“ใช่ขอรับ เมื่อสองปีก่อนมีคนจากสำนักเคยมาตรวจรุ่นเยาว์เมืองนี้ ชื่อฉินเฟิงถูกบันทึกว่าเส้นชีพจรอุดตันหลายแห่ง ไม่สามารถรับปราณ”
“แล้วตอนนี้เหตุใดจึงเป็เช่นนี้”
ไม่มีผู้ใดตอบได้
ใต้แท่น มู่ชิงหลันมองลายเส้นที่เจ็ดบนเสาศิลา
แม้แต่นางยังไม่อาจซ่อนความประหลาดใจได้ทั้งหมด
เมื่อวานฉินเฟิงอธิบายว่าอาจารย์ลึกลับช่วยรักษาเส้นชีพจร
นางเชื่อว่าคงทำให้เขากลับมาฝึกได้
แต่ไม่เคยคิดว่าความสามารถในการดูดซับปราณหลังรักษาจะสูงถึงระดับนี้
เสี่ยวอวี่กระซิบ
“เท่ากับคุณหนูเลย…”
มู่ชิงหลันตอบเบา ๆ
“ไม่ใช่”
“เ้าคะ?”
“เส้นที่แปดของเขาตอบสนอง”
เสี่ยวอวี่อ้าปากเล็กน้อย
บนแท่น ผู้ดูแลมองฉินเฟิงแล้วประกาศเสียงดัง
“ความสามารถดูดซับปราณ ระดับเจ็ดสูงสุด ผ่าน!”
เสียงรอบลานดังขึ้นทันที
ฉินเหว่ยหน้าซีดสลับแดง
เมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วยามก่อน เขายังคิดว่าเสาจะไม่สว่างแม้แต่เส้นเดียว
ตอนนี้ฉินเฟิงกลับทำได้สูงกว่าเขาถึงสามระดับ
หลี่เทียนิเองก็หันมองด้วยความสนใจ
“ฉินเฟิงผู้นี้ไม่เหมือนข่าวลือเลย”
ชายจากตระกูลหลี่ข้างกายพยักหน้า
“หากข้อมูลเดิมจริง แสดงว่า่นี้ต้องเกิดอะไรบางอย่างกับเขา”
ฉินเฟิงลงจากแท่น
ไม่ได้มองผู้ใดเป็พิเศษ
เพียงกลับไปยืนในตำแหน่งเดิม
ฉินซวนเฮ่อเดินเข้าใกล้
“น้องสามดูเหมือนจะซ่อนความสามารถไว้มากจริง ๆ”
ฉินเฟิงมองเขา
“ข้าเพิ่งเริ่มฝึก ไม่มีสิ่งใดให้ซ่อน”
คำตอบนั้นทำให้ฉินซวนเฮ่อยิ่งไม่สบายใจ
เพิ่งเริ่มฝึกกลับได้ระดับเจ็ดสูงสุด
หากปล่อยไปอีกหนึ่งปีจะเป็เช่นไร?
แต่เขายังรักษารอยยิ้ม
“ด่านแรกวัดเพียงความเร็วดูดซับปราณ ไม่ได้หมายความว่าจะต่อสู้เก่ง”
“จริง”
ฉินเฟิงตอบ
“ดังนั้นยังมีอีกสองด่าน”
ฉินซวนเฮ่อหยุดพูด
ไม่นานด่านแรกก็จบ
มีผู้ผ่านทั้งหมดสามสิบสองคน
จากนั้นการทดสอบด่านสองเริ่มขึ้น
กฎง่ายมาก
ผู้เข้าทดสอบต้องโจมตีระฆังทองแดงหนึ่งครั้งโดยใช้พลังของตนเอง
ระฆังจะตอบสนองตามทั้งกำลังและความมั่นคงของพลัง
เสียงดังหนึ่งครั้งถือว่าผ่านขั้นต่ำ
สองครั้งถือว่าดี
สามครั้งขึ้นไปถือว่ายอดเยี่ยม
แต่สิ่งสำคัญคือผู้ทดสอบห้ามใช้ของวิเศษหรือโอสถเพิ่มพลังชั่วคราว
หวังหยูขึ้นก่อน
เขารวบรวมพลังขั้นรับปราณขั้นห้าไว้ที่ฝ่ามือแล้วซัดใส่ระฆัง
เคร้ง!
ระฆังดังหนึ่งครั้ง
ตามด้วยเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ไม่เกิดเสียงที่สอง
“หนึ่งเสียง ผ่าน”
คนต่อมาหลายคนได้หนึ่งเสียง
บางคนไม่สามารถทำให้ระฆังดังเต็มเสียงจึงถูกคัดออก
เมื่อถึงหลี่เทียนิ เขาชักกระบี่ออกจากเอว
ผู้ดูแลอนุญาตให้ใช้อาวุธประจำตัว
“กระบี่เพลิงแยกหิน!”
กระบี่ฟันลงบนระฆัง
เคร้ง!
เคร้ง!
เสียงที่สองตามมาติด ๆ
หลังจากนั้นระฆังสั่นแรงและเกิดเสียงที่สามเบากว่าเดิม
เคร้ง!
“สามเสียง!”
เสียงชื่นชมดังขึ้น
เจียงเหวินไห่พยักหน้า
“พลังโจมตีดี”
หลี่เทียนิลงแท่นด้วยรอยยิ้ม
ฉินซวนเฮ่อขึ้นเป็คนต่อมาไม่นาน
เขาใช้ฝ่ามือแทนกระบี่
“ฝ่ามือเมฆาทลาย!”
ฝ่ามือกระแทกลงบนระฆัง
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
สามเสียงเช่นกัน
เสียงที่สามชัดกว่าของหลี่เทียนิเล็กน้อย
หลี่เทียนิหุบยิ้ม
ฉินซวนเฮ่อกลับมองเขาอย่างพอใจ
“ข้าบอกแล้วว่าด่านแรกเท่านั้น”
มู่ชิงหลันถูกเรียกหลังจากนั้น
นางไม่ใช้อาวุธ
เพียงยกฝ่ามือขวาขึ้น
พลังเย็นสีฟ้าอ่อนรวมตัวรอบฝ่ามือ
อากาศโดยรอบเย็นลงทันที
เจียงเหวินไห่มีแววตาสนใจ
“พลังเหมันต์บริสุทธิ์”
มู่ชิงหลันซัดฝ่ามือ
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
สามเสียงดังต่อเนื่อง
ระฆังยังสั่นไม่หยุด
หลังจากผ่านไปสองลมหายใจ
เคร้ง!
เสียงที่สี่ดังขึ้น
ทั่วลานเกิดเสียงฮือ
“สี่เสียง!”
“สมกับเป็อันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ของเมือง!”
“นางยังอายุเพียงสิบหก!”
มู่ชิงหลันถอนมือ
ตอนพลังเย็นไหลผ่านแขนขวา นางััได้ชัดว่าอาการติดขัดที่เคยมีหายไปมากแล้ว
หากเป็เมื่อก่อน การโจมตีเต็มกำลังเช่นนี้จะทำให้แขนเ็าหลังจากนั้น
ตอนนี้กลับแทบไม่มีอาการ
นางลงจากแท่น แล้วเหลือบมองฉินเฟิงโดยไม่รู้ตัว
เ้าตัวกำลังพิจารณาระฆังทองแดง
เหมือนไม่ได้สนใจว่าคนอื่นกำลังมองตนอยู่
ไม่นานชื่อของเขาก็ดังขึ้น
“ฉินเฟิง!”
ความสนใจทั้งหมดกลับมาอีกครั้ง
ฉินเฟิงขึ้นแท่น
ผู้ดูแลกล่าว
“เ้าสามารถเลือกใช้อาวุธได้”
“ไม่จำเป็ขอรับ”
“เช่นนั้นเริ่มได้”
ฉินเฟิงไม่ได้โจมตีทันที
เขามองระฆังทองแดงอยู่ครู่หนึ่ง
สิ่งของนี้ไม่ได้วัดพลังด้วยความดังเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างด้านในมีชั้นโลหะสามวง ถ้าพลังที่โจมตีเข้าไปกระจัดกระจาย เสียงจะดังครั้งแรกมากแต่ยากเกิดเสียงต่อ
หากพลังรวมอยู่ในตำแหน่งเดียวและเคลื่อนผ่านชั้นโลหะตามจังหวะ เสียงสะท้อนจะเกิดหลายครั้ง
นี่เป็การทดสอบการควบคุมพลังมากกว่ากำลังดิบ
ฉินเฟิงยกมือขวาขึ้น
พลังปราณขั้นรับปราณขั้นสามไหลเข้าสู่แขน
คนด้านล่างบางส่วนเริ่มหัวเราะเบา ๆ
“ขั้นสามจะทำได้กี่เสียง”
“อย่างมากหนึ่งเสียง”
“ถ้าผ่านก็นับว่าดีแล้ว”
ฉินเหว่ยเองก็รอดูด้วยสีหน้าเ็า
เขายังไม่เชื่อว่าฉินเฟิงจะสร้างเื่เหนือคาดได้ทุกครั้ง
ฉินเฟิงขยับเท้าหนึ่งก้าว
จากนั้นฝ่ามือก็แตะลงบนผิวระฆัง
ไม่ได้มีเสียงะเิ
ไม่ได้มีท่าทางรุนแรง
เพียงฝ่ามือธรรมดา
ปึก!
หลายคนถึงกับหัวเราะทันที
เพราะเสียงแรกเบากว่าของผู้เข้าสอบก่อนหน้าอย่างมาก
แต่รอยยิ้มยังไม่ทันหาย
เคร้ง!