ตอนที่ 147
ชิงเทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอาวุธประจำตัวหานอวิ๋นซีคือทวนสีเงิน เคล็ดวิชาทวน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บ่มเพาะทั่วไปนิยมใชั เพราะการทำลายล้างที่รวดเร็วเช่นนีั เหมาะสำหรับใช้สงครามระหว่างทวีป ซึ่งชิงเทียนที่เคยผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน แทบจะเคยประมือกับอาวุธมาแล้วทุกรูปแบบ จึงรู้จุดอ่อนของอาวุธชนิดนี้เป็นออย่างดี
ดาบชิงหลง สร้างกำแพงลมขึ้นมาเพื่อปัดป้องการโจมตี ก่อนที่ชิงเทียนจะเคลื่อนตัวประชิดวงใน ดาบที่ห่อหุ้มไปด้วยประกายอัสนี ทะลวงแนวป้องกันเข้าไปได้ แต่ความเร็วของเขายังน้อยกว่าหานอวิ๋นซีอยู่ดี
“ดูเหมือนว่าข่าวลือของเจ้า จะเป็นเรื่องจริงสินะ"
“ถ้าเช่นนั้น...หากข้าบอกว่าเจ้าจะแพ้ภายในสามกระบวนท่า เจ้าจะเชื่อข้าไหม"
สีหน้าของหานอวิ๋นซีทะมึนขึ้น คนที่ได้คำสรรเสริญมาโดยตลอดอย่างเขา กลับต้องมาถูกเซียนขั้นต้นดูถูกถึงขนาดนี้ จากเดิมทีที่คิดว่าจะทำให้ชิงเทียนเจ็บหนักไปหลายเดือน คงต้องเปลี่ยนแผนเป็นทำให้พิการแทน
หานอวิ๋นซีมีความเร็วระดับแนวหน้าของเหล่าหัวกะทิ ต้องไม่ลืมว่าตอนที่ชิงเทียนผ่านการทดสอบ หลี่จูเหวินลดระดับพลังเหลือเพียงแค่หนึ่งส่วน ทว่า หานอวิ๋นซีในตอนนี้ คงสามารถตามความเร็ว ศาสตราเทพฝ่าเวหาได้อย่างสบายๆ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ชิงเทียนคงต้องเผยไพ่ในมือออกมา อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยใช้กระบวนท่านี้มาก่อน จึงอาจจะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ
หานอวิ๋นซีพุ่งเข้ามาอีกครัั้ง คราวนีัทวนที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง ถูกกวัดแกว่งราวกับกำลังเริงระบำ ในขณะที่สายลมโดยรอบถูกฉีกกระชาก
‘ระบำทวนกระแส'
แววตาของชิงเทียนเฉียบคมดุจกระบี่ ดาบสีฟ้าครามตวัดอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา ก่อนที่ปราณดาบนับพันสายจะก่อตัวขึ้น ประหนึ่งพายุที่พร้อมบดทำลายทุกสรรพสิ่ง
‘เคล็ดวิชาดาบสังหารเทพ กระบวนท่าที่สาม บุบผาวิบัติ'
ปราณดาบแต่ละสายดูราวกับกลีบดอกไม้ ที่ถูกกระแสลมอันบ้าคลั่งโอบอุ้ม ผู้ชมลอบลานประลองล้วนหลงไหลในความสวยงาม โดยที่ไม่รู้ว่ากลีบดอกไม้เหล่านี้ สามารถทำให้พวกเขาเป็นเศษเนื้อได้ภายในพริบตา
ใบหน้าของหานอวิ๋นซีเริ่มซีดเผือด ต่อให้เขาเร็วมากขนาดไหน ก็มิอาจรับการโจมตีจากทุกทิศทางได้อย่างแน่นอน
หานอวิ๋นซีถูกปราณดาบกลืนกินจนไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด ขอบเขตการโจมตีของกระบวนท่าของชิงเทียน ทำให้ทั้งลานประลองไม่ต่างจากทุ่งดอกไม้ หากไม่มีรูปแบบขวางกั้น ป่านนี้ผู้ชมคงถูกลูกหลงไปนานแล้ว
“เป็นการโจมตีที่ทรงพลังอะไรเช่นนี้" กู่ไท่หยางกล่าวด้วยความตื่นเต้น หากเทียบกันแล้วเคล็ดวิชาชิงเทียน ทำให้เขาเปิดหูเปิดตายิ่งกว่าหลี่จูเหลินเสียอีก
หลังจากที่ปราณดาบเริ่มจางหายไป แม้หานอวิ๋นซีอยู่ในสภาพโชคเลือด แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่บนลานประลอง พร้อมกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวถึงขีดสุด เนื่องจากใบหน้าที่หวงแหนยิ่งกว่าชีวิต บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลหลายสิบแห่ง
“ชักไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าเจ้าจะทนได้ถึงสามกระบวนท่ารึเปล่า"
หานอวิ๋นซี ไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นได้อีกต่อไป ก่อนจะดีดตัวไปด้านหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว ทวนที่กระหน่ำแทงเข้ามารวดเร็วจนเกิดเป็นภาพติดตา
“ข้าจะตัดลิ้นเน่าๆของเจ้าซะ!!"
ชิงเทียนรับมือการโจมตีอย่างยากลำบาก แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะมีบาดแผลเต็มตัว ทว่า ความเร็วกลับไม่ลดลงไม่แน่น้อย อีกทั้งยังดูเฉียบคมกว่าแต่ก่อน
‘เฉือนจันทร์ ดับดารา' เพลิงอัสนีมีพลังทำลายมากกว่าเพลิงอมตะ แต่เพื่อความปลอดภัย ชิงเทียนคิดว่าควรเก็บเพลิงอัสนีฟ้าเป็นไม้ตายก้นหีบน่าจะดีกว่า
หานอวิ๋นซี พึ่งเคยเจอกับเปลวเพลิงที่ร้อนแรงขนาดนี้เป็นครั้งแรก เขาพยามเบี่ยงหลบแต่ก็ถูกไอร้อนเผาไหม้จนต้องถอยร่นออกมา
‘มันเป็นเซียนขั้นต้นแน่เหรอ' หานอวิ๋นซีเริ่มเกิดความสับสน หากเทียบกันแล้ว ชิงเทียนแข็งแกร่งกว่าศิษย์ฝ่ายในบางคนซะอีก พรสวรรค์ระดับนี้จะบอกว่าเป็นสัตว์ประหลาด ก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนัก
“ไม่บุกเข้ามาแล้วรึไง" ชิงเทียนถือดาบที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง หากเป็นไปได้เขาไม่อยากเปิดแสดงฝีมือเกินความจำเป็น เนื่องจากหนทางเบื้องหน้า เขาอาจต้องสู้กับคนที่มีระดับสูงมากกว่านี้
หานอวิ๋นซีไม่สนใจคำยั่วยุของชายหนุ่ม หลังจากที่ประมือกันแค่สองกระบวนท่า เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ชิงเทียนพูดมาก่อนหน้านี้ มิใช่ถ้อยคำดูถูกแต่อย่างใด ‘อย่าบอกนะว่ามันจะทุ่มพลังไปที่การโจมตีครั้งต่อไป'
ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าหัวกระทิลำดับห้าอย่างหานอวิ๋นซี จะต้องมาหวาดกลัวศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้าสำนักมาได้แค่วันเดียว หากเรื่องนี้รับรู้ไปถึงหูคนภายนอก เขาคงถูกหัวเราะเยาะไม่ต่างจากตัวตลก
ชิงเทียนเป็นฝ่ายที่ชิงลงมือก่อน ในขณะที่ผู้ชมต่างให้ความสนใจกับกระบวนท่าที่สามของชายหนุ่ม ทว่า ชิงเทียนกลับพุ่งเข้าปะทะอย่างซึ่งๆหน้า
“นั่นเขาคิดจะสู้กับหานอวิ๋นซีระยะประชิดรึไง"
“ฆ่าตัวตายชัดๆ"
ชิงเทียนวิ่งเข้าหาหานอวิ๋นซีที่กวัดแกว่งทวนราวกับพายุ แม้จะรู้ว่าจุดอ่อนของทวนคือการประชิดวงใน ก็ใช่ว่าจะผ่านขอบเขตการโจมตีเข้าไปได้โดยง่าย
ปีกสีทองที่ปรากฏบนแผ่นหลัง ทำให้ความเร็วของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นหลายเท่า ก่อนจะใช้ดาบฟันราวสายฟ้าแลบ
“อ่อนหัด!!"
หานอวิ๋นซีสามารถมองการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะตวัดทวนตัดผ่านลำตัวของชิงเทียน จนแม้แต่ผู้ชมยังตกตะลึง เพราะตามกฏระบุไว้ว่าห้ามสังหารอีกฝ่ายเด็ดขาด ทว่าในขณะเดียวกัน สิ่งทึ่หานอวิ๋นซีสัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า พร้อมกับร่างของชิงเทียนที่สลายหายไป
‘ดาบโลกาวินาศ'
ชิงเทียนทิ้งตัวลงมาจากบนอาอาศ ก่อนจะใช้สันดาบฟันลงบนกลางศรีษะหานอวิ๋นซี แม้จะลดพลังลงเหลือเพียงไม่กี่ส่วน แต่ความแรงระดับนั้น อาจทำให้กระโหลกร้าวเลยทีเดียว
หากไม่ใช้รูปแบบสร้างภาพลวงตาขึ้นมา แล้วอาศัยจังหวะตอนสยายปีกเพื่อพุ่งขึ้นไปบนอากาศ เขาคงไม่สามารถเข้าถึงตัวหานอวิ๋นซีได้ง่ายขนาดนี้
เสียงของผู้ชมโดยรอบต่างเงียบสงัด ราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าจะเป็นความจริง ศิษย์หัวกระทิลำดับห้าที่ทุกคนคิดว่าจะชนะ บัดนี้กลับนอนหมดสติอยู่กับพื้น อีกทั้งยังพ่ายแพ้เพียงสามกระบวนท่าเท่านั้น
“ผู้อาวุโส ตำแหน่งหัวกระทิเป็นของข้าแล้วใช่ไหม"
ผู้อาวุโสที่ดูแลการแข่งขัน ราวกับพึ่งหลุดจากภวังค์ แม้จะเคยตัดสินการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่เคยเห็นเซียนขั้นต้นระดับห้า จัดการหัวกระทิหลักเดี่ยวจนหมดสภาพ
“นับแต่นี้เป็นต้นไป ฉู่ชิงเทียนคือหัวกะทิลำดับที่ห้า!!" เสียงประกาศดังก้องไปทั่วลานประลอง เพียงเท่านี้ชิงเทียนก็ถูกแต่งตั้งเป็นหัวกะทิอย่างเป็นทางการ
หลายวันผ่านไป ชื่อเสียงของชิงเทียนเลื่องลือยิ่งกว่าเดิม จากการที่ศิษย์ฝ่ายนอกนำเรื่องของชายหนุ่มไปพูดกันปากต่อปาก จนหัวกะทิทุกคนเริ่มให้ความสนใจ
ขณะเดียวกัน กูไท่หยางก็ได้ตำแหน่งหัวกะทิอันดับเจ็ดมาครอง หลังจากที่เห็นการประลองของชืงเทียน เขาก็รู้ขีดจำกัดของตนเอง จึงไม่ได้รีบร้อนประลองกับสามอันดับแรก
“เจ้าเลือกภารกิจได้รึยัง"
ชิงเทียนที่ได้ยินคำถามถึงกับขมวดคิ้ว แม้จะเคยได้ยินมาว่าศิษย์ทุกคนต้องทำภารกิจปีละครั้ง แต่ก็ไม่คิดว่ากู่ไท่หยางจะรีบร้อนขนาดนีั
“ไม่เร็วไปหน่อยรึไง"
“แต่ข้าได้ยินมาว่าภารกิจระดับสูง มีรางวัลมากกว่าทรัพยากรที่หัวกะทิได้รับถึงสิบเท่าเลยนะ"
ชิงเทียนหูผึ่งทันที หากเขาได้ทรัพยากรมากขนาดนั้น คงทำให้การบ่มเพาะของเขาพุ่งทะยานราวกับติดปีก
*********************
เยี่ยกวานจง ผ่านด่านทดสอบมาได้อย่างฉิวเฉียด การต่อสู้กับอสูรเซียนที่มีระดับพลังเหนือตนเอง เป็นสิ่งที่คนทั่วไปล้วนหวาดกลัว ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ผ่านพ้นมันมาได้
ทว่า หลังจากที่เขาที่พึ่งเป็นศิษย์ฝ่ายนอกได้ไม่นาน เยี่ยกวานจงก็ได้ยินข่าวลือหนาหูมาว่า ฉู่ชิงเทียนที่ผ่านการทดสอบจากผู้อาวุโส ท้าประลองกับหัวกะทิลำดับห้าจนได้รับชัยชนะ
“ฉู่ชิงเทียน… ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นชื่อนี้นัก" ทันใดนั้น ภาพของชายหนุ่มที่บิดาเขานับเป็นสหาย ปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนลาง คนที่มีพรสวรรค์ระดับนั้นคงมีเพียงไม่กี่คน แต่หน้าตารวมถึงพลังบ่มเพาะที่ต่างกันเกินไป ทำให้เยี่ยกวางจงสลัดความคิดนี้ทิ้งทันที
“ไม่สิ...ต่อให้เป็นชายคนนั้น ก็คงไม่สามารถตัดผ่านได้รวดเช่นนี้แน่"
-------------------------------