“ตรงนี้เหรอ”
ใบหน้าและทิศทางของรูปปั้นที่อยู่ทั่วห้องหันมองมายังตำแหน่งที่แอนเดอร์สันยืน เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังถูกรูปปั้นมากมายภายในห้องพุ่งเข้ามาโจมตี หลังจากรู้ว่าจุดๆนี้คือตำแหน่งเป้าหมายของรูปปั้นเหล่านี้แอนเดอร์สันจึงหันมองดูสิ่งอยู่ด้านหลังเขา
“นี่มันอะไรกัน”
เศษกระดูกที่กลายเป็นเถ้าถ่านถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีดำขาดวิ่นผืนหนึ่ง แอนเดอร์สันคิดว่าตำแหน่งนี้จะต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่เคยแข็งแกร่งมากๆอย่างแน่นอน แต่เพราะบางอย่างเขากลับต้องตาย แอนเดอร์สันจึงมองไปยังใกล้ๆผ้าคลุมที่มีโซ่สีดำเส้นใหญ่หลายร้อยเส้นหล่นอยู่ ทำให้เขารู้ว่าเจ้าของผ้าสีดำขาดวิ่นตัวนี้จะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน เนื่องจากเขาทำให้ผู้ที่คิดจะฆ่ากลายเป็นหินทั้งๆที่เขาถูกจับกุมเอาไว้ด้วยโซ่ จากเดิมแอนเดอร์สันคิดว่ารูปปั้นเป็นสิ่งที่ปั้นขึ้นมาจากช่างฝีมือ ตอนนี้เขาเปลี่ยนความคิดไปในทันที รูปปั้นมากมายเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกทำให้กลายเป็นหิน
“หนังสือและลูกแก้วเหรอ อย่าบอกนะว่าพี่ 4 ต้องการของทั้งสองสิ่งนี้”
ภายในห้องลับที่แอนเดอร์สันเข้ามาทุกอย่างล้วนกลายเป็นหิน โซ่สีดำตกอยู่ในสภาพกลายเป็นหินเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าลูกแก้วสีดำที่กำลังปลดปล่อยมานามหาศาลออกมาจากตัวของมันกลับเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยังคงไม่ได้กลายเป็นหิน แล้วยังมีหนังสืออีกเล่มที่หล่นอยู่ข้างๆแอนเดอร์สันจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่โครงกระดูกนี้ต้องการทิ้งเอาไว้ จึงหยิบขึ้นมาดู แต่แล้วประตูห้องที่เขาปิดเอาไว้กลับเปิดอ้าออกเผยให้เห็นพี่ชายที่มาในสภาพบาดเจ็บ
“แอนเดอร์สัน!”
เสียงเรียกที่เหมือนจะเต็มไปด้วยความตกใจส่งออกมาจากพี่ชาย แอนเดอร์สันที่สังเกตได้ว่าดวงตาของพี่ชายมองไปยังหนังสือในมือของเขาและลูกแก้วสีดำบนพื้น เขาจึงถือหนังสือเอาไว้ให้แน่นเพราะพี่ของเขาพุ่งเข้ามาด้วยเวทย์บางอย่างที่รวดเร็วแม้แต่เขาก็ยากจะหลบพ้น
ตู้ม!
ความเจ็บปวดมหาศาลพุ่งไปทั่วศรีษะของแอนเดอร์สัน เขารับรู้ได้ว่าหมัดเมื่อครู่นั้นทำให้กระโหลกของเขาแตกละเอียดด้วยพลังที่มากกว่า ยังดีที่เขาร่ายเวทย์คำสาปจำแลงศพทำให้เขาไม่สามารถตายได้หากร่างกายไม่สลายกลายเป็นฝุ่นผงพร้อมๆกันทุกส่วน
หลังจากที่สายลมพยายามรักษาร่างพร้อมกับเวทย์คำสาปจำแลงศพพยายามฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แอนเดอร์สันที่สามารถเรียกสติตัวเองได้อีกครั้งจึงใช้เวทย์รักษาตัวจนกลับมาเป็นปกติในพริบตา
“พี่ชาย เล่นแรงไปหน่อยไหม”
แอนเดอร์สันยังคงถือหนังสือเล่มสีดำเอาไว้ในมือ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันเป็นหนังสืออะไร รู้เพียงแค่ว่ามันหล่นอยู่คู่กับลูกแก้วสีดำที่กำลังปลดปล่อยมานาธาตุความมืดออกมามหาศาล อย่างไรก็ตามพี่ของเขากลับเป็นฝ่ายถามแอนเดอร์สันแทน
“แอนเดอร์สัน แกมาที่นี่ได้ยังไงกัน”
“มันมีอะไรที่ตระกูลสกอร์เปี้ยนส์จะปล่อยไปง่ายๆอยู่เหรอพี่ เอาล่ะพี่พอจะบอกได้ไหมว่าที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นแล้วลูกแก้วกับหนังสือนี่มันคืออะไรกัน”
นายน้อย 4 มองไปยังแอนเดอร์สันที่มีเลือดไหลบนใบหน้า เขาเชื่อว่าหมัดเมื่อครู่สามารถฆ่าน้องชายให้ตายได้ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดกลับผิดคาดไป นอกจากน้องจะกลับมาเป็นปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว บนใบหน้าของแอนเดอร์สันกลับไม่ปรากฎบาดแผลทิ้งเอาไว้เลยสักนิด ต่อให้จะเป็นพลังเวทย์ของมันที่ส่งไปพร้อมกับกำปั้นก็จางหายไปเช่นเดียวกัน
แอนเดอร์สันที่มองสำรวจร่างกายพี่ชายเขาก็เชื่อว่าโชคของพี่คงจะไม่ดีเหมือนเขาเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าระหว่างทางที่เดินมายังห้องแห่งนี้จะพบกับดักมากมายคอยเล่นงานพี่ของเขาจนมีสภาพบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามเขาให้ความสนใจลูกแก้วสีดำในมือของพี่ชายมากกว่าเพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไรถึงได้ดูมีค่ามากมายขนาดนั้น
“แอนเดอร์สัน ฉันจะให้ทางเลือกสำหรับแก อีกไม่นานปราสาทแห่งนี้จะหายไป หากแกไม่สามารถออกไปได้แกจะติดอยู่ที่นี่ไปตลอด”
“ตอบคำถามผมมาเถอะก่อนที่ผมจะทำอะไรกับมัน”
แอนเดอร์สันร่ายเวทย์จนมือซ้ายมีไฟลุกไหม้ เขาคาดการณ์ได้ว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือเวทย์ของเจ้าของผ้าคลุมสีดำขาดวิ่น ดังนั้นมันจะต้องสำคัญต่อพี่ชายของเขาเช่นเดียวกัน
“ฮ่าๆ แกทำลายมันไม่ได้หรอกแอนเดอร์สัน”
“ทำไมผมจะไม่กล้าทำลายล่ะ”
“ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนตัวแกเองก็ไม่กล้าที่จะปล่อยให้มันหลุดมือไป ภายในหนังสือที่อยู่ในมือของแกมีเวทย์ที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัว”
แอนเดอร์สันกลืนน้ำลาย หลังจากได้รับการยืนยันจากพี่ชายเกี่ยวกับหนังสือในมือ
“สถานที่แห่งนี้ เคยถูกพวกเราค้นพบ เราจึงพยายามตามสืบเรื่องราวของมันมาตลอดและพยายามตามหาอุปกรณ์ที่ใช้กับปราสาทแห่งนี้ โชคไม่ดีเมื่อ 10 ปีก่อนที่เรามาถึงห้องแห่งนี้ พ่อของฉันเล่าว่าพวกเขาต้องกลับออกไปโดยไม่สามารถนำสิ่งใดติดมือกลับออกไปได้”
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น” แอนเดอร์สันเกิดความสงสัย เป็นเรื่องยากที่ตระกูลหลักจะปล่อยสิ่งล้ำค่าหลุดมือไป
“พวกเรากลับออกไปก็เพราะว่าโครงกระดูกเจ้าของหนังสือและลูกปัดคริสตัลธาตุมืดนี้ยังคงอยู่ มันไม่ได้กลายเป็นเถ้าถ่านเหมือนตอนนี้ไง เราจึงต้องปล่อยมันไปเพื่อเข้ามาเก็บเกี่ยวในภายหลัง” แอนเดอร์สันพอจะเข้าใจได้ว่า โครงกระดูกที่กลายเป็นเถ้าถ่านในตอนนี้ น่าจะมีพลังตอนที่มันยังเป็นโครงกระดูกและพลังของมันจะต้องน่ากลัวเป็นอย่างมากจนตระกูลเสาหลักยอมถอยกลับออกไป
“แล้วโครงกระดูกนี้เป็นใคร” นายน้อย 4 มองไปยังนาฬิกาก่อนจะพบว่ามันมีเวลาออกไปจากปราสาทแห่งนี้
“ตอนนี้ยังคงพอมีเวลาอยู่ ฉันจะเล่าบางอย่างให้นายฟังก็ได้แอนเดอร์สันที่แห่งนี้น่ะ มันเป็นสถานที่ที่เหล่าสิ่งมีชีวิตระดับสูงของมิสเทอรี่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามา ชื่อของมันก็คือ คุกสันผู้ท้าทายฟาร์เซล”
แอนเดอร์สันกลืนน้ำลายเล็กน้อย พยายามใช้ลมสำรวจหาทางออก เขาเชื่อว่าจะต้องมีทางออกที่นำเขาออกจากห้องลับแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
“พี่ชายแล้วคุกสันโดษของฟาร์เซล มันขังอะไรเอาไว้”
“ขังฟาร์เซล นักเวทย์ธาตุมืดที่ใครต่างก็เกรงกลัว เขาเป็นผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของนักเวทย์ธาตุมืด”
“ถ้าบอกว่าเขาแข็งแกร่งที่สุด ทำไมเขาถึงถูกขังได้ล่ะ”
“ตอนแรกฉันก็คิดเหมือนนาย หากบอกว่าเขาแข็งแกร่งทำไมถึงถูกขังได้ แต่เมื่อตระกูลของฉันได้นำภาพวาดภายในห้องแห่งนี้กลับออกไปตีความจนเข้าใจ ฟาร์เซลไม่ได้ถูกขัง เขาต่างหากเป็นคนขังตัวเอง ด้วยการที่เขาเป็นนักเวทย์ธาตุมืดที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ทว่าหลายคนกลับไม่ได้คิดเหมือนกับเขา ทุกคนล้วนบอกว่าฟาร์เซลพูดเกินจริงและพูดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป การที่ทุกคนพูดแบบนี้รู้ไหมเพราะอะไร”
“ไม่รู้”
“เพราะว่านักเวทย์ผู้แข็งแกร่งที่ฟาร์เซลฆ่าตาย ไม่ได้รอดชีวิตมาเล่าเรื่องทุกคนจึงคิดว่าฟาร์เซลเป็นจอมหลอกลวง นำชื่อของคนที่ตายในการล่าของพวกเขามาแอบอ้าง ฟาร์เซลจึงคิดว่าต่อให้ตัวเองจะฆ่าคนไปมากมายแค่ไหนเพื่อแสดงพลังคงไม่มีใครเชื่อเขาเช่นเดิม ดังนั้นเขาจึงสร้างคุกขังตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็มัดตัวเองเอาไว้เพื่อท้าทายทุกๆคนที่เข้ามาที่นี่ นายเห็นรูปปั้นเหล่านี้ไหม”
“เห็นสิ”
“พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เข้ามาต่อสู้กับฟาร์เซลหลังจากถูกยั่วยุด้วยการบอกว่าทุกคนไม่มีค่าพอจะวิจารณ์เขา ด้วยการที่ฟาร์เซลดูถูกทุกคนและบอกทุกคนว่าเขาจะมัดร่างตัวเองเอาไว้กับโซ่ทำให้หลายคนไม่พอใจที่ฟาร์เซลดูถูก แต่คนที่เข้ามาก็อย่างที่เห็น หลายหมื่นคนในนี้ล้วนแล้วเป็นนักเวทย์ที่ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีไปทั้งหมดแต่พวกเขาก็ตายกลายเป็นหินภายในห้องที่ฟาร์เซลขังตัวเองเอาไว้”
“สรุปแล้วฟาร์เซลเพียงแค่ต้องการประกาศความแข็งแกร่งของตนเอง”
“ใช่ นายคิดว่ามันบ้าไหมล่ะ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันจะยึดครองทุกๆอย่างมาเป็นของตนเอง ด้วยพลังมากขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องไปโอ้อวดใครเลยด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่า ความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน”
แอนเดอร์สันเช็ดเลือดบนใบหน้าจากนั้นเขาก็ลองเปิดหนังสือเวทย์ภายในมือ ทันใดนั้นระบบก็ได้แจ้งเตือนให้เขารู้ถึงสิ่งที่ระบบสามารถทำได้
[ท่านต้องการเรียนรู้เวทย์ของฟาร์เซลหรือไม่]
“ใช้ตั๋วเท่าไหร่”
[ ใช้ตั๋ว 1,000 ใบในการตีความเวทย์ของฟาร์เซลและใช้ตั๋ว 800 ใบเพื่อบันทึกเวทย์ฟาร์เซลเข้าสู่ระบบ ]
“เรียนรู้”
แอนเดอร์สันสั่งให้ระบบเรียนรู้เวทย์ของฟาร์เซลในทันทีก่อนที่เขาจะพบว่าเวทย์ของฟาร์เซลเป็นเวทย์ที่มีเพียง 1 บทเท่านั้น มันเป็นเวทย์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากประสบการณ์และการวิจัยจนเกิดเป็นเวทย์บทนี้ขึ้นมา ด้วยความรู้ของระบบที่ถ่ายทอดให้เขาทราบเกี่ยวกับเวทย์ฟาร์เซล ทำให้แอนเดอร์สันรู้ว่า มันเป็นเวทย์ธาตุมืดที่ใช้สำหรับกลืนกินเวทย์ต่างๆ การโจมตี การป้องกัน หากทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมานาเปิดใช้งานต่อหน้าของเขา สามารถใช้เวทย์ฟาร์เซลกลืนกินจนทำให้มันไร้ผลได้
“พี่ชาย ถ้าหนังสือในมือของผมเป็นเวทย์ของฟาร์เซลแล้วสิ่งที่อยู่ในมือพี่มันคืออะไรกัน”
“ลูกปัดคริสตัลธาตุมืด อุปกรณ์เวทย์ที่ประเมินระดับไม่ได้ มันใช้สำหรับเพิ่มพลังให้กับเวทย์ธาตุมืดได้ เมื่อใช้ร่วมกันกับเวทย์ของฟาร์เซลมันจะรุนแรงขึ้นไปอีก”
“อ๋อ สรุปแล้วมันเป็นอุปกรณ์เวทย์ธาตุมืด ว่าแต่เราจะออกไปจากที่นี่ยังไง”
“ลองทายดูสิแอนเดอร์สัน ไม่ใช่ว่าแกใช้ลมตรวจสอบรอบๆแล้วอย่างนั้นเหรอ”
แอนเดอร์สันส่งยิ้มไปให้พี่ชายเล็กน้อย เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเขาแอบทำอะไรลับๆภายในห้องแห่งนี้
“รู้ด้วยสินะ สงสัยผมคงต้องหาเวลาก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีแล้ว ถ้ามันจะทำให้มีประสาทสัมผัสต่อเวทย์ที่ดีขนาดนี้”
“ฮ่าๆ เอาล่ะแอนเดอร์สัน ส่งหนังสือเวทย์ฟาร์เซลมาให้ฉันสิ ฉันจะให้โอกาสแกได้ใช้เส้นทางออกหากมันเปิดขึ้นมา”
“พี่ 4 รู้ไหมตลอดเวลาที่ผมรู้จักพวกพี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ละคนล้วนแล้วพูดข้อเสนอต่างๆ แต่ก็หาทางเล่นลิ้นเช่นเดิม ถ้าให้ผมเดานะ พี่ให้โอกาสผมได้ใช้เส้นทาง สุดท้ายก็ฆ่าผมอยู่ดีเพราะไม่ได้บอกว่าจะให้ผมออกไปจากเส้นทางที่ให้ใช้ หรือไม่พี่ก็อาจจะเล่นลิ้นด้วยการพูดหลังจากที่ผมเข้าไป ว่าให้ผมใช้เส้นทางแค่ 1 นาที หรือไม่ก็ 1 วินาทีแล้วก็จะฆ่าผมอยู่ดี เอาตรงๆเลยแล้วกันนะพี่..”
แอนเดอร์สันพูดความจริง ตลอดที่เขาทำสัญญากับพี่ชายทั้งคนที่อยู่และคนที่ตาย ส่วนมากมีการเล่นลิ้นพลิกแพลงตลอดเวลา จนเขาไม่สามารถหาความจริงจังกับพี่ชายของเขาได้ และตอนนี้เป็นโอกาสดีเช่นกัน เขาจึงไม่คิดจะยื่นข้อเสนอใดๆ ถ้าเขาไม่ตายในวันนี้มันจะต้องเป็นพี่ชาย
“พี่ไม่ต้องพูดมากแล้ว ถ้าเก่งแต่ยื่นข้อเสนอก็วางสิ่งที่อยู่ในมือลง ผมขี้เกียจคุย”