หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

เล่มที่ 6 บทที่ 152 เลื่อนระดับเจตจำนงกระบี่

        บทที่ 152 เลื่อนระดับเจตจำนงกระบี่

        ตามหลักทั่วไป เมื่อไม่มีกลุ่มอิทธิพลระดับสุดยอดคอยให้ความคุ้มครอง กลุ่มอิทธิพลที่อยู่ในเขตแดนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงแต่เดิมย่อมเทียบพลังความสามารถกับเขตแดนอื่นไม่ได้แน่ แต่เผ่าสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อื่นกลับไม่ได้เคลื่อนไหว ดังนั้นสภาพการณ์นี้จึงถือว่าสงบและมั่นคง

        เกวียนสัตว์อสูรของฉินชูยังคงมุ่งหน้าไป เขารู้ว่าไม่มีสมาชิกเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเฝ้ารักษาที่ตั้งของเผ่า เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ถึงที่นั่นจะเป็นสถานที่สำคัญ แต่ในตอนที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายล้อมโจมตีเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง แล้วบุกจนต้องถอยร่น ยังไงเสียพวกมันต้องจัดการเก็บกวาดสถานที่ตั้งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเป็นแน่ หากมีสมาชิกเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงปรากฏตัว อาจถูกรุมสังหารในทันที ในสายตาพวกเขา สมาชิกเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงก็คือเศษเดน

        แต่มีอันตรายแล้วอย่างไร?

         ฉินชูยังคงคิดจะลองไปดู นั่นเป็นสถานที่ที่บิดามารดาของตนเคยใช้ชีวิต ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ตนถือกำเนิดด้วย

        เมื่อเกวียนสัตว์อสูรเคลื่อนตัวต่อไป ฉินชูจึงเข้าใกล้สถานที่ตั้งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงมากขึ้นเรื่อยๆ

        สถานที่ตั้งของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ถูกขนานนามว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ มันอยู่ในอาณาบริเวณที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงครอบครอง

        ในตอนที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงยังคงอยู่ อาณาเขตแห่งนี้มีแต่ข้อพิพาทภายในเท่านั้น หากมีกองกำลังภายนอกเข้ามาจะถูกโจมตีจนถอยออกไป ทำให้เผ่ามีบารมีสูงส่งในอาณาบริเวณแห่งนี้ ฉินชูคิดว่า นี่เป็นเพราะเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงกลับมา อาจยังจะได้รับความสนับสนุนจากผู้ฝึกตนในอาณาเขตนี้เหมือนเช่นเคย

        หลังจากเข้าสู่เมืองใหญ่เมืองหนึ่ง ฉินชูเข้าพักโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เมื่อฉินชูอาบน้ำล้างตัวเสร็จ ก็ไปยังภัตตาคารแห่งหนึ่ง สั่งอาหารสองอย่าง ก่อนฟังผู้อื่นพูดคุยสนทนา ภายในภัตตาคารและโรงน้ำชามีผู้ฝึกตนค่อนข้างมาก เป็นสถานที่ที่สืบหาข้อมูลได้ง่ายที่สุด

        “ราชวงศ์วายุประจิมช่างไร้ยางอายนัก ทั้งที่ถูกเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวปฏิเสธไปแล้ว ยังจะยื้อไม่ยอมปล่อย หน้าไม่อายเสียจริง” บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

        “เฮ้อ! หากคุณชายน้อยไม่สิ้นชีพ หากเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงของเรายังอยู่ มีหรือราชวงศ์วายุประจิมจะมีโอกาสสู่ขอ พวกเขาไหนเลยจะกล้า? ช่างน่าโมโหนัก ไม่รู้ว่าเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวจะเลือกอย่างไร ทางที่ดีควรปฏิเสธไปเสียดีกว่า เผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวติดค้างหนี้เลือดเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง หากพวกเขาเกี่ยวดองกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว คงล้างแค้นได้ยาก” อีกคนหนึ่งกล่าว

        เมื่อลองฟังต่อ ฉินชูกลับพบว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง

        เผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวคือตระกูลซั่งซู ในตอนที่ฉินชูยังไม่ถือกำเนิด บิดามารดาของเขาไปเป็นแขกที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว แล้วทำการหมั้นหมายไว้กับเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว อีกฝ่ายเป็นองค์หญิงคนสุดท้องของหัวหน้าเผ่ามังกรเขียว องค์หญิงน้อยเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน ถึงแม้จะมีความห่างด้านลำดับความอาวุโส แต่เพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองเผ่า จึงมีการตกลงหมั้นหมายไว้

        แม้ว่าตอนนั้นฉินชูจะยังไม่ถือกำเนิด แต่บิดามารดาของเขาและผู้นำระดับสูงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวล้วนเป็นผู้ฝึกตนขั้นสูง สามารถวิเคราะห์เพศจากกระแสปราณหยินหยางของทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นย่อมไม่ผิดพลาด

        แต่หลังจากเกิดเรื่องกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง เรื่องนี้ก็จบลงโดยปริยาย ไม่มีการสานต่อ

        เวลาผ่านไปสิบกว่าปี องค์หญิงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวเติบใหญ่แล้ว เมื่อหลายปีก่อนคนของราชวงศ์วายุประจิมไปถวายคำอวยพรวันคล้ายวันเกิดหัวหน้าเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว แล้วโอรสท่านหนึ่งของราชวงศ์วายุประจิมพบกับองค์หญิงน้อย ก็เอ่ยปากสู่ขอ เรื่องนี้ทำให้เผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวลำบากใจนัก ราชวงศ์วายุประจิมก่อตั้งขึ้นโดยเผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว แท้จริงแล้วพระโอรสก็คือทายาทสายตรงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว หากปฏิเสธจะทำให้เสียเกียรติ เผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวจึงกล่าวอ้างเรื่องที่องค์หญิงเคยมีการหมั้นหมายมาก่อนแล้ว ต้องรอดูอีกหน่อย เพื่อผัดผ่อนไปก่อน

        ผ่านไปอีกหลายปี ราชวงศ์วายุประจิมเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกหน เนื่องจากพระโอรสของราชวงศ์วายุประจิมโดดเด่นอย่างแท้จริง ทำให้ภายในเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวเกิดเสียงที่แตกแยก

        องค์หญิงน้อยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวเป็นคู่หมั้นคู่หมายของตนเอง ก็เท่ากับแย่งสตรีของตนไม่ใช่หรือ? ฉินชูเกิดโทสะเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นอารมณ์โทสะก็หายไป เขาถือกำเนิดในเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงก็จริง แต่มาบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กกำพร้าเร่ร่อน หากยังจะคิดเรื่องการหมั้นหมายกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว ก็ไม่ต่างกับการเพ้อฝัน

        อะไรจะเกิดก็เกิดไปเถอะ ฉินชูดื่มสุราหนึ่งอึก แล้วปล่อยวางสภาวะอารมณ์ไม่พอใจ ที่สำคัญคือเขาไม่เคยพบตัวของนางเลย เขาจึงไม่สนใจการหมั้นหมายเท่าไรนัก

        หลังดื่มสุราเสร็จ ฉินชูก็ออกจากภัตตาคาร เร่งย่างเท้าไปยังที่ตั้งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงต่อ เพราะมีแผนที่อยู่กับตัว ฉินชูจึงไม่ใช้ทางอ้อม เมื่อพบภูเขาก็เจาะผ่านไปโดยตรง แบบนี้จะไปถึงแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงได้เร็วยิ่งขึ้น

        หลังจากเข้าสู่เมืองใหญ่อีกหนึ่งแห่ง ฉินชูจึงหยุดเดินทาง เพราะมีเรื่องที่เขารู้สึกสนอกสนใจ ผู้ฝึกกระบี่ท่านหนึ่งจากแคว้นซีหยวนจะท้าประลองกับประมุขน้อยแห่งเขาฉิงชาง

        เขาฉิงชางเป็นสำนักผู้ฝึกตน ประมุขน้อยมีความสามารถเปี่ยมล้น เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งเขาฉิงชาง ผู้ฝึกกระบี่จากแคว้นซีหยวนอยากก้าวหน้าในวิถีกระบี่ จึงท้าประลองกับผู้ฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งทั่วหล้า ประมุขน้อยแห่งเขาฉิงชางเป็นหนึ่งในนั้น

        การประลองระหว่างผู้ฝึกกระบี่ขั้นสูง ฉินชูที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ย่อมต้องมาชม

        เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉินชูจึงอยู่ต่อ ส่วนเรื่องไปเยือนสถานที่ตั้งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงไม่ได้เร่งรีบเท่าไร อย่างน้อยเขาก็ยืนยันชาติกำเนิดได้แล้ว ที่เขาไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเป็นเพียงการหวนรำลึกเท่านั้น บิดามารดาไม่อยู่ที่นั่นแล้ว จะไปเร็วหรือช้าก็ไม่ต่างกัน

        หลังจากพักอาศัยอยู่ในเมือง นอกจากนั่งสมาธิฝึกฝนในช่วงค่ำคืน ช่วงกลางวันฉินชูจะเดินเที่ยวเตร่ภายในเมือง จะเรียกว่าเดินเที่ยวก็ไม่ได้ เขากำลังศึกษาความเป็นมาของเผ่าหงส์เพลิง

        เวลาผ่านไปครึ่งเดือนก็ถึงวันนัดประลอง ฉินชูเดินตามฝูงชนมาถึงหน้าประตูเขาฉิงชาง

        เพียงไม่นานก็มีบุรุษชุดดำคนหนึ่งเหาะเหินมา ก่อนร่อนลงบนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งนอกประตูเขาฉิงชาง

        “อี้เฟิง ข้ามาแล้ว!” บุรุษชุดดำตะโกนไปทางประตูเขาฉิงชาง

        ในยามนี้บุรุษชุดเขียวคนหนึ่งเดินออกมาจากเขาฉิงชาง บุรุษชุดเขียวสะพายกระบี่ยาวเดินออกมาจากภายในเขาทีละก้าว

        “อี้เฟิง กระบี่ไร้รูปอี้เฟิง!” คนที่มุงดูตะโกนชื่อบุรุษชุดเขียว

        “เจ้าคืออี้เฟิงผู้ฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตพื้นที่แห่งนี้หรือ? ข้าคือโม่เหยียแห่งแคว้นซีหยวนมาขอท้าประลอง” บุรุษชุดดำแจ้งชื่อของตนเอง

        บุรุษผู้สวมใส่ชุดสีเขียวส่ายหน้า “ข้าชื่ออี้เฟิง แต่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตพื้นที่แห่งนี้ ผู้ฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดคือหัวหน้าเผ่าน้อยจ้านเหยี่ยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง”

        “เขา... ข้าเคยได้ยินมาก่อน เป็นเพียงวิญญาณเร่รอนที่ไม่รู้ชะตากรรมเท่านั้น วันนี้ข้าจะสู้กับเจ้า” โม่เหยียกล่าว

        “กล้าลบหลู่หัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!” ผู้ฝึกตนที่มุงดูอยู่ต่างมีอารมณ์เดือดดาล เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเรียกได้ว่าเป็นที่ศรัทธาของผู้คนในพื้นที่นี้ ที่โม่เหยียกล่าววาจาลบหลู่ ทำให้ทุกคนเกิดอารมณ์เดือดดาลไม่น้อย

        “ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ ต้องฝึกจิตใจก่อนฝึกกระบี่ เจ้าทำตัวหยาบช้า กล่าววาจาหมิ่นหยามผู้อื่น วันนี้ต้องชดใช้” ชุดบนกายอี้เฟิงพลิ้วไหวโดยไร้สายลม เขาชักกระบี่ยาวด้านหลังออกจากฝัก ปราณกระบี่ฟาดฟันไปทางโม่เหยียในทันใด

        เมื่อปราณกระบี่ปรากฏ ฉินชูสัมผัสได้ว่ากระบี่ที่สะพายไว้ข้างหลังสั่นสะเทือน นี่เกิดจากเจตจำนงกระบี่ที่ชักนำ 

        เจตจำนงกระบี่ของอี้เฟิงแข็งแกร่งนัก!

        โม่เหยียชักกระบี่ออก พุ่งเข้าต่อสู้กับอี้เฟิง ทั้งสองคนเหาะเหินอยู่กลางอากาศ ฟาดฟันปราณกระบี่ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า พุ่งทะยานไปมากลางอากาศ

        “ภายหลังหัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หายสาบสูญ อี้เฟิงก็เป็นผู้ฝึกกระบี่อันดับหนึ่งในเขตพื้นที่นี้ ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ พวกเราต้องเรียนรู้จากเขา” ผู้ฝึกกระบี่หญิงคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายฉินชูเอ่ยปาก

        “นี่เป็นเจตจำนงกระบี่ระดับไหนหรือ?” ฉินชูเอ่ยถามด้วยความไม่รู้

        “เจตจำนงกระบี่ระดับห้า เขาเคยเข้าสู่เขาเทียนเจี้ยน พัฒนาเจตจำนงกระบี่จนถึงระดับห้าที่เชิงเขาเทียนเจี้ยน” สตรีที่อยู่ข้างกายฉินชูกล่าว

        “เขาเทียนเจี้ยน...” ฉินชูกล่าวพึมพำ เขาจดจำชื่อนี้เอาไว้แล้ว

        “เขาเทียนเจี้ยน ผู้ไม่มีเจตจำนงกระบี่ระดับสามเข้าไม่ได้” สตรีผู้นั้นเอ่ยเตือนฉินชู

        ฉินชูในยามนี้เฝ้ามองการต่อสู้อยู่ตลอด “เจ้ายังไม่เก่งพอ” รังสีกระบี่ในมืออี้เฟิงเปลี่ยนไป เขาแทงกระบี่ไปทางโม่เหยีย บัดนี้ในดวงตาของอี้เฟิงมีเพียงกระบี่ ไม่มีคน!

        จังหวะนี้เอง กระแสพลังปราณบนกายฉินชูกระเพื่อมก่อนแปรเปลี่ยนไป เจตจำนงกระบี่พวยพุ่งออกรอบทิศทาง นั่นไม่ใช่เจตจำนงกระบี่ระดับสอง!

คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน