ตอนที่ 48 เกิดเรื่องกะทันหัน
เมื่อฉาเซวียนเอ๋อร์ได้ยินว่าครอบครัวนี้มีความเห็นเดียวกันเรื่องจะจ้างคนงาน ครั้นนึกถึงบ้านตัวเองที่ถูกลมพัดปลิวไปไม่เหลือแม้แต่หลังคาก็โกรธขึ้นมาหลายเรื่อง
เหยียนปี้ฮุ่ยเห็นลูกสาวตัวเองกลับมาจากข้างนอกอย่างโกรธเคือง ไม่เห็นแม้แต่เงาของเสื่อฟาง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “เจ้าไปไหนมาตั้งนานสองนาน เสื่อฟางล่ะ? อย่าบอกนะว่าเจ้าหามันไม่เจอ แม้แต่ของก็ยังหากลับมาไม่ได้ ตอนค่ำพวกเราก็ต้องนอนเปิดโล่งน่ะสิ?”
หาเสื่อฟางไม่เจอ ทำอันใหม่ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ของราคาถูก ๆ เลยนะ เวลาสั้นขนาดนี้พวกเขาทำออกมาไม่ได้หรอก เช่นนั้นก็ต้องนอนอย่างเปิดโล่งสิ
แต่ไม่นึกเลยว่าฉาเซวียนเอ๋อร์จะไม่มีท่าทางตกใจเลยแม้แต่น้อย สีหน้ายิ่งบิดเบี้ยวขึ้น ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่ง “บ้านเราถูกลมพัดหลังคาไปจนต้องอยู่อย่างเปิดโล่ง แต่บ้านของฉาจื่ออันใช้โอกาสที่หลังคาถูกพัดปลิวไปซ่อมแซมใหม่หมดเลย!”
ฉาจื่ออันอยากปรับปรุงบ้านตัวเองใหม่อย่างเอิกเกริก เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา แต่ใครใช้ให้หลังคาบ้านนางปลิวไปเหมือนกันล่ะ และที่น่าโมโหก็คือพวกเขาไม่มีเงินสร้างหลังคาใหม่!
หากปราศจากการเปรียบเทียบก็ยังรู้สึกสบายใจเล็กน้อย แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ ใครดีใครชั่วก็จะเห็นผลทันที แล้วพวกนางสองแม่ลูกจะสบายใจได้อย่างไร?
ใบหน้าของเหยียนปี้ฮุ่ยบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ นางรู้สึกไม่ค่อยดีนัก “ดีจริงเลยนะ ครอบครัวของฉาจื่ออันมีเงินจริง ๆ เพิ่งครอบครองบ้านนั้นได้ไม่นาน ตอนนี้บอกจะปรับปรุงก็จะปรับปรุงเอาดื้อ ๆ ช่างทำตามอำเภอใจเหลือเกิน ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าหลิงซานฉิงทำอะไรถึงหาเงินได้มากขนาดนี้”
เมื่อพูดถึงหลิงซานฉิง นางก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเคียดแค้น
ฉาเซวียนเอ๋อร์โกรธตามอยู่ด้านข้าง “มันจะต้องเป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้แน่ ไม่เช่นนั้นเหตุใดทุกคนถึงไม่หาเงินด้วยกัน แถมยังซ่อนมันไว้ และช่วงนี้ยังได้ยินมาว่ามีชายแปลกหน้ามากมายเข้า ๆ ออก ๆ บ้านนางบ่อยมาก อี๋! หน้าไม่อาย!”
เหยียนปี้ฮุ่ยชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าจับจุดอ่อนอะไรบางอย่างได้ “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? เจ้าเห็นผู้ชายเข้าออกบ้านนางด้วยตาตัวเองหรือไม่?”
เมื่อเห็นฉาเซวียนเอ๋อร์พยักหน้าอย่างแน่วแน่ สีหน้านางก็เต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียน “นังผู้หญิงต่ำช้า นังคนไม่ดี มิน่าช่วงนี้ถึงได้รวยนัก ที่แท้ก็ทำเรื่องไร้ศีลธรรม ถุย!”
คิด ๆ ดูแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองยิ่งอึดอัด ไม่ได้การแล้ว ต้องให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่านังดอกทองคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไม่เช่นนั้นคงระบายความเกลียดชังที่สุมอยู่ในใจนางไปไม่ได้แน่!
จากนั้นนางก็ย่างสามขุมออกไปข้างนอก
หลังจากฝนที่เพิ่งตกหนัก ทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อหารือว่าจะจัดการกับความเสียหายที่เกิดจากพายุฝนอย่างไร หลังคาบ้านของคนส่วนใหญ่ทำด้วยฟางแห้งผสมกับดินโคลน แล้วแปะทับกันขึ้นด้านบน สามารถกันลมฝนได้ตามปกติไม่เป็นปัญหาอะไร แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทนต่อลมฝนที่รุนแรงเช่นนี้ได้
“โอ๊ย พายุฝนครั้งนี้มาไม่รู้เวล่ำเวลาจริง ๆ ก็เห็นอยู่ว่าทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วง จู่ ๆ หลังคาที่บ้านก็ถูกลมพัดปลิว มันไม่ยุ่งจนหัวซุกหัวซุนเลยรึ”
“พวกเจ้าเข้าไปดูทุ่งนาหรือยัง พืชผลในทุ่งนาถูกลมพัดแรงมาก บางทีปีนี้ทั้งปีก็อาจจะเสียแรงเปล่า”
“หากพืชผลในทุ่งนาเสียหายหมด ปีหน้าทั้งปีพวกเราจะกินอะไรกัน อีกอย่างพวกเราควรทำอย่างไรกับบ้านของเราดี ไม่เช่นนั้นพวกเราก็มาช่วยกันซ่อม ซ่อมบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที?”
“ปกติแล้วบ้านของคนในหมู่บ้านล้วนไม่รอดหมด และไม่รู้ว่าบ้านของเจ้าสามจะถูกลมพัดจนกลายเป็นอย่างไร แต่ครอบครัวเขามีเงิน พวกเขาคงไม่มานั่งกลุ้มใจ”
เหยียนปี้ฮุ่ยเดินเข้ามาพอดี และพ่นเสียงอย่างเย็นชาออกมา “ไม่เพียงแค่ไม่กลุ้มใจนะ พวกเขายังมีความสุขกันอีกด้วย มิหนำซ้ำยังใช้โอกาสผ่านพายุฝนครั้งนี้ปรับปรุงบ้านใหม่ และหลังจากผ่านปีนี้ไป พวกเขาก็ยังมีความสุขอยู่ เรื่องกลุ้มใจเช่นนี้คงมีแค่พวกเราผู้ยากไร้เท่านั้นแหละ!”
“อะไรนะ? ฉาจื่ออันจะปรับปรุงบ้านใหม่รึ? ข้าจำได้ว่าลานบ้านของเขาไม่เล็กเลย แถมบ้านก็มีห้องขนาดใหญ่หลายห้อง หากปรับปรุงใหม่ทั้งหมดก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก สวรรค์ พวกเขามีเงินเยอะขนาดนั้นเชียวรึ”
“สุภาษิตว่าไว้ถูกมาก คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตา ใครจะคิดว่าบัณฑิตที่ยากจนจะมีวันที่พลิกผันได้จริง ๆ จุ๊จุ๊ ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้วิธีไหนในการหาเงิน ไม่เช่นนั้นข้าคงไปเรียนด้วยแล้ว”
“อันนี้พวกเราก็เรียนไม่ได้หรอก" เหยียนปี้ฮุ่ยพูดอย่างเย็นชา “นั่นต้องมีความสามารถเฉพาะตัวถึงจะทำได้ ทำไม บ้านพวกเจ้าก็มีคนนอกเข้ามาเหยียบทั้งวันรึ? หรือพวกเจ้าก็มีความอ่อนเยาว์นั้น ไม่เสียดายที่จะเกลือกกลั้วกับผู้ชายไม่เลือกหน้าเพียงเพราะเงิน!”
คำพูดนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถดึงดูดความสนใจของคนส่วนใหญ่ได้ ไม่ต้องพูดถึงชนบทที่มีการนินทาอย่างแพร่หลาย และประโยคนี้ก็แพร่สะพัดกันไปทั่ว
หญิงชราวัยเดียวกันกับฉาซื่อไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าได้ยินอะไร จึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน ปากเจ้าจะกินอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรพูดจาส่งเดชเช่นนี้ คำพูดเจ้าใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ หากครอบครัวของฉาจื่ออันรู้เข้า มันคงไม่ดีแน่”
“เจ้าบอกว่าพวกเขาประพฤติไม่ดี เจ้ามีหลักฐานอะไร? ไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรพูดเหลวไหล” แม้คำพูดนี้จะช่วยแก้ตัวให้หลิงซานฉิง แต่กลับหลอกล่อให้เหยียนปี้ฮุ่ยแสดงหลักฐานออกมา ขอเพียงแค่มีหลักฐาน ต่อให้หลิงซานฉิงจะกระโดดลงไปในแม่น้ำเหลืองไม่สามารถล้างให้สะอาดได้
ครั้นเหยียนปี้ฮุ่ยได้ยินเช่นนี้ก็ไม่พอใจ นางเอามือเท้าเอว ตะโกนออกมาอย่างเกลียดชังราวกับให้อยากให้ทุกคนได้ยิน “ไม่มีหลักฐานข้าจะพูดเหลวไหลไม่ได้เลยรึไง แต่มีคนเห็นชายแปลกหน้าเข้าบ้านฉาจื่ออันกับตาตัวเอง แถมยังไม่ใช่แค่คนเดียว พวกเจ้าคิดดูสิ ฉาจื่ออัน ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แล้วผู้ชายเหล่านั้นจะเข้าไปหาใคร ถ้าไม่ใช่หลิงซานฉิง แล้วข้าพูดสิ่งใด?”
นางพูดจนน้ำลายสาดกระเด็นไปทั่ว นางกำลังใส่ร้ายอย่างสนุกปาก และทุกคนต่างส่งเสียงคล้อยตามในทำนองเดียวกัน
จากนั้นก็ไม่มีเสียงใด ๆ อีก เหยียนปี้ฮุ่ยคิดว่าพวกเขายังไม่เชื่อ ก็รีบเอ่ยต่อด้วยเสียงที่สูงไปแปดระดับ “เรื่องนี้เป็นความจริงแน่นอน เงินของครอบครัวฉาจื่ออันไม่สะอาดแม้แต่เหรียญเดียว!”
เมื่อเห็นว่าผู้คนยังคงไม่ตอบสนอง นางก็เพ่งมองอย่างละเอียด และเห็นว่าพวกเขาทั้งหมดมองไปที่ด้านหลังนาง
ทันใดนั้นก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางไม่ได้หันกลับไป แต่กลับเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น “หากข้าเป็นฉาจื่ออันนะ ข้าคงแทบอยากทุบหัวให้ตายไปเลยไม่ไหว แต่นี่ยังมีกะจิตกะใจไปปรับปรุงบ้านตัวเองอีก คงอยากทำสถานที่ให้เมียตัวเองได้แอบทำอะไรชั่ว ๆ สินะ”
“พรืด” ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา ไม่รู้ว่าใครหัวเราะออกมาก่อน จากนั้นคนอื่น ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว ฉาจื่ออันที่เดินผ่านมาตรงนี้ ฝีเท้าก็หยุดชะงักทันที
คำพูดของเหยียนปี้ฮุ่ยทำให้เขากลายเป็นคนถูกสวมเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ปัญญาชนหาใช่คนหน้าด้านไม่ ใบหน้าขาวซีดของฉาจื่ออันจึงเผยสีแดงออกมา สองมือกำแน่นแล้วคลายออก พลางย่างสามขุมกลับไปบ้าน
คนมีความรู้ย่อมมองออกว่าเขาโมโหอย่างมาก แต่เหยียนปี้ฮุ่ยกลับไม่มีความคิดที่จะหยุด เมื่อนางปล่อยข่าวให้เพื่อนบ้านรู้เรื่องนี้แล้ว นางก็ไปปล่อยข่าวในที่ถัดไปอีก หากไม่เผยแพร่ไปทั้งหมู่บ้าน นางขอสาบานว่าจะไม่หยุดแน่นอน
หลิงซานฉิงกำลังจัดรายการสินค้าอยู่ในบ้านก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา นางเงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นเป็นฉาจื่ออันที่มีท่าทางแปลกไปเล็กน้อยจึงถามขึ้น “เหตุใดถึงกลับมาเร็วปานนี้ เจ้าเข้าไปในตัวอำเภอหรือยัง?”
ในเมื่อพวกเขาจะปรับปรุงบ้านใหม่ แค่คนของตัวเองไม่พอแน่นอน คนในหมู่บ้านพวกเขาก็ไม่ไว้ใจ จึงเหลือเพียงแค่ต้องไปในตัวอำเภอเพื่อหาคนนอกมา และให้เงินจ้างทำงาน พวกเขาที่อาศัยอยู่ก็จะสบายใจไปด้วย
ฉาจื่ออันกำลังจะเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อซื้อกระดาษวาดภาพพอดี แต่นี่เพิ่งจะออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้นก็กลับมา แถมยังกลับมามือเปล่าอีก นี่เข้าไปในตัวอำเภอแล้วจริง ๆ รึ?
เขานั่งลงบนโต๊ะหินด้วยความโกรธ และสูดหายใจเข้าลึก “ยังไม่ได้ไป ลืมของจึงกลับมาเอา”
คล้ายกับตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดี น้ำเสียงของเขาฟังดูแข็งกระด้าง
อารมณ์ดีหรือไม่ดีล้วนเขียนไว้เต็มหน้า แค่หลิงซานฉิงมองก็รู้ได้ทันที นางเลิกคิ้วขึ้นแล้วถาม “เป็นอะไร ทำท่าทางอย่างกับน้อยใจ วันนี้จะไม่ไปอำเภอแล้วรึ?”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนถามไปอย่างนั้น และฉาจื่ออันก็ไม่อยากเก็บมาใส่ใจ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่น่ารังเกียจของคนเหล่านั้น ก็ทำให้เขาโมโหจนหน้าแดงขึ้นไปอีก “แค่ข่าวลือในหมู่บ้าน ไม่ฟังก็จบแล้ว เจ้าจัดเรียงรายการไปก่อนเถอะ ข้าจะกลับห้องไปวาดภาพ”
ท่าทางเช่นนั้นราวกับเด็กเล็กที่อารมณ์ฉุนเฉียว
หลิงซานฉิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เดาได้ว่าข่าวลือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตัวนางเอง ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่โกรธ
นางไม่เป็นอะไร แต่ท่าทางของฉาจื่ออันนั้น ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะสงบจิตสงบใจวาดภาพได้
ส่วนเรื่องข่าวซุบซิบนินทาด้านนอก นางคร้านจะไปสอบถามอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงตอนเที่ยง ฉาจื่ออันก็ยังคงโกรธอยู่ มันจึงทำให้นางรู้สึกสนใจเล็กน้อย สุดท้ายนางก็ออกไปจากบ้าน หลิงซานฉิงที่กลายเป็นตัวตลกไปทั้งหมู่บ้านก็ไม่อยากพูดสิ่งใดมาก
วันนี้ฉาซื่อออกไปหารือกับท่านผู้นำตระกูลเรื่องหลังคาบ้านถูกลมพัดปลิว พอกลับมาจากบ้านท่านผู้นำตระกูล ก็มีคนแอบดูนางมาตลอดทาง นางรู้สึกไม่สบายใจจึงหยุดฝีเท้าลง เอามือเท้าเอว พลางชี้ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ และด่าสาปแช่งออกมาโดยไม่สนใครหน้าไหน “มองอะไรกัน! บนหน้าข้ามีดอกไม้อยู่หรือไง?”
สิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นรอบ ๆ และมีชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าค่อนไปทางอันธพาลเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมา “หน้าเจ้าไม่มีดอกไม้อยู่หรอก แต่บนหัวของลูกชายเจ้าเต็มไปด้วยสีเขียวมันวาวเลย!”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังออกมา ทุกคนก็หัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง
สีเขียวมันวาว? ฉาซื่อขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างช้า ๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้ว่าคำพูดนั้นหมายถึงอะไร นางโกรธจนยั้งอารมณ์ไว้ไม่ได้ “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร กล้าดียังไงมาใส่ร้ายลูกชายข้า ข้าขอฉีกปากเจ้าหน่อยเถอะ!” พูดจบ นางก็ถลกแขนเสื้อขึ้นและพุ่งเข้าไปด้านหน้า
“เจ้าหยุดเลยนะ ไม่สู้เอาเวลานี้ไปหาลูกชายที่โชคร้ายของเจ้าไม่ดีกว่าหรือ ถูกสวมเขาก็ยังไม่เป็นไร แต่นี่ไม่ได้ถูกสวมเพียงครั้งเดียวน่ะสิ จุ๊จุ๊ มันช่างเจ็บปวดใจจริง ๆ” น้ำเสียงผิดหวังแต่ฟังไม่เหมือนเจ็บปวดใจเลยสักนิด
ฉาซื่อยังอยากโต้กลับต่อไป แต่ช่วยไม่ได้ที่พวกมันมีมากกว่า และคำพูดที่พ่นออกมาจากปากแต่ละคนก็แทบจะไปในทางเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงว่านี่อาจเป็นเรื่องจริง
นางทั้งรู้สึกอับอายทั้งตื่นตระหนก จะมีกะจิตกะใจอะไรไปโต้แย้งอีก นางตัดสินใจรีบเดินไปบ้านของฉาจื่ออันให้เร็วที่สุด
หากข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริง คอยดูแล้วกันว่านางจะจัดการกับนังเดนขยะไร้ยางอายนี้อย่างไร!
เมื่อพวกชาวบ้านเห็นว่ามีเรื่องสนุกให้ดู แต่ละคนก็ตามหลังฉาซื่อไป และคอยเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยไว้ เท่านี้ก็จะสามารถดูเรื่องตลกที่เป็นช่วงสำคัญได้ มันจะไม่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร
ทันทีที่ฉาซื่อมาถึงบ้านฉาจื่ออัน นางก็ถีบประตูเปิดออกโดยไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ และเดินเข้าไปข้างในอย่างโกรธเคือง เมื่อเห็นตะกร้าผักที่ขัดตาก็ยกเท้าถีบมันพลิกคว่ำและเหยียบลงบนตะกร้า “หลิงซานฉิง นังต่ำช้า ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้ หากวันนี้ข้าไม่ได้ฉีกเอ็นเจ้าและเฆี่ยนเจ้า ข้าคงตายไปอย่างเปล่าประโยชน์!”
แววตาโกรธจัดคู่นั้นกวาดมองไปรอบ ๆ ลานบ้านก็เห็นท่อนไม้อย่างดีกับปูนวางอยู่ในสวน แววตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางเดินเข้าไปและแผดเสียงตะโกนออกมา “เจ้าใหญ่เจ้ารอง พวกเจ้ามาหาข้าให้หมด นังเลวทรามนี่ไม่คู่ควรใช้ของดี ๆ ขนาดนี้ ย้ายมันออกไปให้ข้า!”
บ้านของพวกเขาทั้งสองอยู่ห่างกันไปสองลานบ้าน เสียงกรีดร้องนี้ก็เพียงพอจะทำให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน