บทที่ 45
ซากศพเรียงเป็นแถวเต็มพื้น แม้จะยังขุดขึ้นมาไม่เสร็จ แต่ก็มีมากนับสิบและยังเต็มไปด้วยทรัพย์สินของผู้ตาย
“…”
เมฟมองดูซากศพด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เพราะเธอเห็นใบหน้าของเวอร์นอนผู้เป็นน้องชายทับซ้อนกันกับกะโหลกที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน
‘…ไม่ ต้องไม่ใช่อย่างนั้น เป็นไปไม่ได้’
แม้ว่าจะปฏิเสธในทันที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสลัดความคิดนั้นออกไปได้
ให้เขาตายอย่างกล้าหาญจากการต่อสู้กับความมืดเสียยังดีกว่า ดีกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักชื่อเช่นนี้ หรือถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความมืดแล้วหาศพไม่เจอ
‘ถ้าเป็นเช่นนั้น…’
เสียงเหล็กครูดดังออกมาจากกำปั้น
‘แม้ต้องเดิมพันด้วยทุกอย่าง…’
ดวงตาของเธอหม่นลงราวกับกำลังจมอยู่ในหนองน้ำ
“ยิ่งมองเท่าไหร่ก็…” เสียงของอีอันดังขึ้น “ไม่น่าจะใช่ฝีมือของสิ่งที่เรากำลังตามหา”
เมฟตั้งสติได้แล้วหันไปมอง
อีอันจ้องมองบางอย่างในมือด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเหมือนเคย
ฟิลลิปกะพริบตาแล้วถามว่า “ไม่ใช่ฝีมือนักเวทดำงั้นเหรอขอรับ?”
“ไม่เหมือนฝีมือของเขา นักเวทดำใช้พลังเวท ไม่ใช่เครื่องสังเวยชีวิตแบบนี้”
“…แล้วก็?”
“อย่างที่รู้ว่าครึ่งหนึ่งของศพเหล่านี้เป็นนักโทษ แต่ที่เหลือเป็นทหาร บางทีอาจจะเป็นพวกส่งตัวนักโทษ” สายตาของอีอันจ้องไปที่ซากศพ “ข้าไม่มีทางสังเวยทหารประจำการจำนวนมากขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้น หากเป็นลอร์ดแห่งออร์นเดลแล้วไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ”
“ท่านพูดว่า…ออร์นเดลอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่”
อีอันยื่นแผ่นไม้สลักชื่อที่พบขณะค้นศพที่อยู่ในมือออกมา
ตราประทับจางไปครึ่งหนึ่ง แต่ตัวหนังสือด้านล่างยังพออ่านได้
เดฟ ออร์นเดล
ฟิลลิปพูดออกมาหลังจากที่ตรวจสอบอย่างละเอียด “จริงด้วย ป้ายประจำตัวที่ออกให้เฉพาะทหารประจำการเท่านั้นนี่ขอรับ"
“ออกจะเสี่ยงเกินไปหากไปยุ่งกับนักเวทดำที่ซ่อนตัวอยู่” เมฟที่กำลังฟังอยู่เงียบ ๆ พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม “เจ้าพูดโน้มน้าวเก่งเลยทีเดียวนะ”
“ข้าก็แค่เดา แค่ตอนนี้น่ะนะ”
วินาทีที่เห็นป้ายชื่อ อีอันก็นึกถึงคนร้ายที่เหมาะสมได้ไม่ยาก
การอนุมานของเขาเป็นเพียงการดูจากเบาะแสทั้งหมดแล้วรวมเข้าด้วยกันเท่านั้น
‘จะต้องสืบสวนเป้าหมายไปทำไม’
เพราะอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ต้องฆ่าอยู่ดี แม้จะผิดก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก
“ดังนั้น…” อีอันค่อย ๆ พูดเข้าประเด็นหลัก “ข้าจะตรวจสอบเองว่าเป็นอุบัติเหตุหรือเป็นผลจากแผนร้ายของใครบางคน”
“จะตรวจสอบเองเลยเหรอ?”
“เรายังไม่ได้กำหนดเป้าหมายในสัญญาฉบับต่อไปนี่”
“…!” ในที่สุดดวงตาของเมฟก็เบิกกว้างขึ้น
“หมายความว่ายังไง สัญญาฉบับต่อไปงั้นเหรอ?”
อีอันพูดต่อโดยไม่สนใจฟิลลิปที่ถามด้วยความงงงวย “ต้องมีใครสักคนในออร์นเดลที่รู้จักพวกเขา ถ้าย้อนกลับไปคงจะเจออะไรสักอย่าง”
“…อืม เข้าใจแล้ว เอาแบบนั้นก็ได้” เมฟพยักหน้า
ตัดสินใจเร็วเสมอเลยนะ
ด้วยเหตุนี้ จึงได้กำหนดจุดหมายปลายทางต่อไป
ในขณะที่อีอันนำเอาแผ่นไม้เก็บไว้ที่อกอย่างพึงพอใจ
“ทำสัญญาอีกแล้วเหรอ นายท่าน?” ฟิลลิปถามเสียงเบา
“จำเป็นน่ะ ฟิลลิป อย่างที่เห็น โอกาสที่จะมีคนทรยศ นอกจากนักเวทดำก็ยังมี”
“แต่นายท่าน…”
“หยุดพล่ามได้แล้ว ไปดูแลม้าให้ดีก่อนนู่น ฟิลลิป” อีอันตัดบท “ถ้าม้าตาย ข้าจะขี่เจ้าแทน”
“นี่ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นนะขอรับ นายท่าน”
“…”
“ไม่ได้ล้อเล่นสินะขอรับ เข้าใจแล้ว”
เมื่อไหร่เจ้าจะมีสิ่งที่เรียกว่าไหวพริบสักทีนะ
อีอันมองตามหลังฟิลลิปแล้วพูดออกมา
“เอ่อ…ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จา กันเถอะ”
เสียงหายใจหอบดังขึ้น มิเกลมีเหงื่อท่วมตัวอยู่ในหลุม
“ข้าหยุดขุดได้แล้วใช่ไหม? ไม่เห็นมีอะไรเลย”
ด้านข้างมีซากศพกองอยู่ เพราะมิเกลขุดอย่างต่อเนื่องในขณะที่คนอื่นเอาแต่คุยกัน
อีอันหันไปมองเมฟ เธอกำลังจ้องไปที่ซากศพอีกครั้งเหมือนสายตาถูกสะกดไว้
“ท่านลอร์ด”
“…?”
อีอันพูดพลางมองไปยังเมฟที่หันมาเผชิญหน้ากับเขาอย่างช้า ๆ “ท่านช่วยอธิษฐานได้ไหม?”
ตาของเมฟโตขึ้น “เจ้าพูดว่าอธิษฐานงั้นเหรอ?”
“พวกนี้เป็นสัตว์ประหลาด หากจะคืนชีพก็ไม่แปลกหรอก แต่คงจะดีหากท่านทำให้พวกมันได้พัก”
“ช่างเป็นการตัดสินใจที่เยี่ยมไปเลย ด้วยความยินดี”
เมฟเดินออกไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี เธอคุกเข่าลงหน้าหลุมข้างหนึ่งและเริ่มกล่าวคำอธิษฐาน
อีอันทอดสายตามองเธอจากด้านหลัง ซึ่งมีพลังศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าแผ่ออกมา พลางนึกถึงสายตาบิดเบี้ยวของเธอที่จ้องมองไปที่ซากศพก่อนหน้านี้
‘เรียกว่าโชคดีได้ไหมนะที่เธอยอมอย่างว่าง่าย’
ตอนที่อีอันมอง เขาเห็นเป็นลางของความบ้าคลั่งอย่างแน่นอน จึงขอให้อธิษฐาน
พยายามระงับความบ้าคลั่งด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์
แน่นอนว่านี่เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว
ถ้ามีรอยแตกเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นได้อีกครั้ง แม้จะโดนกระตุ้นเพียงนิดเดียว
เมื่อคิดถึงเรื่องที่เหลือในอนาคต สิ่งกระตุ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นก็มากจนล้นหลาม
เมื่อคิดได้ครู่หนึ่ง ดวงตาของอีอันกลับมาเย็นชาอีกครั้ง
‘…ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ยอมให้เควสต์ที่เสียแรงทุ่มเทแบบนี้จบลงด้วยความล้มเหลวได้’
***
หลังจากออกจากป่าปนเปื้อนแล้ว การเดินทางก็สงบสุขราวฟ้ากับเหว ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นหลายวันแล้ว แม้แต่การเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดก็ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเพลิดเพลินกับความสงบสุขนี้
“…!”
เมฟลืมตาขึ้นกะทันหันราวกับตกใจอะไรบางอย่าง ในจอประสาทตาของเธอมีภาพหัวของเวอร์นอนถูกตัดและใบหน้าของเวอร์นอนเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและเลือด ฉายขึ้นมาอย่างเลือนราง
เธอหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง
‘เริ่มฝันร้ายแล้วสินะ’
เมฟยิ้มอย่างขมขื่นพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากออก
ท้องฟ้ามีเมฆดำปกคลุม
ในที่สุดก็รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของรถม้า
‘รู้สึกไม่สบายใจกับความสงบนี้เลย กระวนกระวายอะไรขนาดนี้’
รอยยิ้มของเมฟขมขื่นยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นสายตาของเธอก็จ้องไปยังที่นั่งของคนบังคับม้าตรงพนักพิง เห็นเป็นภาพคุ้นเคยของคนที่มักจะพกกระบองเหล็กไว้ที่หลัง
‘ถ้าเกิดอะไรขึ้น อีอันคงจะสังเกตเห็นเป็นคนแรก’
ไม่รู้ว่าเธอเริ่มเชื่อมั่นในการตัดสินใจของอีอันมากกว่าตัวเองตั้งแต่เมื่อไร จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเธอคงไม่สามารถมาถึงที่นี่ได้ด้วยตัวคนเดียว คงต้องจมอยู่กับความวิตกกังวลและความสงสัยจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาดอย่างแน่นอน
เหมือนที่เคยทำมาหลายครั้งแล้ว
ในทางกลับกัน อีอันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาถูกต้องมาโดยตลอด
ถูกแม้กระทั่งรถม้าคันนี้ รถม้าคันนี้คล้ายเกวียนมากกว่า และกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างถนน
มิเกลบอกว่านี่คือร่องรอยของการตายนอกบ้าน เปรียบเสมือนป้ายหน้าหลุมฝังศพอย่างหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้หลังจากการโจมตีหรือการปล้นสะดมแล้ว
อีอันไม่สนใจคำพูดของเขาที่ว่าอย่าแตะต้องเพราะของพวกนี้เป็นลางไม่ดี
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเดินทางถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือคำพูดของเขาถูกต้องอีกแล้ว
เมื่อความกดดันของม้าลดลง ความเร็วในการเดินทางก็เพิ่มขึ้น และคณะเดินทางก็ผลัดกันพักผ่อนเติมพลังได้
ความเจ็บปวดจากบาดแผลของเมฟใกล้จะหายหมดแล้ว
‘กลัวแต่ว่าเธอจะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกส่วนตัวและละทิ้งได้แม้กระทั่งเหตุผล แต่ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้เป็นแค่ข้าจะดีกว่า…’