“สวัสดี ผู้สังเวยคทาคลาส 2 หลินหาน”
หยวนซือแค่นหัวเราะออกมาทันที “นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าคู่ต่อสู้ในรอบชิงชนะเลิศของฉัน จะเป็นผู้ใช้อาชีพผู้สังเวย ขืนเรื่องนี้หลุดออกไป วันข้างหน้าฉันหยวนซือคงโดนคนอื่นนินทาจนเสียชื่อแน่ ดูท่าเมืองฮุยเยว่ตอนนี้คงไร้สิ้นยอดฝีมือแล้วจริง ๆ ขนาดอาชีพผู้สังเวยยังหลุดเข้ามาถึงรอบสุดท้ายได้”
หลินหานเอ่ยยิ้ม ๆ “อาชีพผู้สังเวยแล้วมันทำไมเหรอ? แล้วอาชีพนักฆ่าอย่างนายมันสูงส่งมาจากไหนกัน”
“นักฆ่า? ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าอาชีพนักฆ่าสูงส่ง” หยวนซือพูดเย้ยหยัน “แต่อาชีพผู้สังเวยน่ะ มันเป็นเพียงแค่ชนชั้นล่างสุดของโลกใบนี้ต่างหาก”
“ไม่รู้ว่าแกใช้วิธีพิสดารอะไร ถึงได้เลื่อนเป็นคลาส 2 มาได้ แต่ต่อให้เบื้องหลังแกจะมีขุมกำลังหนุนหลัง สำหรับอาชีพผู้สังเวยแล้ว คลาส 2 ก็คงเป็นเพดานสูงสุดในชีวิตแกแล้วละ”
“ฉันยอมรับว่าพละกำลังแกค่อนข้างสูง แต่นั่นมันเป็นเพราะคู่ต่อสู้ก่อนหน้านี้ของแกมันกากเองต่างหาก ถ้าฉันเจอแกตั้งแต่รอบแรก ป่านนี้แกคงไม่มีโอกาสหลุดเข้ามาถึงรอบชิงหรอก”
หยวนซือรัวคำพูดราวกับเครื่องจักร ไม่เปิดโอกาสให้หลินหานได้เอ่ยปาก ดึงค่าความโกรธใส่หลินหานจนเต็มหลอดตั้งแต่แรกเห็น และเขาก็ดูแคลนอาชีพผู้สังเวยจากใจจริง
“น่าขายหน้าชะมัด เคยจินตนาการไว้ว่าคู่ต่อสู้ในรอบชิงจะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ ขอแค่อยู่ในกลุ่มอาชีพสายต่อสู้หลักก็พอไหว ทำไมถึงกลายเป็นแค่ผู้สังเวยไปได้วะเนี่ย นัดนี้นับเป็นการประลองที่น่าเบื่อที่สุดในวันนี้ของฉันเลยจริง ๆ ”
หลินหานฟังแล้วก็คร้านจะเสวนาต่อ แต่กรรมการตัดสินที่อยู่ข้าง ๆ กลับทนฟังไม่ไหว เอ่ยขัดขึ้นว่า “หยวนซือ พอได้แล้ว ผู้ชมมองอยู่ตั้งเยอะแยะ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ดี ๆ ให้ตัวเองหน่อยเถอะ”
หยวนซือยักไหล่ทำสีหน้าไม่แยแส “โลกใบนี้ยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ พวกอ่อนแอก็สมควรโดนเหยียดหยาม ไม่อย่างนั้นจะแสดงถึงอานุภาพความยิ่งใหญ่ของพวกเราผู้แข็งแกร่งได้ยังไง”
“หยวนซือ ที่นี่ไม่ใช่ห้องบรรยายของนายนะ!” กรรมการตัดสินเอ่ยเสียงเข้มด้วยความโมโห
แม้เขาจะไม่ชอบหน้าหลินหานอยู่บ้าง แต่หลังผ่านการประลองมาตลอดวัน ก็เกิดความรู้สึกเอ็นดูหลินหานขึ้นมา อย่างน้อยหลินหานก็ไม่เคยเอ่ยปากเหยียดหยามข่มเหงใคร ผิดกับหยวนซือคนนี้ พอเจอคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าก็เอาแต่เอ่ยปากเหยียดหยามอย่างไร้ความเมตตา ไม่เคยเห็นหัวใครในสายตา
กระทั่งหลังเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในแต่ละรอบ ก็ต้องเอ่ยปากหยามเหยียดซ้ำเติมเสมอ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เขารังเกียจอย่างยิ่ง
หยวนซือยิ้มเจื่อน ยักไหล่ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้โง่พอจะไปเปิดศึกชนกับกรรมการ ขืนโดนปรับแพ้ฟาวล์เพราะเรื่องแค่นี้ มีหวังได้ซวยหนักแน่
“เอาละ กรรมการ ประกาศเริ่มการประลองได้แล้วครับ ผมรอที่จะได้สั่งสอนไอ้ผู้สังเวยคนนี้ไม่ไหวแล้ว” หยวนซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา รอยยิ้มเย้ยหยันฉายชัดบนใบหน้า
ตอนนี้กรรมการตัดสินกลับแอบหวังในใจ ให้หลินหานซัดหมัดหนัก ๆ ช่วยสั่งสอนไอ้เด็กอวดดีคนนี้ให้รู้สำนึกเสียบ้าง
“เริ่มได้!” สิ้นเสียงของกรรมการ การประลองรอบชิงชนะเลิศของการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาก็ถูกเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
“หลินหาน วางใจเถอะ ฉันจะค่อย ๆ เล่นกับแก ให้แกได้ตระหนักแก่ใจว่าความห่างชั้นระหว่างแกกับพวกเราผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมันห่างไกลขนาดไหน ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ปล่อยให้แกโดนคัดออกไวขนาดนั้นหรอก”
พูดจบ หยวนซือก็เริ่มตั้งบทร่ายทันที
“ศึกมิรู้จบ รัตติกาลมิรู้สิ้น หยั่งเห็นปลายทางแห่งรุ่งอรุณ ทะลวงจุดอ่อนแห่งความมืด โอ้เทพแห่งการลอบสังหารผู้ทรงเกียรติ ข้าคือสาวกผู้ภักดีที่สุดของท่าน โปรดประทานพลังให้ข้าโลดแล่นในรัตติกาล โปรดประทานพลังให้ข้าทะลวงรุ่งอรุณ!”
ทันใดนั้น เงาร่างของหยวนซือก็เลือนหายไปจากจุดเดิมอย่างสมบูรณ์ เสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังของหลินหาน มีดสั้นในมือถูกชักออกจากเอว ตวัดแทงเข้าใส่บริเวณต้นขาด้านในของหลินหานทันที!
หากคิดจะปั่นหัวสยบคู่ต่อสู้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย เพราะมีเพียงแมลงที่เดินไม่ได้เท่านั้น ถึงจะนอนรอรับการเหยียดหยามได้อย่างว่าง่าย แต่ในตอนที่เขานึกว่าสำเร็จผล หลินหานก็ยกขาขึ้นเบา ๆ คมมีดสั้นจึงตวัดพลาดโดนอากาศว่างเปล่า!
“โดนจับทางได้งั้นเหรอ?”
หยวนซือประหลาดใจ ตามหลักแล้ว ด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะตอบสนองทันได้เลย กระทั่งอาชีพสายต่อสู้หลักเลเวล 10 กว่า ๆ ก็ไม่อาจตอบสนองได้ทัน ทำได้เพียงนอนรอการเชือดเฉือนจากเขาเท่านั้น
หากจะให้เขายอมรับว่าไอ้ผู้สังเวยตรงหน้านี้อ่านกระบวนท่าของออก ย่อมเป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้เด็ดขาด
เรื่องบังเอิญ! ต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ ๆ ! คงเป็นเพราะเห็นว่าเขาล่องหนหายไป เลยลองก้าวขาหลบดูทิศทางละมั้ง! ต้องเป็นแบบนั้นแน่!
หยวนซือเอ่ยปลอบใจตนเองในใจ จากนั้นร่างก็พลิกตัววูบ มาปรากฏตัวอยู่อีกฝั่งของหลินหาน ตอนนี้หลินหานยังคงยืนนิ่งมองตรงไปข้างหน้า ดุจท่อนไม้แห้ง
แต่ในความเป็นจริง หลินหานได้เปิดใช้งานมุมมองพระเจ้าไว้แล้ว การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าของหยวนซือจึงฉายชัดในคลองจักษุของเขาอย่างแม่นยำ เขาไม่ได้ใส่ใจเลยว่าหยวนซือคิดจะทำอะไร สำหรับเขา อีกฝ่ายเป็นแค่นักฆ่าที่จิตใจยังไม่โตเต็มวัยเท่านั้น
หยวนซือตวัดมีดสั้นลงมา หลินหานยกขาขึ้น คลี่คลายการโจมตีลงได้อย่างง่ายดาย
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
หยวนซือถอยร่นไปด้านข้าง ดวงตาเผยแววตื่นตะลึงออกมาจนหมดสิ้น การโจมตีทั้งสองครั้งของเขาล้วนเด็ดขาดหมดจด ต่อให้ประจันหน้ากันตรง ๆ ยังยากจะหลบพ้น นับประสาอะไรกับการจู่โจมจากด้านหลัง แถมหลินหานยังไม่ได้หันหลังกลับมามองเลยสักนิด นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!
หลินหานหัวเราะระคนยิ้ม “เป็นอะไรไป? คิดว่าฉันไม่มีทางหลบพ้นหรือไง”
สีหน้าของหยวนซือเคร่งเครียดขึ้นมา ผู้สังเวยคนนี้มอบความรู้สึกที่ไม่ดีให้แก่เขาเลยสักนิด แตกต่างจากคู่ต่อสู้คนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง
“ไม่ใช่ว่ากระบวนท่าของนายมีปัญหา” หลินหานเอ่ยเรียบ ๆ “แต่ความคิดและการกระทำทั้งหมดของนายโดนฉันอ่านออกหมดแล้ว สำหรับฉัน นายในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กแก้ผ้ายืนอยู่ตรงหน้าฉันหรอก จินตนาการการเคลื่อนไหวของนาย ไร้ซึ่งความลับให้ซ่อนอีกต่อไป พูดให้ชัดก็คือทุกการกระทำของนาย ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของฉันไปได้”
หยวนซือตะคอกเสียงด้วยความโกรธ “อย่าคิดว่าบังเอิญหลบการโจมตีของฉันได้สองครั้งแล้วจะมาสั่งสอนฉันได้นะ! สำหรับฉัน แกยังไม่คู่ควร! แกคิดว่าแกเป็นใครกัน! ถึงกล้ามาบอกว่าอ่านทริกของฉันออก! ก็แค่ผู้สังเวย! อาชีพสายฮีลแท้ ๆ ยังกล้ามาพูดจาอวดดี!”
หลินหานผายมือ เอ่ยว่า “ถ้านายไม่เชื่อ ก็ลองบุกเข้ามาต่อสู้ดูสิ ดูว่าด้วยความเร็วอันสูงส่งและความเด็ดขาดของนาย จะสร้างบาดแผลให้ฉันได้สักแผลไหม”
หยวนซือโมโหหนักยิ่งกว่าเดิม “งั้นแกก็ระวังตัวไว้ให้ดี คราวนี้อย่ามาร้องขอชีวิตใต้คมมีดของฉันก็แล้วกัน!”
สิ้นเสียง หยวนซือก็เลือนหายไปจากจุดเดิมอีกครั้ง เค้นความเร็วสูงสุดออกมาเต็มกำลัง
หลินหานทำทีเป็นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ในมโนภาพมุมมองพระเจ้า การเคลื่อนไหวของหยวนซือกลับเหมือนกับเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน!