สุดท้ายคือ "ศูนยะ" หรือผู้ซึ่งไร้วรรณะ ศูนยะไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มวรรณะทั้งสิบสองวรรณะ ที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทางการไม่ได้บังคับให้ประชาชนต้องครองวรรณะ แต่ให้อิสระโดยไม่จำเป็ต้องถือครองวรรณะใดก็ได้
แต่ผู้ไร้วรรณะจะไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ จากทางการ เหมือนผู้ถือครองวรรณะ ผู้ไร้วรรณะจึงถูกมองเป็ชนชั้นต่ำและถูกกีดกันทุกอย่าง เป็ผู้ที่สังคมไม่ให้การยอมรับและไม่อยากไปคบค้าด้วย เพราะถูกมองว่าไร้ประโยชน์ ไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าทาส
พวกทาสยังมีงานที่ต้องทำจากนายทาส ส่วนผู้ไร้วรรณะไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งใด ไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการดูแลและสร้างสังคม จึงถูกมองเป็คนไร้ค่า ดังนั้นคนไร้วรรณะจึงหลบหนีหน้าผู้คน ปลีกตัวออกห่างจากสังคม
ท่านพ่อยังย้ำสอนเสมอว่า มนุษย์นั้นจะสูงหรือต่ำไม่ได้วัดกันที่วรรณะหรือยศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สินหรือเงินทอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งของนอกกาย สิ่งที่ทำให้มนุษย์สูงต่ำนั้นอยู่ที่ "จิตใจ" ผู้ไร้วรรณะไม่ใช่คนชั้นต่ำน่ารังเกียจ หลายคนมีเหตุผลจำเป็มากมายที่ต้องกลายเป็คนไร้วรรณะ
ไม่ว่าใครล้วน้าความสะดวกสบาย และการยอมรับนับถือ แต่เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่เลือกในสิ่งเ่าั้ อาจเป็เพราะมีความทุกข์ทางใจหรือผิดหวังกับบางสิ่ง เลยทำให้ต้องปลีกตัวออกห่างจากสังคม
การจะเป็คนใจสูงได้นั้น ต้องมีจิตเมตตากรุณา อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าถึงทุกชนชั้น ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส และผู้ยากไร้ด้วยความจริงใจ คนใจสูงย่อมเป็ที่รักใคร่ของคนที่ได้รู้จัก
ส่วนคนใจต่ำ คือผู้ที่ชอบดูถูกเหยียดหยาม ว่ากล่าวด่าทอให้ผู้อื่นเสียความรู้สึก หรือรู้สึกเ็ป เป็การใช้ถ้อยคำเสมือนดาบไปทิ่มแทงใจผู้อื่นเพื่อให้ตนเองอยู่เหนือกว่า
การดูถูกผู้อื่นหรือคนที่ด้อยกว่าไม่ใช่สิ่งที่ดี เราอาจสนุกหรือสะใจ แต่สิ่งเหล่านี้มันอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น รวมถึงพวกที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีประพฤติต่ำทราม โดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือทำร้ายร่างกาย เป็เหตุให้ผู้อื่นเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ
ในสังคมของมนุษย์ล้วนมีทั้งคนใจสูง และคนใจต่ำปะปนกันไป บางคนรูปลักษณ์ภายนอกแต่งกายดี มีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือ พูดจาไพเราะน่าฟังน่าชม แต่แท้จริงต้องดูกันให้ลึกถึงภายในจิตใจ บางทีรู้หน้าไม่รู้ใจสร้างภาพลวงตาเก่ง
ภายนอกอาจดูสดใสมีเมตตา แต่ภายในคิดไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพ ที่เราได้มองเห็นภายนอก พวกคนเหล่านี้แม้ว่ามีรูปลักษณ์ภายนอกสวยงาม แต่เมื่อเห็นถึงธาตุแท้จะรู้สึกน่ารังเกียจ นี่อาจเป็เหตุผลที่ท่านพ่อมักพาข้าไปดูการแสดงละครเวที เพื่อให้ข้าได้เรียนรู้ถึงจริตของมนุษย์ ไม่ให้ลุ่มหลงกับรูปลักษณะและการแสดงภายนอก
การมองภายในจิตใจคนต้องใช้เวลาพิสูจน์ จึงควรดูให้ดี ดูให้นานๆ เมื่อเราคบหากับใคร จะไว้วางใจใครหรือทำกิจการร่วมกับใคร อย่าดูเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งอาจเป็เพียงภาพลวงตาก็เป็ได้ จึงต้องดูไปถึงการกระทำ และความคิดความอ่านของเขาผู้นั้น ดูทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คำสอนเหล่านี้ท่านพ่อ้าสื่อให้ข้าเข้าใจว่า ให้ประพฤติตนเป็คนใจสูง อย่าดูคนเพียงแค่ภายนอก และช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน เพื่อใช้เป็แนวทางในการดำเนินชีวิต
เพราะในแต่ละวัน เราต้องพบเจอผู้คนอีกมากมายหลายประเภท สามารถเข้าใจคนอื่น ด้วยการเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็ และพร้อมรับมือกับคนทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้ข้าประพฤติตนเป็คนใจต่ำ
ตอนนี้เวลาประมาณหนึ่งโมงเช้าครึ่ง ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางไปโรงเรียนแล้ว ระยะทางระหว่างบ้านของข้ากับโรงเรียน อยู่ห่างจากกันราวสิบสองกิโลเมตร เมื่อใช้เส้นทางสัญจรหลักซึ่งเป็ถนนหลวงที่ทางการสร้างขึ้น
ส่วนบ้านของข้า เป็บ้านที่สร้างขึ้นภายในสวนเพาะปลูกพืช ตั้งอยู่บริเวณนอกเขตหมู่บ้านหินผาเล็กน้อย เป็ที่ดินที่ทางการจัดสรรให้วรรณะเกษตรยะ ครอบครัวละ 50 ไร่ การอาศัยอยู่นอกเขตหมู่บ้านค่อนข้างทุรกันดาร ไม่มีความสะดวกสบายเท่าไหร่นัก ที่ดินแปลงนี้อยู่ใกล้กับเส้นทางสัญจรหลัก ที่เชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านอื่นหลายหมู่บ้าน
ตัวข้าได้เข้าร่ำเรียนในโรงเรียนปราการศิลาอัคนี ซึ่งเป็สถานศึกษาที่ทางการสร้างขึ้น ตั้งอยู่ในเขตปกครองของหัวเมืองชั้นนอก ชื่อว่าเมืองศิลาอัคนี เป็หัวเมืองชั้นนอกหนึ่งในสามหัวเมืองทางทิศเหนือของอาณาจักร และยังเป็ศูนย์กลางการปกครองของเจ็ดหมู่บ้าน
ท่านพ่อให้ข้าเข้าศึกษาร่ำเรียนวิชาในสถานศึกษาแห่งนี้ เพราะเปิดการเรียนการสอนั้แ่ระดับปฐม จนถึงระดับมัชฌิมา หากเข้าเรียนที่หมู่บ้านหินผา จะเปิดการเรียนการสอนเพียงชั้นเรียนระดับปฐมเท่านั้น และที่สำคัญโรงเรียนในเมืองศิลาอัคนี มีคุณภาพของการศึกษาที่สูงกว่าโรงเรียนในหมู่บ้านหินผามาก
หากข้าเข้าเรียนในโรงเรียนที่หมู่บ้านหินผา ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด จะเดินทางเพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น แต่ท่านพ่อ้าให้ข้า คุ้นเคยกับการเดินทาง และสภาพแวดล้อมที่โรงเรียน ในเมืองศิลาอัคนี เพราะต้องร่ำเรียนวิชาที่นั่นถึงหกปี จนจบการศึกษาในระดับมัชฌิมาชั้นตรี ตอนนี้ข้ากำลังเรียนอยู่ในระดับปฐมชั้นเอก
โรงเรียนปราการศิลาเปิดการเรียนการสอน ั้แ่ชั้นเรียนระดับประฐมจนถึงระดับมัชฌิมา ในแต่ละระดับชั้นเรียนจะแบ่งออกเป็สามภาคเรียน ภาคเรียนละสี่เดือน ในทุกๆ สี่เดือนจะมีการสอบ ภาคเรียนที่หนึ่งและภาคเรียนที่สอง เป็การสอบวัดความรู้ ส่วนภาคเรียนที่สาม จะเป็การสอบเพื่อเลื่อนขั้น
ในแต่ละระดับชั้นเรียน จะแบ่งออกเป็สามขั้น ยกตัวอย่างในระดับปฐม จะถูกแบ่งออกเป็สามขั้นได้แก่ ระดับปฐมชั้นเอก ระดับปฐมชั้นโท และระดับปฐมชั้นตรี
ในแต่ละระดับ ต้องศึกษาร่ำเรียนวิชาอย่างน้อยสามปี จึงสามารถเข้าสอบเลื่อนระดับ ไปยังระดับที่สูงขึ้นได้ เช่นการเลื่อนจากระดับปฐมไประดับมัชฌิมา ส่วนการสอบเลื่อนขั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลาร่ำเรียนวิชาขั้นละหนึ่งปี เช่นการเลื่อนขั้นในระดับปฐมชั้นเอก ไประดับปฐมชั้นโท
การเรียนการสอนในระดับปฐมชั้นเอกจะเน้นการสอนในด้านจิตใจและอารมณ์ ลักษณะการเรียนการสอนในชั้นเรียนนี้ จะเป็วิชาสอนการควบคุมอารมณ์ การมีจิตใจที่มั่นคง มุ่งมั่นแน่วแน่ สามารถควบคุมตนเอง รู้จักกฎเกณฑ์หน้าที่ และมารยาททางสังคม
ในภาคเรียนแรกวิชาส่วนใหญ่ จะเป็การพัฒนาทางจิตใจ แต่โดยรวมจะเป็การสอน ให้ความเข้าถึงสภาพจิตใจของมนุษย์ ที่มีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงเกือบตลอดเวลา เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม สติปัญญา สภาพการเลี้ยงดูและสังคม ซึ่งทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกัน
สิ่งที่ข้าได้จากการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ผ่านมานั่นคือ การมีมโนธรรมที่เข้มงวด มีการย้ำคิดย้ำทำ และเคร่งครัดกับระเบียบ หลักสูตรเหล่านี้ พยายามให้ข้าเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางสังคม ในเื่ต่างๆ เช่น กฎหมาย วิถีชีวิต จารีตประเพณี เมื่อเรียนรู้และสามารถปฏิบัติตาม ได้อย่างถูกต้อง
เหลือเวลาเรียนอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ก็จะถึงการสอบในภาคเรียนที่สองแล้ว การเรียนการสอนของเทอมที่สองนี้ จะเป็การวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในรายละเอียด ในเช้าวันนี้ข้าต้องเข้าเรียนวิชาแรกเป็วิชาการปกครองเบื้องต้น เป็วิชาที่สอนกฎเกณฑ์และวิธีการ และระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม
วิชาแรกเป็วิชาการปกครองเบื้องต้น ท่านอาจารย์จะเข้าสอนในเวลาสองโมงเช้าสามสิบนาที จนถึงห้าโมงเช้าสามสิบนาที วิชานี้ใช้เวลาในการเรียนการสอนสามชั่วโมงเต็ม และอีกหนึ่งวิชาในตอนบ่ายหนึ่งโมงถึงบ่ายสี่โมงเป็วิชากฎหมายเบื้องต้น ใช้เวลาเรียนอีกสามชั่วโมง
โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอน ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เป็เวลาห้าวัน และหยุดทำการเรียนการสอนสองวันในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในแต่ละวันแบ่งการเรียนการสอนออกเป็สอง่ คือ่เช้าและ่บ่าย โดยต้องเรียนวันละสองวิชา ใช้เวลาในการเรียนวิชาละสามชั่วโมง ในหนึ่งวันต้องใช้เวลาในการเรียนหนังสือหกชั่วโมง
ในแต่ละวันข้าต้องเดินทางด้วยเท้ามายังโรงเรียน โดยใช้เวลาในการเดินทางหนึ่งชั่วโมง คนทั่วไปใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าปกติ จะใช้เวลาไปประมาณ 50-60 นาที ต่อระยะทางเจ็ดกิโลเมตร แต่สำหรับข้าใช้เวลาในการเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมง กับระยะทางถึงสิบสองกิโลเมตร กว่าข้าจะหาเส้นทางลัดและบริหารเวลาได้เช่นนี้ ต้องเจอกับความยากลำบากมากมาย
ใน่เริ่มเข้าเรียนสี่เดือนแรกในเทอมที่หนึ่ง ท่านพ่อจะเป็ผู้ขี่ม้ามาส่งข้าถึงโรงเรียน ใช้เวลาในการเดินทางเพียงสามสิบนาทีเท่านั้นก็ถึงจุดหมายปลายทาง ต่อมาเมื่อข้าเริ่มคุ้นเคยกับเส้นทาง ท่านพ่อจึงให้ข้าเดินทางด้วยเท้ามาโรงเรียนด้วยตนเอง
ซึ่งข้าก็ไม่เข้าใจ เพราะเส้นทางสัญจรหลักจะมีรถม้าลากประจำทาง วิ่งรับส่งผู้คนเข้าตัวเมือง รถม้าลากประจำทางจะมีลักษณะคล้ายกับรถม้า แต่มีจุดเด่นอยู่ตรงส่วนที่นั่ง ถูกออกแบบมาให้รองรับในการบรรทุกผู้คนได้จำนวนมาก
รถม้าลากสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึงยี่สิบคน มีม้าลากสี่ตัว ใช้เวลาเดินทางเพียง 50-60 นาที่ ก็ถึงโรงเรียน แต่ท่านพ่อให้ข้าเดินทางด้วยเท้า แทนการขึ้นรถม้าลากประจำทาง อาจ้าให้ข้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และได้ออกกำลังไปในตัว