ตอนที่ 41
ขอความช่วยเหลือ
หลังออกจากสมาคมพ่อค้าแล้ว เสวี่ยหมิงก็เดินทางกลับไปยังบ้านพักของโจวอู่เว่ย
ขณะที่เสวี่ยหมิงปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้าน บ่าวทั้งสองคนยังคงปกติดีอยู่และหาได้มีทีท่าสนใจเสวี่ยหมิงแต่อย่างใด เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงยังอยู่ในรูปลักษณ์ของอี้เฟย ซึ่งตัวเขาเองเลือกที่จะใช้รูปลักษณ์นี้ในการปกปิดตัวตน เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องหลบซ่อนตัวตนของอี้เฟยอีก ในเมื่อเฟยเซียงรู้แล้วว่าคหบดีหน้าอ้วนฉุเป็นคนเดียวกับอี้เฟย สมาคมพ่อค้าก็ย่อมต้องรู้ด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าบ่าวชราทั้งสองหาไม่ได้สนใจตัวเอง เสวี่ยหมิงจึงลอบเข้าไปยังที่พักของอาจารย์โจวอู่เว่ยทางด้านหลัง เสวี่ยหมิงเดินผ่านกองเถ้าถ่านที่ถูกเก็บกวาดกองกันเอาไว้ ก่อนจะเปลี่ยนแปลงโฉมกลับเป็นตัวตนของตัวเองอีกครั้ง เมื่อบ่าวชราทั้งสองเห็นเสวี่ยหมิงปรากฏตัวก็ตกอกตกใจเป็นการใหญ่ รีบจ้ำเข้ามาถามไถ่ พร้อมแจ้งเรื่องราวหลังจากคืนที่เสวี่ยหมิงหายตัวไปให้ได้รับฟัง
เมื่อฟังเรื่องราวจนจบ เสวี่ยหมิงรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดหลังจากที่เขาหายตัวไป จึงมีเพียงจื่อฮุยที่ส่งคนออกตามหา แถมยังกำชับบ่าวชราทั้งสองว่าหากมีข่าวอันใดให้รีบแจ้งกับจื่อฮุยโดยด่วน แต่กลับไม่มีเรื่องราวที่อาจารย์ของตัวเอง ออกตามหาหรือคาดคั้นว่าเหตุใดจึงเกิดเพลิงไหม้หรือการบุกรุกทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง
เมื่อเกิดความสงสัยเสวี่ยหมิงจึงได้ถามออกไปตรง ๆ ว่าเป็นเพราะเหตุใด
บ่าวชราทั้งสองได้ฟังคำถามก็เข้าใจ จึงอธิบายให้เสวี่ยหมิงฟังว่าโจวอู่เว่ยผู้ที่เป็นอาจารย์ของเสวี่ยหมิง รวมถึงเจ้านายของพวกมันทั้งสองคนนั้น ไม่ได้กลับมายังที่นี่เลย มีเพียงข่าวจากจื่อฮุยที่ถูกส่งต่อมาเท่านั้น ว่านายของพวกมันติดภารกิจด่วน ต้องเดินทางไกล และอาจจะไม่กลับบ้านเป็นเวลานานหลายสิบวัน
ระหว่างที่รับฟังเรื่องราวเสวี่ยหมิงก็พยักหน้ารับตามไปตลอดเวลา
...แย่ละอาจารย์ไม่อยู่แล้วข้าจะหาเงินมากมายขนาดนั้นได้จากที่ไหนในเวลาเพียงแค่เจ็ดวันกัน
เมื่อพบว่าบ่าวทั้งสองมีช่องทางส่งข้อความไปถึงจื่อฮุย เสวี่ยหมิงจึงสั่งให้ทั้งสองแจ้งไปยังจื่อฮุยว่าตัวเขานั้นอยากพบ แต่ก่อนที่บ่าวทั้งสองจะจากไปดำเนินการ เสวี่ยหมิงก็เน้นกำชับว่าการกลับมาของเขานั้นถือเป็นความลับ ห้ามให้ใครรับรู้เด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่าบ่าวทั้งสองจะรู้เรื่องราวต่าง ๆ มาจากจื่อฮุยอยู่บ้างแล้วว่าเสวี่ยหมิงนั้นน่าจะถูกผู้คนลอบทำร้าย บ่าวชราทั้งสองจึงไม่ได้ซักถามมากความ แถมยังรับคำมั่นอย่างแข็งขัน
.
.
หลังจากที่ข้อความถูกส่งออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม จื่อฮุยก็รีบแจ้นมายังบ้านของโจวอู่เว่ยในทันที เมื่อสหายรักทั้งสองได้พบหน้ากันต่างก็ดีใจ หลังเอ่ยทักทายกันพอเป็นพิธี จื่อฮุยก็ชิงลากเสวี่ยหมิงเข้าไปคุยในห้องหับมิดชิด ก่อนเอ่ยสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด และเมื่อพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นฝีมือของหลี่เปียวที่ตามราวีไม่เลิกรา จื่อฮุยก็ได้แต่ตีอกกระทืบเท้าระบายแค้น แถมยังสบถด่าก่อนจะเปรยขึ้นมาว่าหากไม่ใช่เพราะมีจื่อเจียงหนุนหลังหลี่เปียว เพียงแค่อาศัยบารมีลูกหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่ ย่อมไม่กล้ากระทำอุกอาจในบ้านของโจวอู่เว่ยเช่นนี้ แต่จื่อฮุยก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าทำไมหลี่เปียวถึงได้รู้สึกว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงเป็นภัยคุกคามอันร้ายแรงของตัวเอง เพราะเรื่องราวที่เสวี่ยหมิงเล่านั้นน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง หากข่าวของผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณระดับสอง สามารถเอาชนะผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณระดับสี่ได้เผยแพร่ออกไปผู้คนก็ย่อมตระหนักถึงความสามารถของมันผู้นั้นแล้วว่าไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เสวี่ยหมิงเล่านั้นเป็นการเอาชนะผู้ฝึกตนถึง 5 คนพร้อม ๆ กันแม้ว่าตัวมันจะบาดเจ็บสาหัสจนต้องหลบหนีนักฆ่าคนสุดท้ายไปก็ตาม
เมื่อจื่อฮุยเอ่ยถึงจื่อเจียงขึ้นมา ทำให้เสวี่ยหมิงอดทำหน้าสงสัยมิได้เพราะอย่างไรแซ่ของมันก็คือ...จื่อเช่นเดียวกัน ทำให้จื่อฮุยจำต้องเล่าเรื่องราวของขั้วอำนาจภายในตระกูลจื่อ ซึ่งไม่ได้มีแต่พ่อของจื่อฮุยที่มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง แต่ยังมีลุงของเขานาม...จื่อเลี่ยงจิน อีกคนซึ่งตัวของจื่อเลี่ยงจินก็มีลูกชายที่มากความสามารถเช่นเดียวกับจื่อฮุยนามจื่อเจียง และจื่อเจียงนี่เองที่เป็นผู้มีอำนาจหนุนหลังหลี่เปียว ยามกระทำผิดเกินกว่าที่ผู้เป็นพ่อของมันจะรับไหว แถมยิ่งนานวันอำนาจในมือของจื่อเจียงยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการทำธุรกิจมืดทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อตระกูลจื่อเป็นเจ้าเมือง ใครกันจะกล้าแข็งข้อแจ้งเอาผิดกับลูกหลานของผู้นำตระกูล เมื่อเจ้าหน้าที่ยอมปิดตาตัวเองข้างหนึ่ง ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่จื่อเจียงประกอบยิ่งมายิ่งขยายใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็นการค้าของเถื่อน สร้างกลุ่มอำนาจส่วนตัวขึ้นรีดไถเรียกค่าคุ้มครอง ธุรกิจโรงรับพนัน และที่ตอนนี้เป็นสถานที่ทำเงินมากที่สุดของจื่อเจียงก็คือสนามประลองเป็นตาย ซึ่งเป็นสถานที่ต่อสู้เดิมพันขันต่อ ของเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายที่หวังร่ำรวยอีกด้วย
จากธุรกิจที่เติบใหญ่ของจื่อเจียงเงินทองของมันจึงไม่ขาดมือ ทำให้แม้แรกเริ่มเมื่อ 2 ปีก่อนพรสวรรค์ของจื่อเจียงนั้นจะต่ำเตี้ยกว่าจื่อฮุยอยู่บ้าง แต่เพราะทรัพยากรเงินที่มากล้น บวกกับการคบหากลุ่มมิจฉาชีพจากการรับซื้อของโจร และกว้านซื้อสิ่งของวิเศษจากตลาดมืด ทำให้จื่อเจียงได้รับวาสนาโอสถวิเศษมากมาย ทำให้มันสามารถก้าวขึ้นเป็นศิษย์หลักของสำนักมังกรฟ้าได้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จนระดับฝีมือทิ้งห่างจื่อฮุยไปช่วงใหญ่
เรื่องราวที่เล่ามาจนยืนยาว แต่ดูเหมือนเสวี่ยหมิงจะไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าใดนัก เพราะหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย เสวี่ยหมิงก็หาได้เกรงกลัวต่ออำนาจคุกคามอีก จิตใจที่เคยเล็กจ้อยราวมุสิกเมื่อหลายเดือนก่อน กลับกลายเป็นใหญ่โตองอาจหาได้เกรงกลัวต่อสิ่งใดราวกับทารกน้อยของมังกรที่เพิ่งลืมตาดูโลก ที่รอเพียงเวลาเติบใหญ่ขึ้นเพื่อกู่ก้องให้สั่นสะท้านก้องไปทั่วแดนดิน
แม้เรื่องราวยืดยาวจะดูไร้สาระสำหรับเสวี่ยหมิง แต่แล้วเมื่อคำ...ร่ำรวยผ่านเข้ามากระแทกหู เสวี่ยหมิงก็พลันพบช่องทางแก้ปัญหาของตัวมันเองได้แล้ว แถมยังจะช่วยจื่อฮุยลดอำนาจของจื่อเจียงทางอ้อมอีกด้วย
ปัญหาเรื่องการเงินในตอนนี้ของเสวี่ยหมิงนั้นเร่งร้อนนัก เพราะมีเวลาเพียงแค่ 7 วันบีบรัดเอาไว้ว่าต้องหาเงินให้ได้ 100000 เหรียญทอง แต่ตอนนี้ในตัวของเสวี่ยหมิงยังมีเงินทองเพียงแค่ไม่ถึง 10000 เหรียญทอง เขาจึงจำเป็นต้องให้จื่อฮุยช่วยเหลือ บวกกับตอนนี้ความรู้สึกที่เสวี่ยหมิงมีต่อจื่อฮุยนั้นก็สนิทสนมกันอย่างมาก ทำให้เสวี่ยหมิงไม่อยากปิดบังเรื่องราวในหลาย ๆ ส่วนต่อสหายผู้นี้ ทำให้เสวี่ยหมิงเอ่ยแผนการหาเงินของตัวเองให้จื่อฮุยรับฟัง รวมถึงเปิดเผยตัวตนของนักปรุงยาอี้เฟยให้รับรู้ แม้จะไม่ได้ลงรายละเอียดทุกสิ่ง แต่ความเข้าใจผิดที่สมาคมพ่อค้ารับรู้นั้น ก็ทำให้ทั้งสองสนทนาพลางหัวเราะไปพลาง
หลังจากที่ทั้งคู่คุยแลกเปลี่ยนกันแล้ว บวกกับจื่อฮุยเองก็ช่วยอุดปิดช่องว่างแผนการที่เสวี่ยหมิงคิดค้นขึ้น รวมถึงตระกูลจื่อเองก็มีการเลี้ยงสายลับเอาไว้ จึงพอมีสิ่งของที่ใช้ในการปลอมแปลงที่มีคุณภาพดีและแนบเนียนกว่าที่เสวี่ยหมิงใช้อยู่ จื่อฮุยจึงออกปากว่าจะนำอุปกรณ์เหล่านั้นมามอบให้กับเสวี่ยหมิง ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางไปยัง...สนามประลองเป็นตาย
.
.
.
"เฟยเซียง เฟยเซียง" ผู้มาที่เร่งร้อนเช่นนี้ แถมบุกรุกเข้ามายังคฤหาสน์อันเป็นสถานที่ส่วนตัวของเฟยเซียง แถมยังตะโกนร้องเรียกโดยไม่เกรงกลัวผู้คนออกปากขับไล่ในเมืองหยกม่วงนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสหายสนิทในวัยเด็ก สตรีงดงามในชุดนักบู๊บุรุษสีขาวปลอด...จิวซิน
"จิวซิน" เสียงหวานเอ่ยเชิงตำหนิ เนื่องจากจิวซินส่งเสียงโหวกเหวกดัง รบกวนการอ่านตำราปรุงยาของตัวเอง "เจ้านี่นิสัยมิเคยเปลี่ยนไปเลยจริง ๆ นะ"
จิวซินหาได้ใส่ใจเสียงอันเชิงตำหนิของเฟยเซียง เพราะเธอเคยชินกับน้ำเสียงเชิงตำหนิ เชิงเย้าแหย่ของเฟยเซียงอยู่แล้ว "แน่นอนนิสัยข้าย่อมไม่เปลี่ยน เฉกเช่นเดียวกับหัวใจของข้าที่มีเพียงเจ้า"