มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มอิ่มใจ เดินออกไปที่ลานหน้าห้อง "คืนนี้จะเป็นคืนที่พิเศษสำหรับข้า... ข้าจะได้ทำให้พวกเจ้าเป็นของข้าอย่างแท้จริง"
ขณะที่มารเพลิงโลกัณฑ์ออกไปเดินเล่นบริเวณลานหน้าห้อง พายุเมฆเริ่มปั่นป่วนและฟ้าผ่าลงมาอย่างมากมาย
มารเพลิงโลกัณฑ์ หันไปมองท้องฟ้า สังเกตเห็นพายุ "เกิดอะไรขึ้น รู้สึกถึงพลังที่มีระดับถึง 90..."
เขาสัมผัสได้ว่าพลังนี้คือเทพอัสนีย์ที่มาถึงแล้ว เขาจึงรีบเปลี่ยนร่างเป็นมารเพื่อเตรียมพร้อม
มารเพลิงโลกัณฑ์เปลี่ยนร่างเป็นมารแท้ที่มีสีแดงสด มีสองเขาบนศรีษะ และปลายหางเป็นลูกศร เขายืนอยู่ที่ลานหน้าห้อง มองไปในทิศที่ฟ้าผ่าอย่างรุนแรง
ห้องใต้ปราการเบญจธาตุยังคงมืดสลัวและเงียบสงบ ข้างในห้อง เทพเหมันต์ เทพฟ้าดิน และนางมารเบญจธาตุกำลังต่อสู้กับฤทธิ์ยา "หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ" ที่กำลังทำให้พวกนางเจ็บปวด ทุรนทุราย ไม่สามารถควบคุมตนเองได้
นางมารเบญจธาตุ หันไปทางหน้าต่าง สังเกตเห็นแสงฟ้าแลบ "อาจจะมีโอกาสที่จะรอดแล้วนะพวกเรา..."
มารเพลิงโลกัณฑ์พูดกับตนเอง พร้อมหันไปมองสถานการณ์ "เทพอัสนีย์... ข้าไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาในคืนนี้ ข้าจะต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้"
ในห้องใต้ปราการเบญจธาตุ เทพเหมันต์ เทพฟ้าดิน และนางมารเบญจธาตุกำลังต่อสู้กับฤทธิ์ยา "หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ" ที่ทำให้พวกนางรู้สึกเจ็บปวด ทุรนทุราย
เทพเหมันต์ นอนนิ่งอย่างสงบถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว "ข้ารู้สึกถึงพลังที่รุนแรง... เทพอัสนีย์อาจจะมาถึงแล้ว"
เทพฟ้าดิน พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงเพราะความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส "เราต้องหาทางออก... ไม่มีทางที่เราจะยอมแพ้"
เทพอัสนีย์ปรากฏตัวที่ประตูห้อง เขามองไปที่มารเพลิงโลกัณฑ์ที่ยืนอยู่ด้านนอก
เทพอัสนีย์พูดด้วยเสียงมั่นใจ มองไปที่มารเพลิงโลกัณฑ์ "มารเพลิงโลกัณฑ์... เจ้าจะต้องหยุดการกระทำอันต่ำช้าของเจ้านี้ซะ แล้วบางทีข้าอาจจะยกโทษให้"
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มอย่างท้าทาย เตรียมตัวต่อสู้ "เทพอัสนีย์... ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่าข้าเหนือกว่าพวกเจ้าทั้งหมด"
มารเพลิงโลกัณฑ์ในร่างมารแท้ของเขายืนประจันหน้ากับเทพอัสนีย์ ท้องฟ้ามืดครึ้ม พลังทั้งสองฝ่ายปะทะกันในบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มอย่างท้าทาย "เทพอัสนีย์ เจ้าคิดว่าจะปราบข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ"
เทพอัสนีย์ เสียงนิ่ง มั่นใจ "เจ้าทำผิดมหันต์มารเพลิงโลกัณฑ์ คืนนี้จะเป็นจุดจบของเจ้า ข้าจะใช้พลังใหม่ที่ข้าตระหนักรู้จากธรรมชาติของพิภพนี้"
เทพอัสนีย์ยืดอก สูดหายใจลึก รวบรวมพลังจากทุกทิศทุกทาง ปราณเทพในธรรมชาติเริ่มเคลื่อนไหวจากทุกมุมของพิภพ สร้างดาบนับล้านเล่มลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่ละเล่มเกิดจากหนึ่งปราณ
เทพอัสนีย์ เอ่ยเสียงก้องกังวาน "ล้านดาบอัสนีเทวะ"
ทันใดนั้น ดาบนับล้านๆ เล่มลอยขึ้นเต็มท้องฟ้า บดบังแสงสว่างทั้งหมด ทำให้บรรยากาศมืดครึ้มจนทุกสิ่งรอบข้างนิ่งเงียบ มารเพลิงโลกัณฑ์เริ่มรู้สึกถึงพลังมหาศาลนี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มารเพลิงโลกัณฑ์ หน้าถอดสี ขาสั่น "ไม่... นี่มันไม่จริง พลังระดับนี้... ไม่มีทาง"
เทพอัสนีย์ชี้มือไปทางมารเพลิงโลกัณฑ์ ดาบนับล้านเล่มบนฟ้าพุ่งตรงลงมาทางมารเพลิงโลกัณฑ์อย่างรวดเร็วและรุนแรง เขาตกใจมากจนขยับตัวไม่ได้ ขณะที่ดาบพุ่งมาราวกับพายุ มารเพลิงโลกัณฑ์พยายามจะถอดเสี้ยววิญญาณหนี
มารเพลิงโลกัณฑ์ ตะโกนเสียงลั่น "ไม่!! ข้าจะไม่ยอมแพ้เช่นนี้"
ดาบนับล้านเล่มพุ่งเสียบร่างของมารเพลิงโลกัณฑ์ เขาถูกทำลายร่างกายจนสลายกลายเป็นฝุ่น เสี้ยววิญญาณของเขาพยายามหนีออกมา แต่ดาบที่เหลือบนฟ้าก็พุ่งเสียบเข้าที่เสี้ยววิญญาณจนสิ้นสลาย
เมื่อมารเพลิงโลกัณฑ์ถูกทำลาย ดาบที่เหลืออีกนับล้านๆ เล่มบนท้องฟ้าก็พุ่งลงไปในปราการเบญจธาตุ เสียบทำลายทหารมารทุกคนในปราการจนร่างสลายเป็นเถ้าธุลี
เทพอัสนีย์ เดินกลับเข้าห้องใต้ปราการ "จบสิ้นแล้ว..."
เมื่อการต่อสู้จบลง เทพอัสนีย์รีบเข้าไปในห้องใต้ปราการเบญจธาตุเพื่อแก้มัดให้กับสามสาวที่ถูกมัดด้วยบ่วงเทวะในห้องซึ่งถูกพิษของยาหมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ
เทพเหมันต์ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด ร้องด้วยความดีใจ "ท่านพี่... ข้า... อยู่นี่"
เทพฟ้าดิน ถอนหายใจโล่งอก "ท่านอาจารย์ช่วยข้าด้วย"
เทพอัสนีย์เข้าไปแก้มัดให้ทั้งสามคน แล้วใช้ปราณอัสนีแผ่เข้าไปยังร่างทั้งสามสาวจนฤทธิ์ยาสลาย นางมารเบญจธาตุเมื่อได้พลังอัสนีนอกจากฤทธิ์ยาต่างๆในตัวนางจะสลายไปแล้วปราณยังถูกขัดเกลา จนเกิดเสียงระเบิดดังลั่นพร้อมแสงสว่างจ้าปกคลุมตัว
เมื่อแสงจางลงนางก็ได้กายใหม่เป็นกายมหาเทพ ระดับ 80
เทพอัสนีย์ "ข้าขอแต่งตั้งเทพวรัญธร มหาเทพ ระดับ 80 เป็นเจ้าสำนักเทพอัสนีย์แทนเทพเหมันต์ ข้าเชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่ข้าสามารถไว้วางใจได้"
เทพวรัญธรก้าวออกมาโค้งคำนับต่อเทพอัสนีย์ด้วยความเคารพ
เทพวรัญธร "ข้าขอรับตำแหน่งด้วยความภักดี และจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนความไว้วางใจ"
ณ พิภพเทพ จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณได้ส่งสารท้ารบมหาเทพจอมราชัน เมื่อมหาเทพจอมราชันรับปากเพื่อจะได้จบสงครามเทพมารเสียที ทั้งสองจึงออกเตรียมการต่อสู้หน้าพระราชวังในพิภพเทพ
แสงจากพิภพเทพส่องประกายอร่าม ร่างของมหาเทพจอมราชันและจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณยืนประจันหน้ากัน ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสที่กลับกลายเป็นบรรยากาศอึดอัด ทหารเทพและมารต่างยืนเรียงรายทั้งสองฝ่ายเฝ้าดูการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ กล่าวท้าทาย "มหาเทพจอมราชัน วันนี้คือวันที่เจ้าจะต้องยอมศิโรราบต่อข้า มันถึงเวลาแล้วที่สงครามนี้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพิภพเทพ"
มหาเทพจอมราชัน ตอบด้วยเสียงหนักแน่น "หากเจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ เจ้าประเมินข้าต่ำเกินไปมารเพลิงพิรุณ ข้าจะยุติสงครามนี้ด้วยมือของข้าเอง"
ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณและมหาเทพจอมราชันต่างโคจรรอบกันและกัน ฝ่ามือของทั้งสองเริ่มเรืองแสง
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณโถมพลังธาตุไฟอย่างรุนแรงใส่มหาเทพจอมราชัน ขณะที่มหาเทพจอมราชันใช้ธาตุดินสกัดไว้ พลังของธาตุทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ส่งผลให้พื้นดินสะเทือน
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ หัวเราะ "ธาตุไฟของข้าแข็งแกร่งเกินไปสำหรับเจ้ามหาเทพ"
มหาเทพจอมราชัน ยิ้มเล็กน้อย "ข้าก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน!"
มหาเทพจอมราชันโถมพลังธาตุน้ำเข้าใส่ จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณใช้ธาตุลมโต้กลับ ผลัดกันรุกผลัดกันรับจนบรรยากาศโดยรอบกลายเป็นสนามรบขนาดใหญ่
การต่อสู้เริ่มทวีความดุเดือดขึ้น เมื่อการใช้วิชาธาตุสูสีกันทั้งสองฝ่าย จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณตัดสินใจเปลี่ยนแผน
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ "พลังธาตุสูสีเกินไป ข้าคิดว่าเรามาใช้ปราณปะทะกันดีกว่า"
มหาเทพจอมราชันพยักหน้า ทั้งสองเริ่มรวบรวมปราณขั้นมหาเทพระดับ 90 พลังของพวกเขาปะทุออกมาจนทำให้ผืนฟ้ามืดครึ้ม ราวกับฟ้าถล่มดินทลายเมื่อพลังมหาศาลของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน
ทั้งสองโถมพลังใส่กันด้วยความเร็วและความรุนแรงจนทำให้แก่นวิญญาณเริ่มสั่นคลอน ทุกครั้งที่พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ผืนแผ่นดินก็สั่นสะเทือน และฟ้าผ่าลงจากท้องฟ้าอย่างรุนแรง
มหาเทพจอมราชัน รู้สึกถึงพลังที่อ่อนลง "พลังของข้ากำลังลดลง...แก่นวิญญาณของข้าร้าวเสียแล้ว"
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ เริ่มรู้สึกถึงอาการเหมือนกัน "ข้าเองก็เหมือนกัน... ของวิเศษที่ข้าใช้เพื่อเพิ่มพลังทำให้แก่นวิญญาณข้าไม่แข็งแรงพอ"
ทั้งสองต่างรู้ดีว่าหากสู้ต่อไป แก่นวิญญาณของพวกเขาจะแตกสลาย พวกเขาจึงหยุดการต่อสู้ทันที และต่างถอยกลับไปยังวังของตนเอง
มหาเทพจอมราชัน "วันนี้ยังไม่ใช่วันตายของข้าและเจ้า... แต่เราคงต้องเรียกทายาทของเรามารับช่วงต่อ"
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ พยักหน้าเห็นด้วย "ข้าก็เห็นด้วย ถึงเวลาของพวกเขาแล้ว"
ทั้งสองฝ่ายกลับไปยังพระราชวังของตน จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณเรียกตัวมารพยัคขาว ส่วนมหาเทพจอมราชันเรียกตัวเทพอัสนีย์ ทั้งสองจะต้องมาพบเพื่อรับคำสั่งจากผู้นำของตนเพื่อสืบทอดบัลลังก์และนำพาสงครามเทพมารนี้ไปสู่จุดจบ
ณ เมืองเมฆาอัคคี เมืองที่เคยรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่ง บัดนี้กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เทพอัสนีย์บุกเข้ามายืนอยู่กลางเมือง ดาบอัสนีในมือของเขาส่องแสงสว่างราวกับฟ้าผ่ากลางวัน ขณะที่มองไปรอบ ๆ เพื่อหาคู่ต่อสู้
เทพอัสนีย์กล่าวเบาๆ "เมืองนี้... เหมือนกับถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครอยู่เลยหรือ"
ในขณะที่เขายืนอยู่ ทันใดนั้น มารพยัคขาวที่ซ่อนตัวอยู่หลังพระราชวังรู้สึกได้ถึงการมาของเทพอัสนีย์ ใบหน้าของเขาแสดงความตื่นตระหนก เมื่อเขาตระหนักว่าเทพอัสนีย์เป็นมหาเทพระดับ 90 ซึ่งสูงกว่าตนถึง 20 ระดับ
มารพยัคขาวพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว "ไม่... ข้าไม่มีทางสู้เขาได้ ข้าต้องหนี"
มารพยัคขาวรีบหลบออกจากพระราชวังทางด้านหลัง เขาเร่งหนีไปยังอุโมงค์ลับที่ขุดไว้สำหรับการหลบหนี เมื่อเทพอัสนีย์มาถึงประตูพระราชวัง เขาเห็นร่องรอยของมารพยัคขาวกำลังหนี
เทพอัสนีย์ตะโกนก้อง "มารพยัคขาว ออกมาสู้กัน ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปได้หรอก"
เสียงคำรามของเทพอัสนีย์ทำให้มารพยัคขาวตื่นตระหนกยิ่งขึ้น เขาไม่สนใจเสียงเรียก รีบวิ่งหนีเข้าสู่ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับพิภพมาร ขณะที่ร่างของมารพยัคขาวหายเข้าไปในประตูมิติ อุโมงค์ก็ถล่มลงมาทันที
เทพอัสนีย์ถอนหายใจอย่างหนักแน่น "ข้าคงไม่สามารถตามเขาไปในพิภพมารได้ในเวลานี้"
เทพอัสนีย์หันกลับมา สั่งการทางจิตแก่เหล่าทหารเทพให้ถอนกำลังกลับทันที
เทพอัสนีย์ "ทุกคน ถอนกำลังกลับไปยังสำนัก ข้าจะทำการปิดผนึกที่นี่"
จากนั้น เทพอัสนีย์ยกมือขึ้น สายฟ้าพุ่งออกมาจากมือของเขา ปิดผนึกอุโมงค์ลับและถล่มเขานารีนิทราจนราบเรียบ ขณะที่เขากำลังจะกลับ มีจดหมายเร่งด่วนเรียกตัวเข้าเฝ้ามหาเทพจอมราชัน
ณ พระราชวังพิภพเทพ
เทพอัสนีย์วาร์ปมายังที่ประทับของมหาเทพจอมราชัน ข้างหน้าคือห้องที่มีบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ มหาเทพจอมราชันนั่งอยู่บนนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ยังคงแฝงด้วยความยิ่งใหญ่และสง่างาม
มหาเทพจอมราชัน "เทพอัสนีย์ ลูกรัก...เจ้าทำงานได้ดีมาก รายงานสถานการณ์ให้ข้าฟังที"
เทพอัสนีย์นั่งลง "ข้าบุกเข้าเมืองเมฆาอัคคีแล้ว แต่เมืองนั้นว่างเปล่า มารพยัคขาวหนีผ่านประตูมิติไปยังพิภพมาร ข้าไม่สามารถติดตามเขาได้ แต่ได้ถล่มและปิดผนึกทุกสิ่งไว้แล้ว"
มหาเทพจอมราชันพยักหน้า "เจ้าทำได้ดี ข้าภูมิใจในตัวเจ้า...เจ้าฝึกฝนถึงระดับไหนแล้ว"
เทพอัสนีย์ตอบอย่างมั่นใจ "ลูกบรรลุขั้นมหาเทพระดับ 90 แล้ว"
มหาเทพจอมราชันยิ้มพอใจ เขาใช้พลังหยิบแก่นวิญญาณของตนออกมา มันเรืองแสงเจิดจ้าในมือ
มหาเทพจอมราชัน "ถึงเวลาแล้ว ข้าจะมอบแก่นวิญญาณของข้าให้เจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิม"
มหาเทพจอมราชันส่งแก่นวิญญาณให้กับเทพอัสนีย์ เทพอัสนีย์รับแก่นวิญญาณนั้นด้วยความเคารพ
มหาเทพจอมราชันกล่าวอำลา "จากนี้ไป เจ้าจะต้องนำพาพิภพเทพให้ก้าวไปข้างหน้า ข้าจะไปแล้ว... ขอให้เจ้าโชคดี"
เทพอัสนีย์น้ำตาคลอ "ข้าจะทำตามที่ท่านพ่อสั่ง ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
ร่างมหาเทพจอมราชันสลายไปอย่างช้า ๆ เทพอัสนีย์หลับตา นั่งสมาธิ และเริ่มหลอมรวมแก่นวิญญาณ เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสว่าง เสียงระเบิดดังขึ้นจากท้องฟ้า แผ่นดินก็สะท้านสะเทือน เมื่อแสงสว่างจางลง เทพอัสนีย์ลืมตาขึ้น เขาดูแข็งแกร่งและสงบนิ่งมากกว่าเดิม
เทพอัสนีย์กล่าวอย่างมั่นใจ "บัดนี้ ข้าเป็นมหาเทพระดับ 100 แล้ว"
เหล่าขุนนางเทพทุกคนคุกเข่าอยู่ในท้องพระโรง อัญเชิญเทพอัสนีย์ขึ้นสู่บัลลังก์
ปราชญ์วิญญาณ "พวกข้าขออัญเชิญท่านขึ้นครองบัลลังก์ เป็นมหาเทพจอมราชันองค์ใหม่แห่งพิภพเทพ"
เทพอัสนีย์ ยืนขึ้นอย่างสง่างาม "ข้ารับตำแหน่งนี้ แต่ชื่อของข้าจะยังคงเป็นเทพอัสนีย์เช่นเดิม"
เหล่าขุนนางเทพไม่กล้าแย้ง และต่างยอมรับคำประกาศของเทพอัสนีย์
มารพยัคขาวออกจากทางลับหลังจากหลบหนีจากเมืองเมฆาอัคคี เขาหยุดยืนหน้าป่าลึกลับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและเหนื่อยล้า ขณะที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะไปทางไหนต่อ จู่ ๆ ก็มีจดหมายโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า
มารพยัคขาวรับจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน "จดหมายจาก... จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ ท่านพ่อเรียกข้ากลับวัง"
ทันใดนั้น มารพยัคขาวตัดสินใจวาร์ปเข้าไปยังพระราชวังของจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณทันที
ในห้องท้องพระโรงขนาดใหญ่ มารพยัคขาวปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ จักรพรรดิ์นั่งบนบัลลังก์ที่สูงส่ง พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่รอบตัวเริ่มจางลง บ่งบอกถึงความอ่อนแอของจักรพรรดิ์ที่ใกล้ถึงจุดจบ
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณเสียงแหบแห้งแต่หนักแน่น "มารพยัคขาว ลูกเอ๋ย... เวลาของพ่อมีไม่มากแล้ว"
มารพยัคขาวตกใจ "ท่านพ่อ... ท่านหมายความว่าอย่างไร"
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณพูดช้าๆ "เจ้าต้องรับแก่นวิญญาณของพ่อไป สถาปนาตนเองเป็น 'จักรพรรดิ์มารพยัคขาว'... เวลานี้พิภพมารต้องการผู้นำที่แข็งแกร่ง"
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณยื่นแก่นวิญญาณที่เรืองแสงอันแผ่วเบามาให้ มารพยัคขาวรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในนั้น เขารับแก่นวิญญาณด้วยความเคารพและความหนักใจ
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ (ย้ำ) "เจ้าต้องหมั่นฝึกวิชา อย่าเกียจคร้าน ตอนนี้เจ้ายังสู้พวกเทพไม่ได้... แต่หากเจ้ามีวินัย เจ้าจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่"
มารพยัคขาวน้ำตาคลอ "ท่านพ่อ ข้าจะทำตามคำสั่งของท่าน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณยิ้มอ่อนๆ ก่อนร่างของเขาจะเริ่มสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แก่นวิญญาณของเขาผนวกรวมเข้ากับมารพยัคขาวโดยสมบูรณ์
จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณเสียงสุดท้าย "พ่อไปละ... เจ้าคือความหวังของพิภพมาร"
ร่างของจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณสลายไปในอากาศ ทิ้งให้มารพยัคขาวยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางบัลลังก์อันว่างเปล่า
หลังจากรับแก่นวิญญาณของจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ พลังของมารพยัคขาวเริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ แก่นวิญญาณของเขาเจิดจ้า เขารู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในทุกขณะ
มารพยัคขาว ยืนมั่นคง พลังเต็มเปี่ยม "ข้า... ข้าได้ขึ้นสู่ระดับ 90 แล้ว"
เหล่ามารในพิภพต่างส่งเสียงร้องแสดงความยินดีขณะที่มารพยัคขาวขึ้นครองราชย์เป็น "จักรพรรดิ์มารพยัคขาว" แห่งพิภพมาร พิธีราชาภิเษกเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องจากเหล่าทหารและประชาชนแห่งพิภพมาร
ขุนนางมาร
"จักรพรรดิ์มารพยัคขาวจงเจริญ องค์จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพิภพมาร"
มารพยัคขาวยืนอยู่บนบัลลังก์ใหม่ของเขา ใบหน้าของเขาแฝงความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่
มารพยัคขาวกล่าวอย่างมุ่งมั่น "ข้าจะไม่ทำให้พิภพมารต้องพ่ายแพ้ ข้าจะนำทัพมารให้ยิ่งใหญ่เหนือพวกเทพ... จักรพรรดิ์มารพยัคขาวผู้นี้จะเป็นผู้นำที่แท้จริง"
ณ พิภพเทพ พระราชวังแห่งเทพอัสนีย์
ที่ท้องพระโรงของพระราชวังแห่งพิภพเทพ เทพอัสนีย์นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสง่า ท่ามกลางเสียงเงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อมจากเหล่าเทพบริวารที่ยืนอยู่โดยรอบ วันนี้เป็นวันประกาศแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญของเทพอัสนีย์ที่ครองบัลลังก์เป็นมหาเทพจอมราชันแห่งพิภพเทพ
เทพอัสนีย์เสียงกังวาน "วันนี้ ข้าจะทำการประกาศแต่งตั้งบุคคลสำคัญ ที่จะช่วยข้าในการปกครองพิภพเทพต่อจากนี้ต่อไป"
เหล่าเทพทั้งหลายต่างตั้งใจฟังใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพ
เทพอัสนีย์ ยิ้มอย่างอบอุ่น "ข้า... จักรพรรดิ์เทพอัสนีย์ จอมราชันแห่งพิภพเทพ ขอประกาศแต่งตั้ง เทพเหมันต์ ขึ้นเป็น 'พระมหาชายาแห่งพิภพเทพ' ร่วมเคียงข้างข้าในการปกครองและนำทางพิภพนี้ไปสู่ยุคแห่งความสงบและยิ่งใหญ่"
เทพเหมันต์ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่มั่นคง โค้งคำนับต่อเทพอัสนีย์อย่างเคารพ
เทพเหมันต์ "ข้าจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อนำพาพิภพเทพให้สงบสุข"
เทพอัสนีย์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปทางองค์หญิงภูติ
เทพอัสนีย์ "องค์หญิงภูติ ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็น 'พระชายาขวา' แห่งพิภพเทพ เพื่อร่วมปกครองและดูแลพิภพนี้ต่อไป"
องค์หญิงภูติยิ้มอย่างงดงาม ก้าวออกมาโค้งคำนับเบาๆ
องค์หญิงภูติ "ขอบพระทัย จักรพรรดิ์เทพอัสนีย์ ข้าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ"
เทพอัสนีย์หันไปทางเทพฟ้าดิน
เทพอัสนีย์ "และเทพฟ้าดิน ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็น 'พระชายาซ้าย' แห่งพิภพเทพ"
เทพฟ้าดินก้าวออกมา โค้งคำนับอย่างเคารพ
เทพฟ้าดิน "ข้าขอรับคำสั่งนี้ และจะร่วมมือกับทุกคนเพื่อความรุ่งเรืองของพิภพเทพ"
เทพอัสนีย์หันไปทางเทพมังกรเขียว
เทพอัสนีย์ "เทพมังกรเขียว ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็น 'ราชาแห่งพิภพอัสนี' ข้าหวังว่าเจ้าจะนำพาพิภพนี้ด้วยความเข้มแข็งและปรีชาญาณ"
เทพมังกรเขียวยิ้มอย่างสง่างาม ก้าวออกมาโค้งคำนับต่อเทพอัสนีย์
เทพมังกรเขียว "ข้าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อพิภพนี้"
เทพอัสนีย์หันไปหาเทพวายุ
เทพอัสนีย์ "เทพวายุ ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็น 'พระมหาชายาแห่งพิภพอัสนี' เจ้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและซื่อสัตย์ ข้าหวังว่าเจ้าจะดูแลพิภพอัสนีอย่างดี"
เทพวายุก้าวออกมาด้วยท่าทางสง่างาม โค้งคำนับอย่างจริงใจ
เทพวายุ "ข้าจะรับใช้พิภพอัสนีอย่างเต็มความสามารถ ขอขอบพระทัยที่ให้เกียรตินี้แก่ข้า"
เทพอัสนีย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
เทพอัสนีย์ "นอกจากนี้ ข้าจะให้เทพวายุเข้ารับตำแหน่งเจ้าตำหนักลม ซึ่งว่างลงในตอนนี้ เจ้าคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้"
เทพวายุพยักหน้ารับคำสั่งอย่างนอบน้อม
เทพวายุ "ขอบพระทัย ข้าจะทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด"
หลังจากการประกาศแต่งตั้งตำแหน่งทั้งหมดเสร็จสิ้น เหล่าเทพขุนนางต่างยืนแสดงความเคารพและส่งเสียงยินดี
เทพอัสนีย์ เสียงทรงพลัง "จากวันนี้ไป พวกเราจะร่วมกันนำพาพิภพเทพสู่ความยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น ร่วมมือกันเพื่อปกป้องพิภพนี้จากอันตรายทั้งหลาย"
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีกึกก้อง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยความยินดีและความภักดีต่อมหาเทพจอมราชันองค์ใหม่
เทพทั้งหลาย "ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปีหมื่นๆปี"