สองวันต่อมาจางฝูลู่กับเฉินอี้ก็มาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าหอนางโลมชิงอ้าย
หอนางโลมแห่งนี้แม้มิได้หรูหราโอ่อ่ามากมายเท่ากับในเมืองหลวงแต่เพราะเป็หอนางโลมเพียงแห่งเดียวของเมืองซุนฉือจึงเป็สถานที่ที่รวมหญิงงามไว้มากที่สุดในเมืองนี้
จางฝูลู่เองวันนี้แต่งกายดูดีเป็พิเศษ จากผมที่เคยมัดเพียงง่ายๆ หลวมๆการแต่งกายก็มิได้ดูสะอาดตานัก เพราะทำงานในโรงไม้แม้จะอยู่ในตำแหน่งเสมียนและมิได้ไปแบกหามแต่ในโรงไม้ไฉกังก็ล้วนมีแต่ผู้ชายร่างกายเหม็นเหงื่อไคลกันทั้งวัน ตัวเขาเองจึงมิได้คิดจะแต่งกายให้ดูดีมากมายแต่อย่างใด
แต่วันนี้ผมเผ้าของเขากลับดูเรียบร้อยมัดขึ้นสูงและผูกด้วยเชือกรัดผมที่กำลังนิยมกันในบรรดาคุณชายตอนนี้เสื้อผ้าเนื้อดีสีอ่อนขับผิวของเขาให้ดูขาวขึ้น แม้มิได้ผุดผ่องเท่าเฉินอี้แต่ก็ส่งผลให้เครื่องหน้าของเขาดูเด่นชัด เป็ที่สะดุดตาหญิงของสาวหลายคน
เขามิเคยแต่งกายเช่นนี้มานานแล้วที่เคยแต่งกายดีที่สุด ก็คงเป็ตอนที่ท่านแม่ส่งเขาไปเรียนการทำบัญชีกับอาจารย์หลิวจินเซ่อที่สำนักศึกษาในเมืองหลวงตอนที่เขาอายุสิบหกปี
จางฝูลู่รู้สึกประหม่ายิ่งมีคนมองเขามาก เขาก็ยิ่งมิรู้ว่าจะเอามือไม้ไปวางไว้ที่ตรงไหนและยิ่งหันไปมองเฉินอี้ที่อยู่ข้างๆ ก็ยิ่งทำให้จางฝูลู่ดูเด่นขึ้นไปอีก
เฉินอี้ใส่หมวกคลุมผ้าปิดหน้ามาอย่างมิดชิดขนาดนี้เขาก็ยิ่งตกเป็เป้าสายตามากขึ้นจนเดินตัวเกร็งไปหมดแล้ว
อาหลิ่งบอกกับเฉินอี้ว่าวันนี้เสี่ยวจางดูหล่อเหลาราวกับบุตรชายตระกูลใหญ่
เฉินอี้ยิ้มเขาแตะไปที่มือของจางฝูลู่แล้วจึงกล่าวกลั้วหัวเราะ
“เป็อันใดไปเหล่าจาง เหตุใดมือจึงชุ่มเหงื่อแบบนี้เล่า”
จางฝูลู่แอบมองเหล่เพื่อนด้วยความขุ่นเคืองพลางสูดลมหายใจ
“อย่าพูดมากน่า” จางฝูลู่กัดฟันพูด
เฉินอี้จึงขบปากตนเองไม่ให้หัวเราะออกมาและพยักหน้า“เข้าไปกันเถิด”
เมื่อเดินกันไปได้สองสามก้าวจางฝูลู่ก็ชะงักเท้าและหันมาหาเฉินอี้
“เ้าจะมิเป็ไรแน่หรือ”
“วางใจเถิด ข้ามียันต์เกราะคุ้มภัยอยู่” เฉินอี้ตบเบาๆไปที่อกเสื้อของตนเอง
อาหลิ่งยืนมองทั้งสองคนเดินเข้าไปในหอชิงอ้ายนางไม่สามารถตามเฉินอี้เข้าไปข้างในนั้นได้ เพราะสำหรับิญญาผู้พิทักษ์สถานที่แบบนี้คือสถานที่อโคจร
เฉินอี้เองก็เพิ่งจะได้รู้จากอาหลิ่งเป็ครั้งแรกว่ามีสถานที่ที่อาหลิ่งไม่สามารถเข้าไปได้ด้วย
อาหลิ่งอธิบายว่าสถานที่อโคจรคือสถานที่ของการเป็ไปเพื่อกำหนัด เป็ข้าศึกของพรตพรหมจรรย์กับมนุษย์ย่อมมิได้มีผลกระทบอันใด แต่กับดวงจิตของิญญาผู้พิทักษ์จะกระทำการให้แปดเปื้อนมิได้ หากเป็เช่นนั้นต้องกลับไปหาฟานเจียงต้าเหรินเพื่อชำระดวงจิตให้กลับคืนพรตพรหมจรรย์ดังเดิมโดยต้องใช้เวลาทั้งหมดเจ็ดวัน์ หรือเท่ากับเจ็ดปีของมนุษย์
นางมิสามารถทิ้งเฉินอี้ไปได้นานถึงเพียงนั้น
“แม่นางอาหลิ่ง มิต้องเป็ห่วงเฉินอี้มากไปหรอก” อยู่ๆ หลิวซูเจี๋ยก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าอาหลิ่งนางมิได้สนใจเขา สายตาจับจ้องอยู่ที่เฉินอี้เท่านั้น
“ข้าได้ไปผูกมิตรชิดใกล้กับท่านถู่กงของหอชิงอ้ายมาเรียบร้อยแล้วเขารับปากว่าจะให้ท่านเ้าที่คอยดูแลเฉินอี้ให้เอง”
อาหลิ่งเหลือบมองหลิวซูเจี๋ยและกลับมามองเฉินอี้ที่กำลังก้าวเข้าไปในหอชิงอ้ายตามเดิม“ขอบใจ”
สิบปีแล้วที่นางมิเคยห่างเฉินอี้ไปเลยแม้สักก้าวนี่เป็ครั้งแรกที่นางกับเขามิได้ก้าวเท้าเดินเคียงข้างกัน
ก้าวแรกที่ต้องห่างกันเฉินอี้ก็เดินเข้าหอนางโลมเสียแล้ว ความรู้สึกของนางตอนนี้คงกล่าวได้แต่เพียงว่าหัวเราะมิได้ร่ำไห้มิออกจริงๆ
เมื่อเข้าไปถึงด้านในจางฝูลู่กับเฉินอี้ก็ตกเป็เป้าสายตาทันทีด้วยรูปลักษณ์ของจางฝูลู่ที่เหมือนหนุ่มน้อยปีนรั้วหนีออกมาจากสำนักศึกษาและเฉินอี้ที่มีหมวกและผ้าคลุมหน้าทำให้บรรดาชายหญิงที่อยู่ในหอชิงอ้ายต่างให้ความสนใจกับผู้ที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่เป็ตาเดียว
ส่วนจางฝูลู่เมื่อถูกจ้องมองก็เงอะงะทำอันใดมิถูกบรรดาหญิงงามในหอชิงอ้ายต่างมองเขาด้วยสายตาใคร่เสน่หา และใคร่เอ็นดู
หญิงสาววัยกลางคนนางหนึ่งดูแล้วน่าจะเป็แม่เล้าเดินมาหาจางฝูลู่และเฉินอี้นางกล่าวต้อนรับเขาทั้งสองราวกับสนิทชิดเชื้อมาเป็แรมปีทั้งที่พวกเขาเพิ่งจะเคยก้าวเท้าเข้ามาที่นี่เป็ครั้งแรก
เมื่อจางฝูลู่บอกความ้าของตนว่าอยากให้นางช่วยจัดห้องที่เป็ส่วนตัวให้เขาสักห้องหนึ่ง พร้อมมอบเงินจำนวนห้าร้อยก้วนให้นางเป็ค่าจัดการดูแลก็เหมือนว่าทุกอย่างง่ายดายไปเสียหมด
แม่เล้าพาทั้งสองคนขึ้นไปชั้นสองและนำเข้าไปในห้องซึ่งจัดไว้ง่ายๆ แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านดี
“คุณชายท่านนี้จะมิปลดหมวกลงให้ข้าได้ชื่นชมใบหน้าของท่านสักหน่อยหรือเ้าคะ”แม่เล้าสาวกล่าวเสียงหวานพร้อมกับขยับเข้าใกล้เฉินอี้ จางฝูลู่รีบเดินเข้ามาขวาง
“รบกวนแม่นางช่วยอะไรข้าอีกสักอย่างได้หรือไม่”
แม่เล้ามองจางฝูลู่พร้อมกับแย้มยิ้มและแตะที่แขนของเขา
“คุณชายมิต้องเอ่ยอันใด ข้าก็รู้ใจท่านเ้าค่ะ รอสักครู่เถิดประเดี๋ยวข้าจะให้เด็กยกสุราอาหารและนำหญิงงามมาให้คุณชายทั้งสองนะเ้าค่ะ”แม่เล้าสาวยิ้มละไม แม้นางจะไม่ใช่สาวแรกรุ่น แต่ก็ยังดูงดงามราวกุหลาบบานสะพรั่ง
“แม่นาง ข้าอยากให้ท่านช่วย…….” แล้วจางฝูลู่ก็ขยับเข้าไปใกล้แม่เล้าสาวและยื่นหน้าเข้าไปกล่าวเสียงเบาข้างหูของนาง
แม่เล้าสาวมีสีหน้าประหลาดใจนางมองจางฝูลู่และเฉินอี้ ที่มีผ้าปิดบังใบหน้าไว้ แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
“แหม คุณชายสองท่านนี้ ช่างมีรสนิยมแปลกประหลาด แต่มิเป็ไรข้าเข้าใจเ้าค่ะ”แม่เล้าสาวกล่าวเสียงหวานและปรายสายตาใส่จางฝูลู่จนเขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องและกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“รบกวนท่านทั้งสองรอสักครู่เพราะตอนนี้หญิงงามที่ท่าน้ามีอยู่หนึ่งคนพอดีเ้าค่ะ ข้าจะไปตามมาให้”แล้วแม่เล้าก็เดินออกจากห้องไป
จางฝูลู่เหงื่อซึมไรผมพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างเฉินอี้อย่างอ่อนแรง
เฉินอี้ยิ้มกริ่มอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า“ถามจริงๆ เถิดเหล่าจาง เ้ามิเคยเข้าหอนางโลมมาก่อนจริงหรือ”
จางฝูลู่รินน้ำชาให้ตนเองและดื่มทีเดียวสามจอกรวด
“จะเคยได้อย่างไรเล่า หากพ่อแม่ข้ารู้เข้าล่ะก็คงได้โดนจับมัดกับขื่อแล้วโบยด้วยหวายเป็แน่”
“ป้าจางรักเ้าขนาดนี้ ท่านมิทำเช่นนั้นกับเ้าหรอก” เฉินอี้ปลอบใจจางฝูลู่เขาเองก็กำลังคิดว่า หากจางฝูลู่ถูกป้าจางและลุงจางลงโทษจริงๆเขาจะเป็คนรับผิดชอบแทนจางฝูลู่เอง
ขณะกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้นเด็กในร้านก็ยกสำรับสุราอาหารเข้ามาให้ เมื่อจัดวางของบนโต๊ะเรียบร้อยก็มีหญิงสาวนางหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องพอดี
จางฝูลู่ที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่เมื่อสักครู่พลันเงียบเสียงลงทันที เฉินอี้ได้กลิ่นกายของนางหอมอบอวลอยู่ในห้องเป็กลิ่นหอมที่มิว่าชายใดก็ตามที่ได้กลิ่น ย่อมต้องตกอยู่ในภวังค์