จางหลินเดินกลับมาที่ตำหนักของตนเองในเขตสีขาว พื้นที่โดยรอบตำหนักของเขายังมีตำหนักหลังเล็กๆอีกหลายหลังที่เรียงรายต่อกันทอดยาวกว่าสิบหลัง
เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ความเป็นอยู่ของศิษย์ป้ายขาวไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวมากนัก แต่หากต้องการจะได้พักในตำหนักที่ดีกว่านี้ มีเพียงแต่ต้องพยายามพัฒนาระดับป้ายให้เข้าสู่ระดับที่สูงกว่าเท่านั้น
“ศิษย์น้องหยุน” จู่ๆตำหนักข้างเคียงได้ปรากฏร่างของศิษย์ป้ายขาวหลายคนก้าวออกมาทักทายจางหลินอย่างเป็นมิตร
จางหลินกลายเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะได้รับความเคารพจากคนอื่นๆในระดับเดียวกันมากถึงขนาดนี้
จางหลินดูประหลาดใจเล็กน้อยก็จริง แต่เขาเองก็ไม่ได้เสียมารยาท ก่อนจะเข้าไปทำความรู้จักกับศิษย์ป้ายขาวที่รอต้อนรับการมาถึงของเขาด้วยความจริงใจ
หากมองด้วยสายตา ศิษย์ป้ายขาวเหล่านี้มีอายุเฉลี่ยที่ 25-30 ปีโดยประมาณ
และเกือบจะทุกคนมีความแข็งแกร่งในขอบเขตขัดเกลา มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ในขอบเขตก่อกำเนิด
ทันใดนั้นก็มีชายผู้หนึ่งแหวกฝูงชนเข้ามา เขาคือชายหนุ่มผมสีน้ำตาลและมีใบหน้าที่เป็นกันเอง ร่างนั้นมาหยุดลงตรงหน้าจางหลินและประสานมือทักทาย “ศิษย์น้องหยุน ข้ามีนามว่าอี้ทงเสวียน ยินดีที่ได้รู้จัก”
จางหลินเองก็ยกมือประสานตอบกลับเช่นกัน “หยุนเฟยหยางคารวะศิษย์พี่อี้”
อี้ทงเสวียนพยักหน้าเบาๆที่เห็นว่าบุคลิกของจางหลินไม่ตรงกันกับที่เขาได้ยินมาเลยแม้แต่น้อย “เนื่องจากเจ้าเป็นศิษย์ใหม่ คงจะมีอะไรหลายๆอย่างที่เจ้ายังไม่เข้าใจ เจ้าสามารถถามข้าและทุกคนที่นี่ได้โดยที่ไม่ต้องเกรงใจ”
จางหลินพยักหน้าเบาๆ ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายเล็กน้อยเมื่อได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากศิษย์ในสำนัก
จู่ๆเขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ศิษย์พี่อี้ ข้าขอถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่?”
“หืม?” อี้ทงเสวียนไม่ได้ปฏิเสธ “แน่นอน หากอยู่ในขอบเขตความรู้ความเข้าใจของข้า ข้าสามารถตอบเจ้าได้ทุกอย่าง”
จางหลินไม่ลังเลที่จะถามว่า “ศิษย์พี่รู้จักคนที่ชื่อจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยบ้างหรือไม่?”
อี้ทงเสวียนประหลาดใจเล็กน้อยกับคำถาม แต่เขาก็พยักหน้าเบาๆ “เจ้ากำลังพูดถึงสามพี่น้องตระกูลจางที่เพิ่งจะเข้าสู่สำนักเมื่อไม่นานมานี้ใช่หรือไม่?”
ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย ก่อนที่เขาจะพยักหน้ายืนยัน “ถูกต้อง ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน?”
อี้ทงเสวียนก็ตอบในสิ่งที่จางหลินอยากรู้ “หากเป็นสามพี่น้องตระกูลจาง ตอนนี้พวกเขาอยู่ในเขตของศิษย์ป้ายทองแดงแล้ว”
“โอ้?” จางหลินดูประหลาดใจเล็กน้อย
อี้ทงเสวียนได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เมื่อครึ่งเดือนก่อน สามพี่น้องตระกูลจางเป็นเพียงศิษย์ป้ายขาวก็จริง แต่หลังจากที่พวกเขาได้รับข่าวร้ายจากตระกูล บุคลิกของพวกเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ราวกับว่ามีปีศาจแห่งความแค้นครอบงำพวกเขา!”
“หลังจากนั้นสามพี่น้องตระกูลจางก็ฝึกฝนตนเองอย่างบ้าระห่ำ ทั้งสามได้ต่อกรกับศิษย์ป้ายทองแดงในลานประลองและเอาชนะพวกมันมาได้ จนสุดท้ายสามพี่น้องตระกูลจางก็ได้เลื่อนขั้นกลายเป็นศิษย์ป้ายทองแดงไปแล้ว” อี้ทงเสวียนเล่าทุกอย่างที่ตนเองรู้ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของสามพี่น้องตระกูลจางมีเขาเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
ก่อนหน้านั้นสามพี่น้องตระกูลจางตกเป็นเป้าครหาจากศิษย์ป้ายขาวหลายๆคนว่า ทั้งสามได้รับสิทธิพิเศษในการเลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์ชั้นในเพียงเพราะความช่วยเหลือจากหยุนเหวิน และหลังจากนั้นทั้งสามก็ถูกท้าทายไม่เว้นแต่ละวัน
แม้ว่าก่อนหน้านั้นสามพี่น้องตระกูลจางจะถูกรังแกมาบ้าง แต่หลังจากที่พวกเขารับรู้ว่าสมาชิกตระกูลของพวกเขาถูกฆ่าล้างบาง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความแข็งแกร่งของทั้งสามดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นผิดปกติ พวกเขาได้เอาชนะคนที่มารังแกพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม!
จนคนสุดท้ายก็เกิดการประลองระหว่างศิษย์ป้ายขาวและศิษย์ป้ายทองแดง และเป็นที่ไม่น่าเชื่อว่าสามพี่น้องตระกูลจางจะสามารถเอาชนะศิษย์ป้ายทองแดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
นับตั้งแต่นั้น สามพี่น้องตระกูลจางก็ได้ถูกเลื่อนขั้นให้ไปอาศัยอยู่ในเขตของศิษย์ป้ายทองแดงแทน
จางหลินที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับสามพี่น้องตระกูลจางก็อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นด้วยความหนักอึ้งในใจ เขาเข้าใจดีว่าอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้คนทั้งสามต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้
ย้อนกลับไปหยุนเหวินได้บอกกล่าวแก่เขาว่า ร่องรอยของการสังหารหมู่ตระกูลจางเกิดขึ้นจากหยางเซี่ยและปรมาจารย์ซูหยาน ฉะนั้นเขาจึงคาดการณ์ว่าหยุนเหวินก็คงจะบอกเรื่องนี้แก่สามพี่น้องตระกูลจางเช่นกัน จึงทำให้พวกเขาพยายามที่จะเพิ่มระดับพลังยุทธ์ให้มากเพียงพอที่จะสามารถล้างแค้นให้แก่ตระกูลจางได้!
เมื่อรับรู้ดังนั้นจางหลินก็อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองอยู่ในใจลึกๆ
[พี่สาว จางหลง หวู่ฮุ่ย... ลำบากพวกเจ้าแล้ว]
[แม้ว่าข้าจะพยายามทำให้ตระกูลจางหลีกเลี่ยงการล่มสลายจากน้ำมือของตระกูลชิงได้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องมาล่มสลายด้วยน้ำมือของปรมาจารย์ซูหยานอยู่ดี]
แต่อีกใจหนึ่งเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวางใจ เพราะขอบเขตขั้นต่ำของศิษย์ป้ายทองแดงคือขอบเขตก่อกำเนิด นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของสามพี่น้องตระกูลจางเทียบได้กับผู้อาวุโสของตระกูลจางไปแล้ว
หลังจากพูดคุยกันอีกสักพัก จางหลินก็ขอตัวเข้าสู่ตำหนัก แต่อี้ทงเสวียนก็ได้ย้ำเตือนว่าอีกสองชั่วยามต่อจากนี้เขาต้องไปที่ห้องเรียนของศิษย์ป้ายขาว ซึ่งจะมีอาจารย์มาสอนสั่งเกี่ยวกับพื้นฐานของการเป็นผู้ฝึกฝนปราณ
จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นเขาก็เข้ามาในตำหนักของตน
เมื่อมานั่งลงบนแท่นบ่มเพาะที่ถูกจัดเตรียมไว้ จางหลินก็หยิบขวดหยกออกมาจากข้างเอว มันคือเม็ดยาก่อกำเนิดที่มีไว้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาโดยเฉพาะ
“มาดูกันว่าข้าจะสามารถทะลวงคอขวดเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้หรือไม่…” จางหลินเทเม็ดยาออกมาพลางจ้องมองด้วยแววตาที่ล้ำลึก
แต่ก่อนที่เขาจะได้กลั่นเม็ดยา จู่ๆก็มีเสียงตะคอกของใครบางคนดังขึ้น
“หยุนเฟยหยาง! โผล่หัวออกมา!”
เสียงนั้นทำให้จางหลินชะงักไปครู่หนึ่ง พลางจ้องมองไปที่หน้าต่างไม้ไผ่สานและพบว่ามีคนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอยู่
ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจเก็บเม็ดยากลับคืนสู่ขวดหยกและก้าวออกจากห้องฝึกฝน
. . .
“มู่เถียน! เจ้าคิดจะทำอะไร!?”
“อี้ทงเสวียน นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า! หากไม่อยากเจ็บตัวก็หลีกทาง!”
“เจ้า! เจ้าคิดจริงๆหรือว่าข้ากลัวเจ้า!?”
“ฮ่าๆๆ! อี้ทงเสวียน เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าอยากจะปกป้องศิษย์ใหม่คนนั้น? หากให้ข้าแนะนำและหากเจ้าไม่อยากเดือดร้อน อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันจะดีกว่า”
“.....”
เบื้องนอกตำหนักของจางหลินมีคนสองคนกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด และมีศิษย์ป้ายขาวถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง
หนึ่งในนั้นคืออี้ทงเสวียน และอีกคนคือชายร่างบึกบึนที่กำลังประจันหน้ากับอี้ทงเสวียนพลางฉีกยิ้มอย่างเย้ยหยัน
คนทั้งสองกลุ่มจ้องเขม็งกันราวกับว่าเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน หากไม่ติดว่ามีกฎเกณฑ์ของสำนักควบคุมอยู่ พวกเขาคงจะเปิดฉากต่อสู้กันไปนานแล้ว
ครืด~
ประตูตำหนักถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างสีขาวของจางหลินก้าวที่ออกมาด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์