บทที่ 18 รักแรกของเด็กสาว
สองมือของหลินหลานหรูแปดเปื้อนเลือดมาตั้งแต่ชาติที่แล้วนางเป็นคนประเภทชั่วช้าสามานย์ที่ถูกสังคมประณามแล้วยังยืนยิ้มด้วยจิตใจที่บิดเบี้ยวนางจึงต้องเลือกเดินเส้นทางนองเลือดนั้นอย่างควบคุมตนเองไม่ได้เพียงแค่นั่งฟังข่าวรายงานการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ที่ไม่สามารถปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนางยิ่งรู้สึกลำพองใจ ฆ่าต่อเนื่องเป็นรายที่สี่ ที่ห้า ที่หก...ยิ่งนางฆ่ายิ่งรู้สึกมีอำนาจ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้วไม่มีเหลืออีกต่อไปครอบครัวที่ดีพร้อมทุกอย่างไม่ได้ช่วยให้นางมีจิตใจเมตตาและเห็นคุณค่าในตัวคนนางคิดเพียงว่าพวกเขาสมควรตาย
มาชาตินี้หลินหลานหรูถูกล้อมกลางป่ามิต่างจากชาติที่แล้วที่ถูกรุมรังแกทุบนิ้วมือขวาของนางก่อนลงแข่งขันกีฬายิงธนูโอลิมปิกเพียงแต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อยที่เวลานี้นางแข็งแกร่งพอจะโต้ตอบกลับได้แล้วยิ่งไม่มีทางให้เรื่องในอดีตเหล่านั้นเกิดซ้ำ
ดวงตะวันฉายแสงทางทิศตะวันตกลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาแผ่วเบา หลินหลานหรูยืนท่ามกลางวงล้อมอากัปกิริยาคล้ายเบื่อหน่ายอยู่บ้าง แต่ทั้งตัวคนกลับแผ่กลิ่นอายกดดันออกมาภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ท่วงท่าน่ายำเกรง ลมหายใจเข้าออกหนักหน่วงและเสียดแทงราวกับพยัคฆ์ดุร้ายตัวหนึ่งกระทั่งสมุนของหมายเลขหนึ่งไม่กล้าเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ทำได้แค่ยืนหยั่งเชิงปิดล้อมไม่ให้หนีเท่านั้น
หลินหลานหรูกะพริบตาแพรขนตายาวขยับเบาๆ
เด็กสาวเหล่านี้เป็นเพียงลิ่วล้อคอยตามหลังหมายเลขหนึ่งเพื่อเสริมอำนาจให้อีกฝ่ายเท่านั้นหากเทียบความสามารถถือว่ายังห่างชั้นกันไกลนักแต่ก็ไม่ใช่พวกอ่อนหัดที่เผลอประมาทได้
"ลูกพี่พวกเจ้าเล่าถ้าจะสู้ก็ตัวต่อตัว" หลินหลานหรูเอ่ย กวาดสายตามองหาไม่เจอคนจึงว่างห่อผ้าไว้ที่พื้น ชักมีดสั้นออกมา ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม
"ข้าอยู่นี่!"
เสียงดังมาจากด้านหลังหลินหลานหรูหันกลับไป
หมายเลขหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากแนวป่าก่อนโบกมือให้สัญญาณลูกสมุนล่าถอยออกไป ชักมีดยาวพร้อมสู้ตัวต่อตัวเช่นกัน
นัยน์ตาเด็กสาวทั้งสองคนเยือกเย็นคมกริบประดุจอาวุธเหล็กกล้า
ความแค้นตลอดสองปีถึงคราวสะสางหมายเลขหนึ่งจับจ้องที่เสื้อคลุมไหล่ของหลินหลานหรู
หลินหลานหรูยอมถอดเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจออกหากชนะทั้งที่สวมเสื้อคลุม คงเรียก 'สู้กันอย่างใส่สะอาด' ได้ไม่เต็มปาก
"มาจบเรื่องกันวันนี้เถอะถ้าเจ้าแพ้ข้าจะตัดมือขวาของเจ้า พร้อมกับหูข้างซ้าย และตามด้วยตาขวาตกลงหรือไม่" หลินหลานหรูเอ่ยขึ้นก่อน
สมุนของหมายเลขหนึ่งอึ้งอ้าปากค้าง
หมายเลขหนึ่งตกใจอยู่บ้างทว่าโกรธมากกว่า เพิ่มแรงจับมีดในมือ ข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านรู้ทั้งรู้ว่ากำลังถูกยั่วให้โกรธด้วยคำพูดและท่าทางหยิ่งยโสอวดดีนั่นแต่นางมองแผนสกปรกของหลินหลานหรูออกประดุจมองนิ้วบนฝ่ามือตัวเองไม่มีทางถูกยุแหย่จนเสียการควบคุม
ดวงตาหมายเลขหนึ่งวูบไหวชั่วครู่ก็กลับมาสงบนิ่งความจริงแล้วเจ้าหนึ่งร้อยห้าไม่ได้มีทักษะความสามารถอะไรเลยที่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ล้วนพึ่งโชคเท่านั้น"เลิกทำตัวเป็นหมาหยอกไก่ได้แล้ว หากเจ้าแพ้ เจ้าต้องปลิดชีพตัวเอง!"
เงียบไปเนิ่นนานคล้ายหลินหลานหรูไม่มั่นใจ "ตกลง! ข้ากล้าท้า ย่อมทำได้อย่างที่รับปากเจ้าเองก็อย่าเสียใจภายหลัง"
สิ้นเสียงทั้งคู่ขยับอาวุธในมือเข้าโรมรัน
การต่อสู้ของเด็กสาวหมายเลขหนึ่งและหมายเลขหนึ่งร้อยห้ากินเวลานานพอสมควร ตั้งแต่บ่ายคล้อยจนกระทั่งฟ้ามืดลงทุกชั่วลมหายใจ
ขณะที่พื้นที่ในการต่อสู้ลากยาวไปเรื่อยๆจนถึงเขตบึงป่าอสรพิษไม่นานทั้งสมุนของหมายเลขหนึ่งและคนของหลินหลานหรูซึ่งนำขบวนด้วยเก้าสิบเอ็ดก็วิ่งตามมาจนถึงเขตป่าไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กฝึกหมายเลขอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในค่ายฝึก
เด็กสาวทั้งคู่ต่างอยู่ในสภาพเหนื่อยหอบสะบักสะบอมตัวชุ่มเลือด ร่างกายสั่นระริก สู้กันอีกหนึ่งกระบวนหมายเลขหนึ่งพลันตระหนักได้ถึงความผิดปกตินับตั้งแต่เริ่มต่อสู้นางไม่ได้ตัดกำลังของหลินหลานหรูลงอย่างที่คิดไว้แม้แต่น้อย
"เจ้ากล้าหลอกข้า! หนึ่งร้อยห้าเจ้ามันปีศาจ!" หมายเลขหนึ่งพลาดแล้วพ่นคำที่คิดว่าสามารถยั่วยุหลินหลานหรูให้ขาดสติได้ที่สุดของสุนัขจนตรอกคือทุ่มทั้งหมดที่มี
หลินหลานหรูเหยียดหลังตรงปรายตามอง
มีดในมือหมายเลขหนึ่งที่ชี้มาทางหลินหลานหรูสั่นอย่างไร้กำลังตัวโงนเงนยืนไม่มั่นคง บนร่างมีรอยแผลเล็กๆ ให้เลือดไหลออกจากตัวช้าๆ
หลินหลานหรูแม้มีแผลไม่ต่างกันแต่นางไม่ได้ใส่ใจยิ่งกับคำกล่าวหาว่าเป็นปีศาจยิ่งไม่เก็บมาคิด แต่ไหนแต่ไรนางก็หาใช่คนอยู่แล้วขึ้นชื่อว่าพรรคมาร ยังจะหาความดีในชื่อนี้ได้อีกหรือ
เมื่อเห็นสภาพหมายเลขหนึ่งพ่ายแพ้แล้วนางจึงหันไปยังพยานทุกหมายเลขที่ยืนห้อมล้อมด้านหลังเอ่ยเสียงดังประหนึ่งขู่ขวัญว่า "พวกเจ้า!หลังจากนี้ข้าจะทำลายอำนาจของนางทิ้งซะ หากพวกเจ้าคนใดไม่เห็นด้วยยังภักดีต่อนางก็ก้าวออกมา ชักมีดแล้วแทงมาที่ข้าข้าที่พวกเจ้าเห็นว่าทำเกินกว่าเหตุ!"
กล่าวจบ ไม่รอให้ผู้ใดเผยตัวหลินหลานหรูสะบัดมีด เคลื่อนไหวรวดเร็วพริบตาเดียวมือขวาที่จับมีดชี้ออกมาของหมายเลขหนึ่งขาดตกบนพื้นหญ้าเสียงร้องโหยหวนดังบาดหู
สมุนหมายเลขหนึ่งสองคนถึงกับเข่าทรุดเด็กสาวอีกหลายหมายเลขเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว สีหน้าตกตะลึงมองมือลูกพี่ที่ตกอยู่บนพื้น ด้วยเพราะเป็นมือของลูกพี่ที่ตนเคารพในความสามารถจึงยอมรับความพ่ายแพ้ของหมายเลขหนึ่งไม่ได้
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทุกหมายเลขที่ยืนอยู่ในที่แห่งนี้ ต่างเห็นว่าหลินหลานหรูเมตตาที่สุดแล้วมากเกินไปด้วยซ้ำ หนึ่งร้อยห้าเป็นเด็กฝึกสายทรมานเข้าขั้นโรคจิตที่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนแล้วรู้สึกดีดังนั้นการกระทำนี้จึงค่อนข้างปรานีอยู่บ้างเมื่อเทียบกับการทรมานที่แสนเลือดเย็นที่ผ่านมา
"ไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือไรที่ผ่านมาปากบอกว่าภักดี หนักแน่นได้แค่นี้หรือ" หลินหลานหรูเอ่ยพลางขยับมีด
ใบมีดเปื้อนเลือดย้อมรอยสักอสรพิษคาบแก้ว ขับให้มันเหมือนมีชีวิตนอนเลื้อยอยู่บนนั้นพริบตาต่อมาหูข้างซ้ายของหมายเลขหนึ่งก็ถูกตัดขาด
หมายเลขหนึ่งขบกรามร้องทั้งที่พยายามข่มความเจ็บปวดไว้สุดชีวิตเสียงที่เปล่งออกมาจึงไม่น่าฟัง ทว่าที่เจ็บยิ่งกว่าคือใจที่กำลังพ่ายแพ้ถูกลวงให้เข้ามาในบึงป่าอสรพิษก็นับว่าโง่เพียงพอแล้วเรื่องพละกำลังนางเหนือกว่าอย่างไม่ต้องคาดเดาแต่เสียท่าให้กลลวงหลอกเด็กสามขวบไม่ใช่เรื่องที่คนระดับความสามารถเช่นนางจะกระโดดลงไปในหลุมพรางแบบนี้ได้
"ต่อไปก็ตาขวา"หลินหลานหรูเอ่ยอย่างเย็นชา กระชับมีดยกขึ้นสูงแต่ถูกขัดด้วยเสียงสมุนของหมายเลขหนึ่ง
"หยุดได้แล้ว!"
หลินหลานหรูหันกลับไปก็เห็นว่าเด็กฝึกหมายเลขใดกำลังสั่งให้นางหยุดช่างไม่-เข้า-ท่า เมื่อกระโดดลงจากหลังเสือแล้วก็ยากจะปีนกลับใช้สายตาเหี้ยมเกรียมมองกลับไป
สมุนนางนั้นไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดทั้งตัวสั่นเทาแล้วก็ยังขวัญกล้าต่อว่าหลินหลานหรู "หนึ่งร้อยห้าเจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมกลลวงอันใดถึงเอาชนะหมายเลขหนึ่งได้เหตุใดไม่รู้สึกละอายใจบ้าง คนอย่างเจ้าเพื่อให้ชนะแล้วแม้แต่เรื่องต่ำช้าเจ้าก็ไม่เว้นสมควรยืนอยู่ต่อหน้าลูกสมุนเจ้ารึ!"
"เล่ห์เหลี่ยมกลลวง? ละอาย ต่ำช้า สมควรหรือไม่เจ้าถามสมุนข้าก็คงรู้เอง ต้องให้ข้าบอกรึ!"หลินหลานหรูคล้ายถูกทำให้เสียการควบคุม เผลอตวาดโต้ตอบด้วยอารมณ์คุกรุ่น
เก้าสิบเอ็ดถูกกระทบตั้งแต่แรกหันไปถลึงตาใส่สมุนนางนั้นอย่างไม่พอใจสมุนนางนั้นเห็นสายตาเก้าสิบเอ็ดก็สะอึกอยู่บ้าง
ทว่าขณะหลินหลานหรูกำลังเผลอทางฝั่งหมายเลขหนึ่งที่หลินหลานหรูหันหลังให้ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
ส่วนสมุนนางนั้นไม่แม้แต่จะถามมีใครบ้างไม่รู้ ค่ายฝึกแห่งนี้โหดเหี้ยมแต่ไหนแต่ไรยกคุณธรรมมากล่าวอ้างจะต่างอะไรกับอีกาในฝูงหงส์ความดีอันน้อยนิดลอยล่องในมหาสมุทรคนชั่วไม่นานก็คงถูกกลืนหายไปอ้างตัวเป็นคนดีไปแล้ว เสร็จจากเรื่องนี้จะให้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไรควรหรือไม่ก็ถูกมองเป็นพวกนอกรีตไปแล้ว
เพราะเข้าใจในความจริงเรื่องนี้ดีสมุนหมายเลขหนึ่งนางนั้นจึงนึกแค้นใจเป็นที่สุดนางทุ่มทุนไปทั้งหมดแต่กลับไม่สามารถกะเทาะได้แม้แต่ผิวหนังของหลินหลานหรูดังนั้นจังหวะที่หลินหลานหรูหันไปทางอื่น นางกระชับมีดในมืออาศัยความได้เปรียบเรื่องพละกำลังและความเร็ว พุ่งเข้าหาหลินหลานหรู
เสียงอุทานตกใจดังขึ้นกะทันหันพร้อมกับที่เก้าสิบเอ็ดตะโกนเตือนลูกพี่
ฉับพลันเสียงมีดแทงทะลุเนื้อก็ดังตามมา
เงียบงันกันไปในพริบตาไม่มีใครนึกถึงว่าหลินหลานหรูจะหลบทัน สถานการณ์ถึงกับพลิกภาพที่ปรากฏคือหมายเลขหนึ่งแทงสมุนของตนเอง
หลินหลานหรูเหยียดมุมปากคลี่ยิ้มหัวเราะเบาๆ ล็อกคอสมุนของหมายเลขหนึ่งนางนั้นที่คิดพุ่งเข้ามาแทงนาง
ขณะที่หมายเลขหนึ่งอาศัยทีเผลอลงมือพร้อมกันไฉนเลยจะคาดคิดว่าหลินหลานหรูจะเคลื่อนไหวในพริบตา จับสมุนผู้ภักดีของหมายเลขหนึ่งล็อกคอแล้วพลิกตัวให้หันมารับมีดในมือหมายเลขหนึ่งแทน ความเร็วนี้ช่างน่าตกใจนัก
ทุกคนต่างอึ้งในความเร็วของหลินหลานหรูเมื่อครู่คือวิชาเงาเร้นภูตพรายไม่ผิดกระมัง แต่จะเร็วถึงขั้นนั้นเชียวหรือแม้แต่สิบเก้าที่ว่าเคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดแล้วยังเร็วได้ไม่ถึงครึ่งของหนึ่งร้อยห้าที่ใช้ไปเมื่อครู่นี้
นั่นมันยิ่งกว่าระดับบรรพกาลเชียวนะ
หมายเลขหนึ่งมองมีดในมือซ้ายบัดนี้ได้แทงทะลุหัวใจของสมุนผู้ซื่อสัตย์ภักดีแล้วกลิ่นคาวเลือดถึงกับชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ ทันทีที่ชักมีดกลับเลือดสีสดไหลทะลักออกมาประหนึ่งน้ำหลาก มือหมายเลขหนึ่งสั่นทั้งที่คนหยาบกระด้างรู้จักแต่การเข่นฆ่าอย่างนาง ฆ่าคนได้โดยมือไม่สั่นแท้ๆแต่ยามนี้ นอกจากรู้สึกผิดเหลือประมาณแล้ว ยังรู้สึกขยะแขยงมือข้างนี้ของตนด้วยพลันสิ้นไร้เรี่ยวแรงขึ้นมากะทันหัน
หลินหลานหรูคลายมือออกร่างสมุนของหมายเลขหนึ่งร่วงพับไปกองบนพื้นหญ้าไม่ห่างจากชิ้นเนื้อซีดเซียวที่ถูกตัดขาดจากมือขวาของหมายเลขหนึ่ง
นางมองหมายเลขหนึ่งที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดขณะเดียวกันต้นแขนขวาก็ปรากฏหมายเลขสีแดงเพิ่มเป็นคู่ที่แปด
"โฮ...ความโหดเหี้ยมของเจ้าข้ายังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ"หลินหลานหรูละสายตาจากต้นแขนของหมายเลขหนึ่งโน้มตัวลงต่ำกระซิบชิดใบหูหมายเลขหนึ่งที่นั่งพับไปแล้ว สภาพดูไม่ได้เอ่ยกระทบหมายเลขสีแดงบนแขนขวา "ข้าพยายามตั้งนานยังได้แค่หกคู่เช่นนี้แล้วตัวเจ้าเองที่ครอบครองหมายเลขสีแดงแปดคู่ยังเรียกข้าว่าปีศาจจะเป็นตัวอะไรอยากให้ข้าเอ่ยให้ฟังอยู่หรือไม่"
หมายเลขหนึ่งนิ่ง ไม่พูดสักคำกระอักเลือดออกมาคำโต จวนเจียนจะหมดสติ
หลินหลานหรูยืดหลังตรงถอยออกมาพร้อมกับถอนหายใจไปหนึ่งคำรบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกที่ออกมาพร้อมกับลมหายใจนี้นางจะเสียใจ รู้สึกผิด สงสาร เบื่อหน่าย หวาดกลัวหรือรู้สึกดี ต่างไม่มีผู้ใดรู้
"ตามกฎการสังหารนอกเสียงระฆังหลังจากนี้คือลิดรอนสิทธิ์ทั้งหมด ต่อให้ผู้คุมใหญ่ไม่ลงโทษเจ้าก็ยากจะเก่งกาจได้เหมือนเดิม ส่วนการเดิมพันครั้งนี้เป็นเจ้าพ่ายแพ้ให้แก่ข้าเห็นแก่ที่เจ้าต้องถูกสักอสรพิษแห่งความอัปยศและยึดคืนหมายเลขทั้งหมดข้าจะละเว้นตาข้างขวาของเจ้าแล้วกัน"
ทิ้งประโยคเหล่านี้ไว้แล้ว นางจึงหมุนตัวเดินจากไปพร้อมสมุนแปดคนที่ตามหลังมาด้วยความกระหยิ่มใจในชัยชนะที่สุดแล้วลูกพี่ของพวกนางก็ยังเป็นพวก 'ร้ายเงียบ' สภาพหลังจากนี้บนเกาะคงไม่เลวร้ายนักลูกพี่ไม่อยู่แต่พวกนางยังสามารถเดินกร่างไปทั่วได้
"ลูกพี่เหตุใดเจ้าไม่สังหารนาง" เก้าสิบเอ็ดเอ่ยขณะที่เดินเคียงข้างหลินหลานหรูออกจากป่า
หลินหลานหรูชะงักอยู่บ้าง เอ่ยว่า"ข้านึกไม่ถึงว่าจะได้ยินประโยคนี้ออกจากปากเจ้าเดิมทีก็ถูกสิบเก้าเป่าหูจนแทบไม่หยิบจับมีด วันนี้กลับอยากให้ข้าลงมือเจ้าไม่ร้องขอให้ข้าไว้ชีวิตนางแต่กลับสงสัยที่ข้าปล่อยให้นางมีชีวิตแท้จริงแล้วต้องการสิ่งใดกันแน่"
สิบเก้ายึดมั่นอุดมการณ์เดิมคือไม่ฆ่าคนขณะที่สี่สิบเอ็ดเป็นอาวุธสังหาร ส่วนนาง... ก็แค่เก็บกวาดเบื้องหลังอีกทีพอลงมือเข้าจริงกลับมีหลายคนไม่เห็นด้วย
"ข้าแค่มองเห็นอนาคต เห็นว่าคนที่เจ้ารักจะตายด้วยน้ำมือคนที่เจ้าปล่อยให้มีชีวิตรอดในวันนี้"เก้าสิบเอ็ดเอ่ยแผ่วเบา มองแผ่นหลังหลินหลานหรูค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดหากลูกพี่ของนางได้ยินสักหน่อยก็คงดี
รุ่งเช้าที่หลินหลานหรูต้องขึ้นเรือออกจากเกาะข้างกายมีเก้าสิบเอ็ดเดินมาส่งจนถึงท่าเรือเมื่อมองไปแล้วเห็นเรือไม้พายขนาดห้าคนนั่งก็รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยวบริเวณท่าเรือเล็กมีเรือสำปั้นลอยลำอยู่เพียงลำเดียวเนื่องจากท่าเรือทิศนี้เป็นเขตเกยตื้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่นางวาดฝันจะออกจากเกาะด้วยเรือสำราญ
เหอะๆ เรือสำราญ? คิดไปไกลขนาดนั้นเชียว
"แม้แต่ผู้คุมใหญ่ยังไม่ให้เจ้ารายงานตัวก่อนออกจากเกาะกระทั่งเรือยังเก่าคร่ำคร่าเล็กจ้อยได้แค่นี้ ใช้เวลากี่วันกันถึงจะเทียบท่าชัดแล้วว่าเรื่องของหมายเลขหนึ่งเมื่อวานจะทำให้เจ้าตกที่นั่งลำบากหากฆ่านางซะก็หมดเรื่อง จะได้คุ้มทุนกับที่เสียไปบ้าง"
เก้าสิบเอ็ดบ่นกระปอดกระแปดเป็นยายแก่เห็นเรือสำปั้นกลางลำมีประทุนทำจากไม้ไผ่เหลาเป็นซี่บางๆแล้วสานขัดกันไว้กำบังแดดฝนแล้วรู้สึกอึดอัดในใจแต่ก็นับว่าดีกว่าเมื่อเทียบกับการไม่มีอะไรเลย
"เขาไม่มายุ่งกับข้าน่ะดีแล้ว"หลินหลานหรูหมายถึงผู้คุมใหญ่ นางแปลกใจยิ่งกว่าที่เมื่อคืนไม่ถูกเรียกตัวไปพบหลังตัดมือตัดหูหมายเลขหนึ่งสุดที่รักของเขา
แต่ใครจะรู้ว่าหลังมีคนวิ่งโร่ไปหาผู้คุมใหญ่ถึงที่พักเขารู้เข้าถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟพอถามความไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกลับได้มือกับหูของหมายเลขหนึ่งมาแทนผู้คุมใหญ่ถึงกับล้มพับหมดสติเอาในคืนนั้น ลำบากผู้คุมกฎตามไปห้ามปราม
เขาคงไม่ได้วางแผนคว่ำเรือข้าระหว่างทางกระมัง คิดแล้วก็ให้ขมวดคิ้วระแวงมองสำรวจเรือสำปั้นอย่างถ้วนถี่แล้วให้เบาใจขึ้นมาบ้าง หลินหลานหรูผ่อนลมหายใจ
เก้าสิบเอ็ดฟังหลินหลานหรูพูดเหมือนง่ายสุดท้ายตักน้ำใส่ถังไม้รั่วอย่างไรก็ไม่เต็ม จึงส่งห่อผ้าให้หลินหลานหรู
"นี่ห่อผ้าของเจ้าข้างในหนักใช่ย่อย ภารกิจครั้งนี้คงต้องลำบากหน่อยแล้วผู้คุมใหญ่ไม่ให้เงินติดตัวเจ้าสักอีแปะงานนอกเกาะอันกำหนดเวลาไม่ได้ควรได้สักสิบห้าตำลึงถึงจะถูกแล้วจากนี้จะกินอยู่อย่างไร ข้าเตรียมอาหารแห้งใส่ลงไปในห่อผ้าเดียวกันนี้ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ น่าจะกินได้ราวๆ สามวันเฮ้อ...พวกเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชีวิตนอกเกาะเป็นอย่างไร..."เก้าสิบเอ็ดเริ่มพูดบ่นไปเรื่อยเปื่อยอีกครั้ง
หลินหลานหรูฟังบ้างไม่ฟังบ้างเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ยืนอยู่บนหัวเรือแล้วโน้มตัวลงแกะเชือกบนต้นเสา ม้วนๆแล้วโยนเข้าไปในประทุนเรือ
เก้าสิบเอ็ดวางเท้าข้างหนึ่งบนเรือยึดเรือไว้กับท่า พูดว่า "ลูกพี่เจ้าไม่รู้รายละเอียดของภารกิจก็รับงานมาอย่างคนโง่งม ขึ้นฝั่งไปแล้วจะทำอย่างไรระยะเวลาไม่แน่นอน หากทำงานไม่เสร็จตามกำหนด สถานะเปลี่ยนเป็นผู้ทรยศแล้วถูกหน่วยไล่ล่าสั่งเก็บปิดปากจะทำอย่างไรตราบใดที่ยังมีหมายเลข หนีให้สุดหล้าฟ้าเขียวก็ยังถูกจับได้อยู่ดี"
"เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าจะหนี?"
"ข้า..." เก้าสิบเอ็ดชะงัก"ข้าก็พูดไปอย่างนั้น"
หลินหลานหรูเห็นสีหน้าเก้าสิบเอ็ดไม่ค่อยสดใสจึงพูดปลอมแกมเย้า "เก้าสิบเอ็ด เจ้าพูดมากยิ่งกว่ามารดาข้าเสียอีกเรื่องนี้เจ้าก็มองออกว่าผู้คุมใหญ่จงใจกลั่นแกล้งข้าไม่รู้รายละเอียดของงานก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว ส่วนเรื่องเงินข้าย่อมหามาได้ไม่ยากคนข้างนอกนั่นจะฉลาดแค่ไหนกันเชียว ข้ามีวรยุทธ์เสียอย่างขโมยเงินเป็นเรื่องง่ายดายแค่เพียงขยับนิ้วยังต้องให้เจ้ากังวลจนอายุสั้นขึ้นอีกปีหรือ"
เก้าสิบเอ็ดหน้ามุ่ยเมื่อความหวังดีและความห่วงใยของตนถูกปฏิเสธอย่างไม่เห็นคุณค่า
"เอาล่ะๆ อันนี้ข้าให้เจ้า"หลินหลานหรูยื่นอาวุธลับที่อู่เทียนไฉ่เคยให้ไว้เมื่อคราวนั้นจนตอนนี้ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ เก็บไว้ก็น่าเสียดาย"คราวก่อนเพื่อหาหัวลูกธนูเหล็กเจ็ดแฉกให้ข้าเจ้าถึงกับแลกอาวุธชั้นยอดของตัวเองไปหลายชิ้นอาวุธลับนี้ก็ให้เจ้าเป็นการตอบแทนแล้วกัน"
"ข้าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทนจากเจ้า..."
"เอาน่าถ้าสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดกลับมาก่อน ที่ควรบอกพวกนางก็บอกไปแล้วกัน" หลินหลานหรูใช้กำลังภายในผลักเรือให้ลอยออกจากท่าก่อนให้สัญญาณผู้คุมหน้ากากยักษ์ที่ติดตามไปส่งเริ่มลงไม้พาย
เก้าสิบเอ็ดกลับมายืนบนท่าทั้งสองเท้าตะโกนว่า "ลูกพี่ เจ้าต้องรักษาตัวด้วย!"
ขอแค่ได้เอ่ยลาประโยคสุดท้ายก็ยังดีในใจเก้าสิบเอ็ดร้อนรนกระวนกระวายยิ่งกว่าคนที่ต้องออกไปเผชิญชะตากรรมข้างนอกเสียอีก
ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วหลินหลานหรูออกจากเกาะในฤดูกาลนี้นับว่าเปิดหูเปิดตาไม่น้อย จากนี้อีกสามวันเรือแจวเล็กๆ คงเทียบท่าที่ชานเมืองนอกเขตกว่างโจวเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ
เรือสำปั้นลำน้อยแล่นบนน้ำไปอย่างเชื่องช้ารับลมเย็นกับความรู้สึกเอื่อยเฉื่อย ให้จมูกสัมผัสกลิ่นหอมกรุ่นของเหล่ามวลผกาท้องน้ำนิ่งใสสะอาด มองเห็นตัวปลาแหวกว่ายอย่างร่าเริงเด็กสาวจึงเกิดอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นมาวักน้ำสาดกระจายเป็นลูกคลื่นแล้วหยิบบทเพลงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมาร้องเล่น
หากเป็นชาติที่แล้วนางไม่มีทางเปิดปากร้องให้ถูกมารดาตำหนิเป็นแน่ดังนั้นทำนองเพลงจึงฟังแปร่งหูอยู่บ้างเนื่องจากไม่เข้ากับยุคสมัยแต่เสียงนางเพราะมากเชียวละ
หลินหลานหรูว่างมาก ไม่มีอะไรทำดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบแม่น้ำ เขาสูง แผ่นดินกว้าง ป่าทึบ ดอกไม้ผลิบานเมฆสีขาวกระจ่างตาเป็นริ้วคลื่นตัดกับท้องฟ้าสีครามสด ร้องเพลงพลาง เล่นน้ำพลางดวงหน้าอ่อนหวานเยาว์วัยแต่แฝงความเย่อหยิ่งเป็นนิสัย เผยรอยยิ้มงดงามเบิกบานใจหากไม่ติดที่ว่าพิณวิญญาณเผาผลาญกำลังภายในจนเกินความจำเป็น นางคงดึงออกมาเล่นนานแล้ว
ทว่ามีครั้งเดียวที่ผู้คุมหน้ากากยักษ์หัวเราะขำเพราะหลังจากที่นางตวัดตาดำมืดมองขู่ อีกฝ่ายก็ทำตัวไร้ตัวตนนับจากนั้น
"เฮ่อ... จะสงบสุขเกินไปแล้ว"หลินหลานหรูกินอิ่มแล้วก็ง่วง ตื่นแล้วนั่งเล่น ยกนิ้วชี้นกชมไม้ไปทั่วนางเบื่อมากถึงได้คิดฝึกวิชาตัวเบาวิ่งบนผิวน้ำแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงตัวเปียกทั้งตัว ปีนขึ้นเรือพร้อมกับหิ้วปลามาสองตัวผู้คุมหน้ากากยักษ์มองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นแล้วก็ยิ้มตามไม่ออก จะหัวเราะก็กระไร
สามวันบนเรือนับว่าไม่เลวทีเดียวแม้การวิ่งบนพื้นน้ำจะเป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไปอยู่บ้าง แต่นางค้นพบว่าการดำน้ำทำลายสถิติเป็นเรื่องที่สนุกมากกว่าดังนั้นจึงจมหายไปบ่อยๆ โผล่ขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าเรือสำปั้นแจวอยู่แห่งหนใดแล้วลำบากต้องว่ายน้ำตามเล็กน้อย
ผู้คุมหน้ากากยักษ์เลือกท่าเรือประมงที่ใกล้ที่สุดอีกทั้งยังเป็นท่าเรือที่ค่อนข้างลับหูลับตาผู้คนมาก ช่วยให้การไปมาของพวกนางไม่ถูกจับตาจนน่าสงสัย
รอจนเรือเล็กเทียบท่าซึ่งกินเวลามาถึงเช้ามืดของวันที่สี่สิ่งแรกที่หลินหลานหรูต้องทำหลังจากขึ้นฝั่งคือรับรายละเอียดของภารกิจจากสายลับพรรคมารที่ประจำยังเมืองต่างๆและที่ตั้งของสายลับในเมืองกว่างโจวคือร้านขายผ้าเล็กๆ ไม่สะดุดตาผู้คุมหน้ากากยักษ์ให้ข้อมูลอีกเล็กน้อย จากนั้นนางจึงจากมา
หลินหลานหรูสวมชุดรัดกุมทะมัดทะแมงสีแดงเข้มทับด้วยเสื้อตัวนอกแขนกุดสีดำ ส่วนเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจ? แม้ว่าการฝึกวรยุทธ์ตลอดสามปีมานี้จะทำให้ส่วนสูงของนางเทียบได้กับหญิงสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดทั่วไปแต่เสื้อคลุมผืนนี้ก็ยังยาวเกือบจะลากพื้นอยู่ดีจึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความสูงของเสวี่ยเฟิ่งเมื่อสามปีก่อน
ส่วนรองเท้าเป็นรองเท้าหุ้มแข้งไม่สะดุดตาไหนเลยจะใส่ใจใคร่รู้มาก่อนว่าอุปสรรคของนางกลับเป็นตัวเลขหนึ่งร้อยห้าบนหน้าผากและรอยแผลเป็นน่าเกลียดที่แก้มซ้าย
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผู้คนตกอกตกใจจนวิ่งหนีกันแตกตื่นนางจึงหยิบผ้าโปร่งสีแดงคาดปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งไม่ให้รอยแผลเป็นเผยต่อสายตาผู้คนมากจนเกินไปจากนั้นใช้สายคาดศีรษะปกปิดตัวเลขบนหน้าผากอีกที มองดูแล้วเห็นแต่ลูกตาน่าเกลียดกว่าเดิมอีก หากคนจะมองก็มองที่นางปกปิดเกินเหตุนี้กระมังครั้นจะใช้หมวกคลุมทั้งหน้าก็คล้ายจะดึงดูดความสนใจให้คนอยากรู้อยากเห็นเกินไปสุดท้ายเลือกให้เหลือแต่ลูกตาอย่างนี้ดีแล้ว
ทั้งเนื้อทั้งตัวหลินหลานหรูมีเพียงห่อผ้าหนักๆติดตัวห่อเดียว แต่ก่อนที่นางจะเข้ารับภารกิจในร้านขายผ้าเล็กๆ กลางเมืองนั้นได้แอบหายไปทำเรื่องส่วนตัวก่อน
หลินหลานหรูเดินหายเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งเป็นเหลาสุรามีชื่อเสียงในเมือง ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้จากนั้นกลับออกมาด้วยสภาพที่ท้องเต็มอิ่ม เดินวนอยู่ในเมืองเพื่อหาโรงรับจำนำทว่าผ่านมาแล้วสองร้าน ล้วนบอกปฏิเสธไม่รับของกระทั่งเจอโรงรับจำนำขนาดกลางติดถนนสายหลักตลาดการค้าเส้นที่สองนางล้วงของมีค่าสิ้นหนึ่งออกมา ก่อนวางลงบนโต๊ะกั้นที่ติดรั้วลูกกรงเหล็กไว้
"ข้าต้องการจำนำปิ่นผีเสื้อประดับมุกชิ้นนี้"หลินหลานหรูเอ่ยเรียบๆ
หลงจู๊เห็นปิ่นแล้วเนื้อเต้นดวงตาลุกวาวด้วยความโลภ กวาดตาประเมินสติปัญญาและฐานะลูกค้าก่อนเปิดปากกล่าวกดราคาทว่าเพิ่งอ้าปากกลับต้องอ้าค้างเพราะอึ้งในประโยคต่อมาของลูกค้าสาว
"ข้าขโมยมา"บนโลกนี้มีคนไม่กี่ประเภทที่นำของมีค่ามาจำนำ แม้แต่แท่งเงินยังระบุเจ้าของนางนำปิ่นที่มีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินหากไม่บอกว่าขโมยมาจะให้แจ้งว่าเป็นคุณหนูคนใดในตระกูลหลินนำมาจำนำหรือไรที่ควรอยู่เมืองหลวงกลับมาโผล่ที่กว่างโจว คงไม่ใช่เรื่องปกติกระมัง
เวลานี้ยังไม่ทราบสถานะที่แน่นอนของนางในสกุลหลินมิควรเคลื่อนไหวให้แตกตื่นจะดีกว่า เพื่อปัดปัญหาให้พ้นตัวและไม่พัวพันถึงฐานะของนางในอนาคตภายหลังจากนี้ปิ่นจะอยู่ที่ใครล้วนไม่เกี่ยวกับนางวันหน้ายังสามารถบอกได้ว่าถูกขโมยของก็เป็นอันจบเรื่องดังนั้นสองร้านที่ผ่านมาหลินหลานหรูล้วนเอ่ยถ้อยคำเดียวกันนี้ถึงถูกปฏิเสธไม่รับจำนำ
หลงจู๊อ้ำอึ้งกินใบ้ไหนเลยจะคิดรับของโจรส่งเดชให้เดือดร้อนถึงตัว แต่คนขโมยกลับแววตาสงบนิ่งไม่มีท่าทีร้อนรนให้หางโผล่หัวปรากฏสี
"ตอนนี้ข้ากำลังร้อนเงินท่านให้เท่าไรก็เท่านั้น ขอเพียงท่านรีบขายมันออกไปคหบดีในเมืองหลวงคงไม่คิดแค้นตามมาท้วงของถึงกว่างโจวกระมัง ...หืม"
ใครใช้ให้หลงจู๊ผู้นี้เป็นคนโลภมากกันเล่าจะปฏิเสธก็ได้ หลินหลานหรูก็แค่หาร้านอื่น ขอเพียงตรงตามวัตถุประสงค์ของนางเป็นพอ
เพียงใช้สายตาประเมินปิ่นผีเสื้อประดับมุกนี้งานละเอียดประณีต ราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงผนวกกับเป็นของขโมยมาราคาจึงลดฮวบ "ห้าตำลึง มากกว่านั้นข้าก็ไม่รับของ"
"ตกลง"
หลังรับของโจรมาแล้วหลงจู๊โลภมากผู้นี้จะต้องขายมันออกไปในราคาที่สูงลิ่วสามปีแล้วนางไม่รู้ว่าสถานการณ์ภายในกลุ่มฮวาสิบสองกลีบเป็นอย่างไร ไม่มีหยกไม่มีข้อมูล ไม่มีฐานะผู้นำสูงสุด ไม่อาจเดินเข้าหาตรงๆหวังว่าการหว่านแหในบ่อปลาที่ไม่คาดว่าจะมีปลาของนางครั้งนี้จะทิ้งเบาะแสอะไรไว้ให้นางสามารถติดต่อเกาฟังได้บ้าง
หลินหลานหรูเก็บเงินห้าตำลึงไว้อย่างมิดชิดนางสะพายห่อผ้าแล้วก้าวออกจากโรงรับจำนำขณะที่บุรุษหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มดูไร้ราคาเดินสวนเข้ามาคนผู้นั้นปิดบังใบหน้าด้วยหมวกระบายผ้าโปร่งสีดำ ท่วงท่าน่ายำเกรง เต็มไปด้วยกลิ่นอายสูงส่งแต่แฝงรังสีอันตรายวนเวียนรอบกาย ที่กีดกันให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ด้านหลังมีผู้ติดตามชายท่าทางเคร่งขรึมพกกระบี่แต่ไม่เหมือนชาวยุทธ์ทั่วไป
หลินหลานหรูใช้หางตามองผ่านเพียงแวบเดียวแต่นางสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่ไม่ควรเข้าใกล้นั้นได้อย่างชัดเจนหัวใจกระตุกวูบ จึงเผลอขมวดคิ้วเล็กน้อย...
ท้ายที่สุดแล้วหลินหลานหรูไม่รู้ว่าพ้นสายตาของนางแล้วบุรุษชุดน้ำเงินเข้มผู้นี้ถึงกับหยุดเดิน เขายืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยอาการตกตะลึง
ติงเกาผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ภักดีทางด้านหลังเห็นเจ้านายมีอาการเช่นนี้กะทันหันจึงเอ่ยเรียก "องค์ชายเกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ"
เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้ตอบแต่ใบหน้าดำมืดขึ้นมาแทน เขาใช้ความเงียบสั่งให้ติงเกาหุบปาก
"ขออภัยขอรับ"ติงเกาเปลี่ยนคำขานรับทันควัน เขาเผลอเรียกองค์ชายอีกแล้วทั้งที่ตกลงกันไว้ดิบดีว่าให้เรียก 'นายน้อย' เป็นการชั่วคราวระหว่างที่แอบหนีออกจากวังหลวงมาทำเรื่องชั่วร้าย