บทที่ 30 พ่อเกิดเื่แล้ว
เมื่อกลับถึงวิลล่า หลิวอวี่ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก ตอนนี้เขามีเลขาส่วนตัวคอยจัดการเื่จุกจิกให้แล้ว จึงไม่ต้องลงแรงวิ่งเต้นด้วยตัวเองเหมือนแต่ก่อน
เขาตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อพาน้องสาวและพ่อแม่ย้ายมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่นี่ อีกทั้งยังนึกอยากนำสัตว์ทะเลสด ๆ ไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านตามวิสัยเดิมด้วย
ความที่ไม่ได้ััผืนน้ำมาหลายวัน เขาจึงเริ่มรู้สึกคะนึงหาท้องทะเลขึ้นมาบ้าง คิดได้ดังนั้นหลิวอวี่ก็ไม่รอช้า คว้าชุดอุปกรณ์ดำน้ำคู่ใจตรงไปยังชายหาดหน้าวิลล่า ก่อนจะกระโจนลงสู่ผืนน้ำสีครามอย่างแรง
ทันทีที่ร่างกายจมดิ่งลงสู่ห้วงสมุทร ความรู้สึกคุ้นเคยอันแสนวิเศษก็โถมเข้าใส่ เขาว่ายวนไปมาอย่างรื่นรมย์เพื่อเสาะหาวัตถุดิบชั้นเลิศ
หลิวอวี่ว่ายดิ่งลึกลงไปเรื่อย ๆ จนถึงเขตทะเลลึก แม้แสงสว่างจะส่องลงมาไม่ถึงจนมืดมิด แต่ััพิเศษกลับทำให้ภาพใต้ทะเลในรัศมีร้อยเมตรรอบตัวปรากฏชัดแจ้งในหัวของเขา
ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกก็ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งโหยง
ฟันแหลมคมนับร้อยซี่กับปากกว้างที่ดูดุร้าย... นั่นมันฉลามั์! จ้าวแห่งท้องทะเลอ้าปากกว้าง พุ่งเข้าหาหลิวอวี่ด้วยหมายจะขย้ำเหยื่อทันที
หลิวอวี่รีบโคจรพลังพิเศษออกมาฉับพลัน ในพริบตานั้น จิตสังหารอันแรงกล้าของฉลามั์พลันมลายหายไปสิ้น มันกลับกลายเป็เด็กดีที่ว่ายคลอเคลียตามหลังหลิวอวี่อย่างว่าง่าย
ครีบฉลามนั้นนับเป็อาหารทะเลล้ำค่าที่มีราคาสูงลิบลิ่ว หลิวอวี่กระชับมีดสั้นในมือเตรียมจะจัดการ แต่วินาทีนั้นเขากลับรู้สึกสลดใจ หากมันต้องสูญเสียครีบและทนรอความตายอย่างทรมานเพียงเพื่อสนองตัณหา เขาก็ทำไม่ลง
สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจปล่อยมันไป... 'การอนุรักษ์ธรรมชาติ เริ่มต้นที่ตัวเรา' เขาคิดในใจ
หลังจากนั้น หลิวอวี่ก็พบกับฝูงปลาแซลมอนชั้นดี เขาไม่รอช้ารีบกวาดพวกมันลงตาข่าย พร้อมทั้งจับกุ้งัตัวั์ได้อีกหลายตัว จนกระทั่งตาข่ายเต็มแน่น เขาจึงเริ่มว่ายกลับเข้าฝั่ง
เมื่อขึ้นมาได้ เขาก็โยนสัตว์ทะเลทั้งหมดลงในสระว่ายน้ำของวิลล่า แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าในสระมีเต่าทะเลตัวหนึ่งขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโมเพิ่มขึ้นมา
"โห... ทำไมมันโตไวขนาดนี้!"
เต่าตัวนี้คือตัวอย่างทดลองที่เขาหามาเพื่อทดสอบการรักษาเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนั้นมันมีขนาดเพียงฝ่ามือเดียว ไม่นึกเลยว่าผ่านไปไม่กี่วันมันจะโตพรวดพราดขนาดนี้ ปกติเต่าทะเลเป็สัตว์ที่เติบโตช้ามากไม่ใช่หรือ?
หรือว่า... นี่จะเป็อานุภาพของ 'หลิงสุ่ย' ของเขา!
ยอดเยี่ยมจริง ๆ ดูเหมือนการเลือกทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด หากมีหลิงสุ่ยอยู่ในมือ เขายังจะต้องกังวลเื่หาเงินอีกทำไม?
"หึ ๆ... ต่อไปเราจะรวยเละแน่ ๆ" เขาหัวเราะออกมาอย่างลำพองใจ
...
วันต่อมา หลิวอวี่จัดเตรียมข้าวของเพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน การจะรับพ่อแม่มาอยู่ด้วยถาวรจำเป็ต้องขนย้ายสิ่งของจำนวนมาก รถกระบะคันนี้จึงเป็พาหนะที่เหมาะสมที่สุด
ขณะที่เขากำลังขนสัตว์ทะเลสด ๆ ขึ้นรถเตรียมออกเดินทาง รถสปอร์ตคันหรูลำหนึ่งก็ขับโฉบเข้ามาจอดเทียบ
"นี่ หลิวอวี่ คุณกำลังจะไปไหนเหรอ?" หลี่รั่วหลานโผล่หน้าออกมาจากรถสปอร์ตพลางะโถาม
"ผมจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดน่ะครับ ขอโทษด้วยนะรั่วหลาน วันนี้คงอยู่เป็เพื่อนคุณไม่ได้แล้ว"
เมื่อได้ยินว่าเขาจะไปต่างจังหวัด หลี่รั่วหลานก็หูผึ่งด้วยความสนใจ "ฉันขอไปด้วยสิ! ฉันยังไม่เคยไปัับรรยากาศบ้านต่างจังหวัดเลย ถือว่าไปเปิดหูเปิดตากับนายแล้วกันนะ"
หลิวอวี่ลำบากใจที่จะปฏิเสธ เพราะเพิ่งจะรับเงินก้อนโตยี่สิบล้านมาจากเธอเมื่อสองวันก่อน "ก็ได้ครับ ขึ้นมาสิ"
หลี่รั่วหลานจอดรถหรูทิ้งไว้ที่วิลล่า ก่อนจะก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะรถกระบะด้วยความสงสัย "หลิวอวี่ ทำไมคุณถึงเลือกซื้อรถคันนี้ล่ะ?"
"รถกระบะมันสมบุกสมบันดีครับ ใช้งานจริงก็ได้ ขนของก็สะดวก" เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะออกรถมุ่งหน้าสู่ชนบททันที
ระหว่างทาง หลี่รั่วหลานยังไม่วายเอ่ยชวน "คุณทำอาหารอร่อยขนาดนี้ ไม่อยากไปเป็เชฟหลักที่บ้านฉันเหรอ? ฉันให้เดือนละหนึ่งแสนหยวนเลยนะ ถ้าไม่พอจะขอเพิ่มก็ได้!"
เดือนละแสน ปีหนึ่งก็ล้านสอง... อาชีพเงินเดือนหลักล้านถูกหยิบยื่นให้ตรงหน้าอย่างง่ายดาย หากเป็เมื่อก่อนหลิวอวี่คงตอบตกลงโดยไม่คิด แต่วันนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เขา้าสร้างอาณาจักรของตัวเองมากกว่าจะเป็ลูกจ้างใคร
เมื่อถูกปฏิเสธอย่างสุภาพเช่นนี้ หลี่รั่วหลานก็ไม่ได้เซ้าซี้ เพราะเธอเองก็แค่แกล้งแหย่เล่นเท่านั้น เธอเห็นกับตามาแล้วว่าหลิวอวี่หาเงินได้รวดเร็วเพียงใด เงินปีละล้านกว่าหยวนคงไม่อยู่ในสายตาเขาหรอก
การเดินทางหลายชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะมีคนชวนคุย รถกระบะเลี้ยวออกจากทางด่วนเข้าสู่ถนนสายูเา ขุนเขาสูงใหญ่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง รถก็มาถึงจุดหมาย
บ้านของหลิวอวี่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง รถไม่สามารถขับขึ้นไปถึงได้ เขาจึงต้องลงเดินเท้าต่อ หลิวอวี่หิ้วถังสัตว์ทะเลหนักอึ้งสองใบเดินนำหลี่รั่วหลานขึ้นเขาไปอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นานนัก ประตูบ้านที่คุ้นเคยก็ปรากฏสู่สายตา แต่ทว่าบรรยากาศกลับดูผิดปกติไปอย่างมาก ชาวบ้านจำนวนมากออกันอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
"ช่างเป็บาปกรรมจริง ๆ! ไม่รู้ว่าคนบ้านหลิวต้าหย่งไปล่วงเกินใครเข้า ถึงได้ถูกลงมืออย่างโเี้ขนาดนี้!" เสียงของปู่สามดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงซุบซิบ
หลิวอวี่ใจหายวาบ เขารีบก้าวเข้าไปถามด้วยความร้อนรน "ปู่สาม! พ่อกับแม่ผมเป็ยังไงบ้างครับ!"
"เสี่ยวอวี่! กลับมาแล้วเหรอ ดีจริง ๆ... อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลย รีบเข้าไปดูพ่อของแกเป็ครั้งสุดท้ายเถอะ!" ปู่สามเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
คำว่า 'ครั้งสุดท้าย' ทำให้สมองของหลิวอวี่ขาวโพลนไปชั่วขณะ เขาแหวกฝูงชนวิ่งพรวดเข้าไปในบ้านทันที โดยมีหลี่รั่วหลานวิ่งตามไปด้วยความกังวล
"พ่อ! แม่! เกิดอะไรขึ้นครับ!"
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ภาพที่เห็นทำให้หลิวอวี่แทบสิ้นสติ หลิวต้าหย่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายเต็มไปด้วยาแฉกรรจ์ เืสีแดงฉานซึมซาบจนผ้าปูเตียงกลายเป็สีแดงเข้ม ลมหายใจแ่เบารวยรินจนดูเหมือนจะขาดใจได้ทุกเมื่อ
เฉินจิ้งผู้เป็แม่นั่งอยู่ข้าง ๆ สะอื้นไห้จนตัวโยน เมื่อเห็นหน้าลูกชายเธอก็ร้องเรียกเสียงแหบแห้ง "เสี่ยวอวี่... ลูกกลับมาแล้ว... พ่อของลูก... พ่อเขาจะไม่ไหวแล้วลูก!"
หลิวอวี่มองดูใบหน้าของพ่อที่บิดเบี้ยวด้วยความเ็ป รอยฟกช้ำดำเขียวขยายวงกว้างไปทั่วกาย บนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นยังมีร่องรอยของรอยเท้าจาง ๆ ปรากฏอยู่
ดวงตาที่พร่ามัวของหลิวต้าหย่งค่อย ๆ หันมาทางลูกชาย แววตาที่จวนจะดับวูบประกายแสงแห่งความหวังขึ้นมาเล็กน้อย เขาพยายามจะอ้าปากเอ่ยบางอย่าง แต่กลับไร้ซึ่งกำลังจะส่งเสียง
"มันเป็ใคร... ผมจะทำให้มันต้องชดใช้ด้วยเื!"
พ่อของเขาเป็คนจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่เคยหาเื่ใคร แต่กลับต้องมาถูกทำร้ายปางตายเช่นนี้! ความโกรธแค้นประทุขึ้นในใจของหลิวอวี่จนแทบะเิ
"ไม่ว่าจะเป็ใคร... ผมจะลากคอมันมาลงนรกให้ได้!"
เขาคำรามออกมาด้วยความแค้นสุดขีด ทันใดนั้น ในมโนสำนึกของหลิวอวี่กลับมีเสียงัคำรามกึกก้องด้วยโทสะอันรุนแรง ราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ไปพร้อมกับความโกรธของเขา!