หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 54 เมืองเฉิงตู
ทางฝั่งหลี่ต้า ตอนนี้ภรรยาและลูกๆ ของเขาได้ตามมาถึงเมืองหลวงแล้ว ทำให้เขาเริ่มงานใหม่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ งานภาคสนามจะมีเฟยหลงกับจางเหว่ยคอยดูแล ขณะที่งานด้านเอกสารและการหาข้อมูลทั่วไปเป็นงานของหลี่ต้าและหลี่กัง และอีกหนึ่งผู้ไม่ออกนามเป็นคนหาข้อมูลในที่ลับเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจ
เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต ดังนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงและตรวจสอบเอกสาร รวมถึงสอบพยานจึงมีได้อย่างเต็มที่ แต่ก่อนจะทำสิ่งใดนั้น ต้องผ่านการอนุมัติจากเสนาบดีกรมที่ตนเองต้องการตรวจสอบเสียก่อน โดยปกติแล้วเสนาบดีกรมต่างๆ จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะการขัดขวางหรือสร้างปัญหาอาจจะถูกเพ่งเล็งว่ามีการทุจริตหรือติดสินบน
กรมแรกที่กลุ่มของหลี่ต้าเริ่มตรวจสอบไม่ใช่กรมโยธา แต่เป็นกรมคลังที่ดูแลด้านการเงิน เขาต้องการรู้ให้ได้ก่อนว่าโครงการไหนที่เขาต้องตรวจสอบการทุจริต ขุนนางที่ร่วมดำเนินการไม่ได้มีเพียงขุนนางผู้เป็นเป้าหมายเพียงคนเดียว ยังมีขุนนางคนอื่นๆ ที่รับหน้าที่คอยประสานงานตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่ด้วย ซึ่งพวกเขาต้องหาให้ได้ก่อนว่าคนไหนเข้าถึงได้ คนไหนเข้าถึงไม่ได้
"โอ้ ใต้เท้าหลี่มาเยือนถึงที่นี่ มีสิ่งใดให้รับใช้หรือ?"
ฝูเฟิ่งผู้ทำหน้าที่แทนขุนนางกรมคลังคนเก่าเป็นคนออกปากทักทายหลี่ต้าเป็นคนแรก ทำให้ขุนนางในกรมคลังต่างรู้สึกสนใจและหันมามองทางหลี่ต้าเป็นสายตาเดียวกัน บางคนเคยได้ยินแต่เรื่องราวของเขาแต่ไม่เคยเจอหน้า เมื่อได้เห็นในวันนี้ก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าคนได้รับตำแหน่งที่สำคัญจะอายุน้อยขนาดนี้
"เฮ้ ตำแหน่งนี้มันสำคัญมากไม่ใช่หรือ เหตุใดให้คนหนุ่มขนาดนี้มาทำงานกัน"
"ใครว่าล่ะ มันก็แค่ตำแหน่งอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้นเอง"
"เหตุใดเจ้าถึงว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งอุปโลกน์กันล่ะ"
"เจ้าลองคิดดู เจ้าอยู่ที่นี่มากี่ปี เคยตรวจสอบทุจริตเจอเสียที่ไหน ข้าได้ยินมาว่าเพราะตอนนั้นไม่อยากให้ฮ่องเต้เสียหน้าที่เลือกใต้เท้าหลี่ขึ้นมาก่อน เลยเสนอตำแหน่งใหม่แบบนี้ขึ้นมาน่ะสิ"
ขุนนางในกรมคลังสองคนนั่งซุบซิบกันระหว่างที่หลี่ต้าเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับผู้ช่วยอย่างเฟยหลง ด้วยความสามารถของผู้ฝึกยุทธเฟยหลงสามารถได้ยินคำพูดของขุนนางที่กำลังพูดคุยกันได้อย่างชัดเจน แต่เขาทำเป็นไม่สนใจเสียงนกเสียงกา และเลือกที่จะจดจำหน้าตาของคนเหล่านั้นเอาไว้
"ข้าไม่กล้าใช้ใต้เท้าฝูหรอกขอรับ เพียงแต่ข้าต้องการมาขอดูสำเนาเอกสารบางอย่างเท่านั้น"
ฝูเฟิ่งหลี่ตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย แม้เขาจะมาอยู่ที่กรมนี้ได้ไม่นานแต่ก็พอรู้ธรรมเนียมของที่นี่อยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงพาทั้งสองไปหาเสนาบดีฮั่น เสนาบดีกรมคลังคนปัจจุบันเสียก่อน
"เรียนท่านเสนาบดี ใต้เท้าหลี่มาขอพบขอรับ"
"เชิญๆ คนหนุ่มนี่ไฟแรงจริงๆ แค่ไม่กี่วันก็เริ่มงานเลยรึ"
ชายชราผมและเคลาขาวโพลน หน้าตาแลดูใจดีผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะที่มีหนังสือวางอยู่อย่างเป็นที่เป็นทาง มีป้ายกำกับแบ่งหมวดหมู่เอกสารบนโต๊ะอย่างชัดเจน ด้วยความที่เขาเป็นคนละเอียดและมีระเบียบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเหตุใดเขาถึงได้ตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังมาครอบครอง
หลังหลี่ต้าได้รับคำอนุญาตจากเสนาบดีกรมคลัง เขาก็ตามหาเอกสารการเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการสร้างเขื่อนและกำแพงเมืองเฉิงตูในทันที เมื่อพวกเขาดูข้อมูลและบันทึกเรื่องที่น่าสนใจเรียบร้อย ก็กล่าวอำลาเสนาบดีกรมคลัง เพื่อนำข้อมูลให้เฟยหลงกับจางเหว่ยติดตัวไปตรวจสอบหน้างานที่เฉิงตู
เมืองเฉิงตูคือเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก หากเดินทางด้วยการขี่ม้า จะใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวันเท่านั้น ดังนั้นครั้งนี้เป่าเปาจึงติดตามไปหาข้อมูลกับผู้ช่วยทั้งสองของพี่ชายด้วยอีกคน
"หนทางไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่คิด แม่หนูเจ้าจะไปด้วยจริงๆ หรือ"
จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นขณะกำลังเก็บสัมภาระผูกติดกับม้าของเขา ม้าถูกเตรียมมาทั้งหมดสามตัวไม่ได้มีรถม้าสำหรับขนของ พวกเขาจึงนำสิ่งของติดตัวไปได้ไม่มากนัก
"ท่านลืมแล้วหรือว่าข้าเคยลำบากมาก่อน"
จางเหว่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางเป่าเปาที่จะเดินทางไปด้วยกันอีก ตั้งแต่เขาทำงานร่วมกับตระกูลหลี่ ก็รู้สึกได้ว่าคนในตระกูลแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา แม้จะไม่เคยเห็นความสามารถของเด็กสาวคนนี้ แต่เชื่อได้ว่านางย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน
หลังจากทั้งสามเตรียมตัวพร้อมแล้วก็กระโดดขึ้นหลังม้าพร้อมออกเดินทาง ขณะนั้นเองเสียงบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
"ช้าก่อน"
เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็พบเข้ากับจิ้นอันที่กำลังควบม้าเข้ามาใกล้ๆ
"พี่จิ้นอัน มาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ"
"ไม่ได้มาทำอะไรที่นี่ ข้าจะตามพวกเจ้าสามคนไปด้วยต่างหาก"
"ตามพวกเราไป? ท่านไม่ทำงานหรือ?"
"นี่ก็คืองานของข้าเหมือนกัน พอดีมีฎีการ้องเรียนเรื่องเบี้ยรายเดือนขุนนางท้องถิ่นเมืองเฉิงตู ฮ่องเต้ให้ข้าไปหาข้อมูลเรื่องนี้กลับมา พอรู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะไปเมืองนั้นเช่นกันก็เลยอยากขอร่วมเดินทางไปด้วย พวกเจ้าคงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่"
กล่าวจบจิ้นอันก็ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี เมื่อคืนที่เขารู้ข่าวว่าเป่าเปาจะออกเดินทางไปเมืองเฉิงตูกับเฟยหลงและจางเหว่ย ทำให้เขารู้สึกเป็นห่วง ประจวบเหมาะกับที่มีฎีการ้องเรียนการทำงานบกพร่องต่อหน้าที่ในเมืองเฉิงตูอยู่ในมือเขา ดังนั้นจึงตัดสินใจขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้และขอออกเดินทางครั้งนี้
ฮ่องเต้แม้จะอยู่แต่ในวังหลวง แต่หูตาก็มากมาย มีหรือจะไม่รู้สาเหตุที่ใต้เท้าจิ้นผู้นี้อยากไปเฉิงตู เขาอนุญาตให้อีกฝ่ายสามารถเดินทางไปเฉิงตูได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องสอดส่องการทำงานของผู้ช่วยหลี่ต้า และนำกลับมารายงานเขาทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ใช้ตรวจสอบการทุจริตหรือไม่
ทั้งสี่เดินทางรวดเดียวจนถึงเมืองเฉิงตู แม้ทุกคนจะอยากพักเพราะกังวลถึงร่างกายของเป่าเปา แต่นางก็ยืนยันที่จะเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก ดังนั้นเมื่อพวกเขามาถึงเมืองเฉิงตูจึงรู้สึกหิวเป็นพิเศษ
เมืองเฉิงตูเป็นเมืองใหญ่ที่แทบจะเทียบเท่ากับเมืองหลวง มีร้านค้า ร้านอาหาร และโรงเตี๊ยมตลอดสองข้างทาง จิ้นอันคิดจะพาทั้งสามไปกินอาหารในร้านหรูหราแห่งนี้ แต่ถูกเป่าเปาคัดค้าน
"กินบะหมี่หมูแดงร้านนี้กันเถอะเจ้าค่ะ"
"เหตุใดไม่ไปกินห้องส่วนตัวที่ร้านในเมืองล่ะ?"
"หากเรากินข้าวในห้องส่วนตัว แล้วจะได้ยินเรื่องของผู้อื่นได้อย่างไรกัน มาๆ นั่งกันเถอะ"
จิ้นอันมองไปที่เป่าเปาทีหนึ่งก่อนจะเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม อีกสองคนเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของเป่าเปา ก็นั่งลงเช่นกัน"
"เถ้าแก่บะหมี่น้ำหมูแดง สี่ชาม"
"ได้ขอรับนายท่าน รอสักครู่นะขอรับ"
ร้านบะหมี่ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ประตูเมือง ทำให้มีพื้นที่ตั้งร้านได้กว้างขวางกว่าตั้งกลางเมือง เพราะกลางเมืองมีพื้นที่จำกัดใครๆ ต่างก็อยากจับจองพื้นที่เพื่อขายของ
ในร้านมีโต๊ะทั้งหมดห้าตัว นอกจากพวกเขาสี่คนแล้ว ยังมีอีกโต๊ะที่นั่งอยู่ด้านขวา
"เฮ้ นี่เจ้ารู้หรือไม่ มีข่าววงในว่าจะมีการเปลี่ยนจ่ายเบี้ยรายเดือนพวกเราจากเดือนละครั้งกลายเป็นเดือนละสองครั้งแทนนะ"
"โอ้ว แบบนี้ก็ดีน่ะสิ เงินยิ่งไม่ค่อยจะพอใช้อยู่"
"มันจะดีจริงหรือ?"
"เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าไม่ดีกันล่ะ เขาคิดมาเพื่อพวกเรามันจะไม่ดีได้อย่างไร ข้าว่าเจ้าคิดมากเกินไป"
"สงสัยข้าคิดมากไปเองจริงๆ ต่อไปพวกเราจะไม่มีปัญหาเงินไม่พอใช้แล้วสินะ ค่อยมีกำลังใจทำงานหน่อย"
บุรุษที่ดูเหมือนจะเป็นขุนนางท้องถิ่นสองคนนั่งคุยกันขณะกำลังกินบะหมี่ เมื่อพวกเขากินเสร็จก็ลุกจากไป ปล่อยให้พวกของเป่าเปามองตามหลังสองคนนั้นไปด้วยความแปลกใจ
จากที่จะได้เบี้ยรายเดือนมาไว้ในมือสิบส่วนตั้งแต่ต้น กลายเป็นได้ห้าส่วนมาก่อน แล้วอีกห้าส่วนค่อยได้มาทีหลัง มันจะช่วยให้เงินพอใช้ได้อย่างไร พวกเขาไม่เข้าใจความคิดในเรื่องนี้จริงๆ