ในมือของชายจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งมีถาดสีดำพร้อมกับผลึกแก้วทรงรีสีแดงที่มีขนาดเท่าไข่ไก่
มีกระแสพลังจำนวนหนึ่งแฝงอยู่ภายในผลึกแก้วสีแดง คลื่นพลังบริสุทธิ์แผ่ออกมาจากแก่นวิญญาณโลหิตอสูร
“ไม่เลวเลย พลังของมันบริสุทธิ์มาก น่าจะเป็นของสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นเก้ามากกว่าที่ทิ้งแก่นวิญญาณชิ้นนี้ไว้ ไม่ใช่ขั้นแปดหรอก”
หลิงซีอธิบาย
สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นเก้านั้นทรงพลังยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นสวรรค์ขั้นสมบูรณ์ ทั่วทั้งนครหยวนหลิง สิ่งนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง เหล่าผู้อาวุโสใหญ่ของเหล่ามรกตมักจะมีพลังอยู่ในระดับนี้
อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นเก้าก็ได้ทิ้งพลังบริสุทธิ์นี้เอาไว้
“นี่คือแก่นวิญญาณโลหิตอสูรของท่าน และราคาของมันคือหกหมื่นหยกศักดิ์สิทธิ์”
เมื่อได้ยินดังนี้ หลิวหลานก็ยับยั้งความขุ่นเคืองที่มีต่อหลงเฉินไว้ นางรู้ดีว่าต้องมีคนมารับเงิน นางแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและรอคอยให้หลงเฉินทำให้ตัวเองขายหน้า
เมื่อหลงเฉินแสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว คงเป็นเรื่องน่าละอายหากเขามีเงินไม่พอ
สิ่งที่หลิวหลานต้องการคือได้เห็นเขาอับอาย เช่นนั้นแล้วนางจึงจะรู้สึกดีขึ้น
คนผู้นี้เคยขึ้นมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งและหลิวหลานก็เป็นคนจ่ายเงิน ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าหลิวหลานจะเป็นคนจ่ายเงินให้หลงเฉิน เขาส่งสายตาไปที่หลิวหลาน ทว่านางกลับกอดอกและทำท่าทางราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเลยสักนิด
“ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น?”
จากนั้นชายผู้นั้นก็มองไปที่หลงเฉิน หลิวหลานเหลือบมองเขาด้วยหางตาและต้องการเห็นเขาต้องอับอายขายหน้า
“นอกจากเจ้าจะร้องขอ อย่าคิดว่าข้าจะจ่ายให้เจ้าล่ะ!”
หลิวหลานรู้ดีว่าตนเองมิใช่คนใจแคบ แต่คำพูดของหลงเฉินก็ยโสโอหังเสียจนนางเต็มไปด้วยความโกรธ
เมื่อสบตากัน หลงเฉินไม่ลังเลแม้แต่น้อยและนำลูกปัดสีม่วงออกมาจากถุงมิติ
“สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งมีกฎว่าสามารถใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนกับหยกศักดิ์สิทธิ์ได้ใช่หรือไม่? รบกวนท่านช่วยตีราคาของสิ่งนี้และบอกข้าทีว่ามันมีค่าเท่าไร มันคือวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหก --- มังกรมนตราสีม่วง”
ทีแรกนั้น ชายผู้นี้ไม่คิดว่าหลงเฉินจะมีปัญญาจ่ายเงินถึงหกหมื่นหยกศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเขากลับมีวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหก แววตาของเขาจึงเต็มไปด้วยความตกตะลึงในทันที
“หลงเฉิน วิญญาณสัตว์อสูรนั่น...!”
สีหน้าของหลิวหลานเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
นางรู้ว่าวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกคือสิ่งที่บิดาของนาง หลิวเยวี๋ยน ให้หลงเฉินด้วยความเมตตา เพื่อที่เขาจะได้ใช้มันเป็นวิญญาณสัตว์อสูรปฐมภูมิในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์!
เพราะเหตุนี้ หลิวเยวี๋ยนถึงกับต้องโต้เถียงกับผู้อาวุโสอีกห้าคน อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหลงเฉินเอาชนะเฟิงอู่เทียนที่บรรลุระดับแก่นปฐพีได้ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือก
แต่ถึงกระนั้น หลงเฉินต้องการขายวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกนี้จริง ๆ หรือ?
เขาจะน่าผิดหวังถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?
หลิวหลานรู้สึกราวกับว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมืดดับลง นางเกือบจะเป็นลมเพราะความโกรธ
นางกำลังจะห้ามเขา ทว่าการเคลื่อนไหวของหลงเฉินนั้นรวดเร็วมากขณะที่เขาหยิบยื่นวิญญาณอสูรใส่มือผู้ที่มาจากสมาคม
“หลงเฉิน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
นอกจากผลึกแก้วเพลิงอัสนีแล้ว หลิวหลานก็เชื่อว่าวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกจะทำให้หลงเฉินมีโอกาสเข้าเหล่าคนในได้ตราบใดที่เขาดูดกลืนวิญญาณนั้นเข้าไป และความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและไร้ขีดจำกัด และจากปาฏิหาริย์มากมายที่หลงเฉินเคยทำ นางจึงเชื่อว่าเขามีโอกาสทำสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่หลงเฉินจะคุกคามจินเฉิงเอินเพื่อแก่นวิญญาณโลหิตอสูรที่ไร้ค่า เขาถึงกับยอมขายวิญญาณมังกรมนตราสีม่วง!
“มีอะไรงั้นรึ? มันเป็นของข้าแล้ว ข้าจะใช้มันตามใจชอบมิได้รึอย่างไร?”
หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและเอ่ยวาจาโอ้อวด
เขารอคอยที่จะกำจัดวิญญาณสัตว์อสูรชิ้นนี้มานานแล้ว แม้จะมีความลังเลอยู่บ้างในตอนแรก แต่ถึงกระนั้น หลังจากที่ถูกหลิวหลานหลอกใช้ เขาก็ไม่หลงเหลือความลังเลใจใด ๆ อีกเลย
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? นี่สมองเจ้าเลอะเลือนไปแล้วรึ?”
หลิวหลานพูดอะไรไม่ออก
นางไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าคนโง่เง่าผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่กันแน่
ทว่าในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องปวดหัวกับเจตนาของหลงเฉินอีกต่อไป
“อย่าทำเป็นเล่นกับสิ่งที่จะส่งผลต่อชีวิตของเจ้า แม้มันจะเป็นความผิดของข้าที่เจ้าต้องเผชิญหน้ากับฉู่ยวิ๋นซี ทว่าเจ้าจะยอมแพ้และแสดงพฤติกรรมต่อต้านเช่นนี้ไม่ได้ หลงเฉิน การหนีเช่นนี้ไม่สมกับเป็นเจ้าเลย!”
“แล้วข้าหนีเสียที่ไหน?” หลงเฉินถาม
“เจ้าขายวิญญาณมังกรมนตราสีม่วงที่สำคัญที่สุดและยังจะคุกคามจินเฉิงเอิน เจ้าต้องการจะเอาคืนข้างั้นรึ? ช่างเถอะ ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าจะไม่เปลืองน้ำลายเจ้าแล้ว เมื่อเขากลับมา ข้าจะจ่ายหกหมื่นหยกศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าเอง ถ้าไม่อยากติดค้างข้านัก เจ้าค่อยจ่ายคืนข้าทีหลังก็ได้”
“เพ้อเจ้ออะไรของท่านน่ะ?”
หลงเฉินไม่จำเป็นต้องสนใจความคิดของหญิงผู้นี้
“ข้อขอพูดให้ชัด ๆ นะ ข้าไม่เคยกลัวฉู่ยวิ๋นซีหรือจินเฉิงเอิน การกระทำของข้าย่อมมีเหตุผลเสมอ และผู้หญิงโฉดเขลาอย่างท่านก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย!”
“ผู้หญิงโฉดเขลารึ?” หลิวหลานแทบจะกระอักเลือดออกมา
“ข้าจะพูดเพียงเท่านี้ หากท่านมีคำถามอื่นก็รอจนถึงการต่อสู้เพื่อคัดเลือกเข้าเหล่าคนในเถอะ คอยดูฝีมือของข้าและท่านก็จะเข้าใจเอง ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็จะขายวิญญาณสัตว์อสูรดวงนี้ ท่านหยุดข้าไม่ได้หรอก ต่อให้ท่านฆ่าข้าก็ตาม”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวหลานเกรี้ยวกราดจนอยากจะไปเสียให้พ้น
นางมองหลงเฉินด้วยความผิดหวังทั้งหมดที่มี หลงเฉินจ้องเขม็งกลับมาโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว เมื่อสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่แม้แต่จะก้มหัวให้ หลิวหลานจึงสะกดกลั้นความต้องการที่จะฆ่าเขาให้ตายไปเสีย แม้จะยากลำบากนัก แต่แล้วนางก็ค่อย ๆ สงบจิตสงบใจได้ทีละน้อย
นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา กัดฟันแน่นและเอ่ยขึ้น
“เจ้าจะฝันเฟื่องต่อหน้าข้าให้ได้อะไรขึ้นมา? ข้ากล้าพูดได้เลยว่าวันหนึ่งเจ้าจะต้องเสียใจกับการกระทำของเจ้า และข้ารู้ว่าวันนั้นจะมาถึงในไม่ช้า!”
“เช่นนั้นรึ?” หลงเฉินเย้ยหยัน
“รอดูเอาเถอะ ผู้คุมกฎหลิว”
คู่ต่อสู้ของหลงเฉินในครานี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมากและยังมีถึงยี่สิบคน จึงไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะมีโอกาสนอกจากหลิวหลานเพียงผู้เดียว ทว่าเวลานี้ นางกลับต้องรู้สึกผิดหวังอย่างหนัก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอดู”
หลิวหลานส่ายศีรษะอย่างเสียมิได้ และไม่มองหน้าเขาอีก นางนั่งลงบนเก้าอี้และหันหลังให้ทางเข้า เห็นได้ชัดว่านางยังขุ่นเคืองจนไหล่ของนางสั่นเทิ้ม
หากเป็นเมื่อก่อน หลิวหลานคงสังหารหลงเฉินไปนานแล้ว แต่ในเมื่อหลงเฉินมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าเหล่าคนในได้ เรื่องราวจึงอาจกลับตาลปัตรหากนางสังหารเขา แม้แต่หลิวเยวี๋ยนก็อาจจะไม่สามารถปกป้องนางได้ และนางเองก็ติดค้างหลงเฉินเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น นางจึงทำได้เพียงยอมจำนนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หลงเฉินก็รู้สึกหัวใจพองโตอย่างมาก
ตั้งแต่ที่เขาถูกหลิวหลานวางแผนหลอกใช้ หลิงซีและเขาต่างก็รู้สึกรำคาญใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่เขาจะได้ครอบครองสิ่งที่จะช่วยพลิกสถานการณ์ในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน เขายังทำให้หลิวหลานโมโหได้อีกด้วย ความอิ่มเอิบใจนี้จึงเป็นสิ่งที่มิอาจบรรยายได้ด้วยคำพูด
“ทำดีมาก เจ้าวายร้าย ยอดเยี่ยมไปเลย ฮิ ๆ ...”
ภายในกระบี่หลิงซี ร่างกระจิริดของหลิงซีเต้นรำไปมาพลางหัวเราะคิกคัก
เมื่อมีหลิวหลานอยู่ด้วย หลงเฉินจึงไม่กล้าพูดคุยกับหลิงซี เขาทำได้เพียงหัวเราะออกมา
เวลานี้ คนของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งกลับมาแล้ว วิญญาณสัตว์อสูรและแก่นวิญญาณต่างวางอยู่บนถาดเช่นเดียวกับถุงมิติ แววตาของเขาไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามหลงเฉินอีกต่อไป มันถูกแทนที่ด้วยความเคารพยำเกรง
“สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งได้ประเมินราคาวิญญาณสัตว์อสูรชิ้นนี้ในราคาเก้าหมื่นห้าพันหยกศักดิ์สิทธิ์ หักลบไปหกหมื่นหยกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นราคาของแก่นวิญญาณ ก็จะเหลืออยู่ทั้งหมดสามหมื่นหยกศักดิ์สิทธิ์ ได้โปรดตรวจสอบด้วย!”
หลงเก็บแก่นวิญญาณโลหิตอสูรและตรวจสอบถุงมิติที่มีเงินสามหมื่นห้าพันหยกศักดิ์สิทธิ์
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลงเฉินโยนถุงมิติที่มีเงินสามหมื่นห้าพันหยกศักดิ์สิทธิ์ลงบนโต๊ะไม้สีดำเบื้องหน้าหลิวหลาน พลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นี่เงินสามหมื่นห้าพันหยกศักดิ์สิทธิ์ค่าผลึกแก้วเพลิงอัสนี เป็นเช่นไรล่ะ? ข้าบอกแล้วว่าข้าจะคืนให้ท่านก่อนการประมูลจะจบไม่ใช่รึ? ข้าไม่ได้กลับคำใช่ไหมล่ะ?”
สามหมื่นห้าพันหยกศักดิ์สิทธิ์ที่แลกมาด้วยวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหก --- มังกรมนตราสีม่วง เมื่อคิดได้ดังนี้ นางรู้สึกราวกับถูกไฟสุมและจ้องเขม็งมาที่หลงเฉิน
“สบายใจจริงนะ หึ... ในเมื่อเจ้าไม่มีวิญญาณสัตว์อสูรแล้ว ข้าจะรอดูความตายของเจ้าในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในก็แล้วกัน!”
“ข้าจะตายหรือไม่ก็เรื่องของข้า อย่างไรเสีย ฉู่ยวิ๋นซีก็ไม่ได้มากวนใจท่านอีก ท่านก็บรรลุเป้าหมายไปแล้วมิใช่รึ?”
ในสายตาของหลงเฉิน หากหลิวหลานเป็นผู้หญิงร้ายกาจและโหดเหี้ยมจริง นางก็คงปล่อยหลงเฉินไปตามยถากรรม ไม่จำเป็นต้องพาเขามาที่งานประมูลก่อนการคัดเลือกเพียงไม่กี่วันเช่นนี้ ดังนั้นความต้องการที่จะสังหารนางจึงเบาบางลง
คำพูดของหลงเฉินสุภาพมาก จนหลิวหลานซึ่งเป็นคนผิดไม่รู้จะตอบเช่นไร นางมองหลงเฉินด้วยแววตาเย็นชาพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าขายวิญญาณสัตว์อสูรของบิดาข้าไปแล้ว ข้าจะบอกกับเขาอย่างไรดี?”
หลงเฉินหัวเราะ
“ข้าคงต้องรบกวนผู้คุมกฎหลิวให้ปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เอาไว้เสียแล้วล่ะ”
“เจ้า-!”
หลิวหลานตระหนักได้ว่าหลงเฉินที่เคยดูเป็นเด็กหนุ่มใสซื่อบริสุทธิ์นั้น แท้จริงแล้วเป็นคนร้ายกาจมากคนหนึ่ง
เมื่อเหลือบมองไปยังหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธของนาง หลงเฉินพลันล้อเลียน
“เลิกขยับตัวเสียทีเถอะ ท่านไม่กลัวว่ามันจะทะลักออกมารึอย่างไร?”
หลิวหลานจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังพูดถึงอะไรในเมื่อสายตาของเขากำลังมองมาที่สิ่งนั้น?
แม้นางจะดูเจนจัดในเรื่องนั้น แต่แท้จริงแล้วนางยังเป็นสาวบริสุทธิ์ เมื่อได้ยินหลงเฉินเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา นางจึงหน้าแดงด้วยความเขินอายและโมโหจนอยากฉีกหลงเฉินเป็นชิ้น ๆ
ทันใดนั้นเอง ประตูของห้องก็ถูกถีบจนเปิดออกด้วยเสียงดังสนั่น ชายท่าทางจองหองในชุดสีขาวแซมทองเดินเข้ามาข้างในพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม
************************