วันนั้นทั้งวันผมแทบไม่ได้พักรู้สึกเสียดายเวลาเมื่อวานนี้ ไม่น่าไปเสียเวลากับเกมสร้างโลกบ้าบอนั่นเลยมันสูบพลังผมไปจนหมด เมื่อวานนี้ธรณีกลับห้องมาตอนหกโมงเย็นเขาบอกว่าไปกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่นัดกันในอินเตอร์เน็ตเขาไม่ได้บอกรายละเอียด แต่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์การเมืองแบบเดียวกันกับธรณีเลยคุยกันถูกคอผมจึงใช้เครื่องทำอาหารผลิตเมนูง่าย ๆ อย่างข้าวผัดผักรวมแล้วไปนั่งทำงานเตรียมข่าวไว้ล่วงหน้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ทำไปได้แค่เรื่องเดียวก็เผลอหลับไปแค่ตื่นเช้ามาทันประชุมก็โชคดีแค่ไหนแล้ว
“ข่าวความคืบหน้าของนโยบายอีกแล้วเหรอ”ผมบ่นไปงั้น ๆ รอบนี้เป็นนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปซึ่งมีตัวชี้วัดเป็นจีดีพี[1] เฉพาะกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัปที่เติบโตขึ้นข่าวเรื่องตัวชี้วัดเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยสุดของฝ่ายบริหาร ผมทำบ่อยจนเคยชินแล้วจึงใช้เวลาไม่นาน
ผมไล่จากหัวข้อที่ง่ายไปยากส่วนใหญ่ผมจะพูดแล้วให้เอไอช่วยพิมพ์อย่างรวดเร็วใช้แป้นพิมพ์บนโต๊ะแค่บางครั้งไว้แก้คำหรือประโยคให้สละสลวย มันแบนราบไปกับผิวโต๊ะมีปุ่มนูนขึ้นมาเพียงแค่ 1มม. เอาไว้สร้างสัมผัสเหมือนจริงให้พิมพ์คล่องแคล่วขึ้น ปราศจากเสียงรบกวนใด ๆโชคดีข่าวที่เตรียมมาตรงกับหัวข้อไมตรี จึงเสร็จอย่างรวดเร็ว
{ ตามมาด้วยข่าวผลการดีเบตกฎหมายอวตาร โชคดีที่ผมนั่งฟังกับธรณีวันก่อนเลยพอจำเนื้อหาได้โดยไม่ต้องหาอ่านเพิ่มปรากฏว่าผลโหวตประชามติคว่ำร่างกฎหมายใหม่แม้ว่าจะผ่านการโหวตของสภามาแล้วด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52: 38 มีคนไม่ออกเสียงร้อยละ 10 ทำให้กลับไปใช้กฎหมายเดิมต่อ ซึ่งมีใจความหลักสามประการ ประการแรกให้ใช้อวตารในกรณีที่ต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหา และมีการตัดสินใจเพื่อป้องกันอคติที่เกิดจากการรู้ตัวบุคคล อย่างเช่นการดีเบตหรือปกป้องผู้แจ้งเบาะแส(Whistleblowerprotection) ประการที่สองจะไม่ให้ใช้อวตารในกรณีที่ต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของผู้มีอำนาจหรือ ต้องการความเชื่อใจ อย่างเช่นถ้าผมเป็นหนึ่งในคนที่เลือกธรณีเป็น สส.ผมก็ต้องรู้ว่าธรณีจะโหวตอะไรในสภาเพื่อจะติดตามดูว่ายังเป็นตัวแทนของผมได้หรือไม่ หรือถ้าเขาไปเข้าร่วมการดีเบตดูเอล ผมก็ต้องเห็นสีหน้าท่าทางการแสดงออกของเขาประการสุดท้ายถ้าเป็นการกระทำที่สำคัญน้อยลงมาอย่างการอภิปรายทั่วไป จะบังคับหุ่นยนต์อวตารร่างตัวเองเพื่อทำให้ดูเหมือนพูดจาฉะฉานทั้งที่ยืนอ่านโพยก็ได้เพื่อลดปัญหากับการจับผิดตัวบุคคลมากเกินไป }
ผมแอบยิ้มดีใจที่มันไม่ผ่านถ้าผมมีสิทธิโหวต ก็คงไม่เห็นด้วยเช่นกันเพราะรู้สึกว่ามันทำให้คนระแวดระวังกันและกันมากขึ้นเหมือนใส่หน้ากากเข้าหากันผมตัดอคติส่วนตัวออกแล้วเพิ่มส่วนความคิดเห็นท้ายข่าวโดยหาข้อมูลจากนักวิเคราะห์หลาย ๆ ที่ส่วนใหญ่พูดไปทางเดียวกันว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อย ๆอาจจะนำไปสู่การยุบสภาในอนาคตได้ เพราะบ่งชี้ว่าเสียงของประชาชน เริ่มไม่ตรงกับ สสในสภาที่ผ่านกฎหมายมาสามวาระได้ ซึ่งมีศัพท์ทางการเมืองเรียกว่า เสียงไม่สะท้อน
เมื่อเขียนเสร็จผมก็ดื่มกาแฟสองอึกพร้อมกับสูดกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นเข้าไปเต็มที่ ก่อนมุ่งสู่ข่าวต่อไปอย่างรวดเร็วรู้สึกได้ว่าฝีมือของตนเองพัฒนาขึ้นมาก อย่างน้อยก็ด้านความเร็วช่วงเช้าผมทำไปได้หกข่าวช่วงพักเที่ยงผมลงไปซื้อแซนวิชขึ้นมากินบนห้องพร้อมกับทำงานไปด้วยรู้สึกว่าอารมณ์ที่ต่อเนื่องจะทำงานได้เร็วกว่าการพักเป็นชั่วโมงแล้วเริ่มใหม่ตอนบ่ายนี้ยังทำข่าวต่อไปอีกห้าข่าวให้เสร็จข่าวที่ไมตรีมอบหมายให้ทำมีความหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพ หรืออำนาจทางการเมืองโดยตรง ทั้งระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น องค์กร และระดับบุคคลไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง หรือนักกิจกรรมส่วนผลกระทบของนโยบายทางการเมืองจะไม่เน้นมาก เพราะจะอยู่ในข่าวด้านนั้น ๆ แทนเช่น เศรษฐกิจ อาชญากรรม
ไมตรีเคยบอกผมว่าต้องสร้างสมดุลระหว่างความสนใจพฤติกรรมส่วนบุคคลและระบบที่ไม่ดี อย่างเช่น ข่าว สส.สิทธิกร ที่ไปลงพื้นที่อำเภอบ้านไร่ทำให้ขาดการประชุมสภาในชั้นคณะกรรมาธิการคมนาคมในการศึกษาญัตติเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการขนส่งด้วยยานพาหนะอัตโนมัติเขาอ้างว่านัดกับประชาชนในอำเภอนั้นไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะกำหนดวันประชุมโดยอ้างว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณประชาชนที่เลือกเขามาอย่างไรเสียการเลือกตั้งครั้งหน้าเขาก็ไม่ได้โยงกับพื้นที่นี้อยู่แล้ว
ไมตรีเคยกล่าวไว้เช่นนี้“เราต้องวิเคราะห์ทั้งสองด้านจึงจะแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในข่าวซ้ำถ้าแก้ระบบก็จะจำกัดปัญหาคนส่วนใหญ่ไปได้ 80% แต่ถ้าแก้ปัญหาเชิงบุคคลก็จะกำจัดปัญหาคนส่วนน้อย 20%ที่เหลือไปได้”
ผมต้องใส่บทวิเคราะห์ทั้งประเด็นพฤติกรรมของสส. ท่านนี้ว่าเคยมีพฤติกรรมลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้งแม้ว่าจะเป็นการลากิจอย่างถูกต้องตามระเบียบสภาแต่ประชาชนส่วนหนึ่งก็จะมองว่าเรื่องงานสภาสำคัญกว่าการลงพื้นที่เพราะประชาชนในพื้นที่สามารถร้องเรียนสภาได้โดยตรงผ่านระบบออนไลน์อยู่แล้วโดยไม่ต้องผ่านสส.เขต ยังสามารถแนบไฟล์วิดีโอ หรือไฟล์นามสกุล .sim ที่เป็นการสแกนพื้นที่นั้นแล้วไปจำลองในระบบซิมูเลชันเหมือนจริงได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องลงพื้นที่ไปดูหน้างาน
{ ผมยังต้องวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมแต่ละครั้งทำให้ประชาชนเรียกคืนเสียงโหวตไปกี่คนเพราะถ้าถูกเรียกคืนเสียงโหวตจนน้อยกว่า สส.อันดับสองในเขตเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยยกตำแหน่งให้อันดับสองแทนในระบบประชาธิปไตยลื่นไหลนอกจากเราจะเรียกคืนเสียงโหวตจากเดลิเกตที่ให้ไปเมื่อเห็นว่าไม่ตรงกับที่เราคิดแล้วเรายังสามารถเรียกคืนเสียงโหวตจาก สส. ที่เราเลือกไปแล้วได้ด้วยซึ่งมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า“ถอนโหวต” แต่จะไม่สามารถย้ายไปโหวตให้คู่แข่งอีกคนได้สาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดการถอนโหวตในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องทุจริตหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม แต่เป็นเรื่องการเป็น สส. งูเห่า ถ้าถูกขับออกจากพรรคใดก็มักจะไม่มีโอกาสย้ายไปซบกับอีกพรรค เพราะถูกประชาชนถอนโหวตจนพ้นจากตำแหน่งประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าการลงพื้นที่ขอบคุณของ สส.สิทธิกร ทำเพื่อลดโอกาสถอนโหวตแต่เจ้าตัวเองมองว่าถึงตนจะไปร่วมงานบวช งานแต่ง งานศพของคนในพื้นที่บ่อย ๆพวกเขาก็สามารถถอนโหวตได้อยู่ดีหากตนทำผิด ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย แค่แสดงน้ำใจเล็ก ๆน้อย ๆ ทำไมต้องจ้องจับผิดกันขนาดนี้ แต่ต้องพยายามกันความเห็นส่วนตัวออกไปไม่ให้เผลอใส่ลงไปในบทความ }
ผมยังต้องใส่บทวิเคราะห์ในเรื่องของระบบทั้งความเหมาะสมของ ข้อบังคับการเข้าประชุมสภาว่าการลากิจในลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ การลงพื้นที่ของ สส. เขตยังจำเป็นหรือไม่เพราะในยุคนี้ประชาชนสามารถสื่อสารกับสภา หรือแม้แต่รัฐบาลโดยตรงได้ง่ายมากอีกทั้งการจะรู้ว่าเขตไหนจะเลือก สส. คนไหน มาจากการสุ่มอยู่แล้ว อย่างการเลือกสส. เขตที่ 2 ในจังหวัดA อาจให้ประชาชนในเขตที่3 จังหวัดC เป็นผู้เลือกโดยมีเวลาศึกษาเพียงสามเดือน ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีทางหาเสียงหรือแจกเงินได้ทันทีแรกที่ผมรู้เรื่องนี้ก็รู้สึกขัดกับสามัญสำนึกพอควรแต่ก็พอเข้าใจเหตุผลเรื่องการตัดอิทธิพลของบ้านใหญ่ได้ และ สส.ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเพราะมีสมาชิกสภาจังหวัดอยู่แล้วหวังว่างานที่ไมตรีสั่งให้ทีมข่าวปฐมภูมิไปสัมภาษณ์นักวิชาการเรื่องนี้จะได้มุมมองให้สังคมและสภานำไปทบทวน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าจะนำระบบสมัยประชุมกลับมาหรือไม่ ในยุคของผมในปีหนึ่งจะมีการประชุมสามัญสองครั้งครั้งละสี่เดือน นั่นคือจะมีช่วงสามเดือนที่ไม่มีการพูดคุยในสภายกเว้นจะตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวิสามัญตามเหตุจำเป็นเร่งด่วนได้เป็นเรื่องๆ แต่ในยุคนี้ สส. จะต้องทำงานทั้งปี เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงธรณีเคยเล่าให้ฟังว่าช่วงแรก ๆ มีเสียงต่อต้านอยู่บ้าง โดยเฉพาะจาก สส. รุ่นเก่าอ้างว่าไม่มีเวลาเตรียมข้อมูล ไม่มีเวลาลงพื้นที่ แต่เมื่อผ่านไปหลายปีด้วยเทคโนโลยีของเอไอที่เจริญขึ้น พวกเขาก็ปรับตัวได้และทำงานทั้งปีเหมือนข้าราชการปกติ
โชคดีที่ผมไม่ได้รับผิดชอบข่าวนี้แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ไม่นิกรณ์ก็สิรินสรุปไปตั้งแต่เมื่อวาน
“เสร็จสักที”ผมอุทานเสียงดังในห้องตนเองแบบไม่อายใคร ผมปรับเก้าอี้เอนลงจนสุด ทิ้งแขนห้อยข้างลำตัวอย่างหมดแรงปล่อยให้ลมเย็นๆจากเครื่องปรับอากาศช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้าที่กัดกินไปทั่วทั้งร่างรู้สึกทึ่งตัวเองที่จดจ่อทำงานติดต่อกันได้นานเพียงนี้ ทำ 11 ข่าวภายในเวลาหกชั่วโมงตั้งแต่แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า กลายเป็นแสงยามเย็น บ้าไปแล้ว เพิ่งผ่านไปได้หนึ่งวันเมื่อคิดว่าต้องอดทนทำวันละ 11ข่าว แบบนี้อีกสองวันก็อยากจะตะเบ็งเสียงด่าปลดปล่อยออกมาดัง ๆ ผมดูนาฬิกาข้อมือแล้วสะดุ้ง ดีดตัวลุกขึ้น เลยเวลาเลิกงานมาห้านาทีแล้วโชคดีที่ไม่ได้สวมเอวีเอสอีจึงไม่มีหลักฐานการทำโอที ผมรีบเก็บของก่อนที่แม่บ้านจะมาไล่ที่ดูจากท่าทางบุคลิกแล้วผมเชื่อว่ารฐรักษ์ต้องมีนิสัยขี้ฟ้องเป็นแน่
แต่เมื่อถึงเวลาจริงผมกลับใช้เวลาน้อยลงเรื่อย ๆ ในอีกสองวันที่เหลือ แต่ความลำบากไม่ได้ลดลงเลยเพราะผมต้องแก้ข่าวของเมื่อวานนี้ด้วย พอไปส่งงานไมตรีทุกเช้าก็จะได้รับคอมเมนต์ยิบย่อยกลับมาตลอดผมต้องมาแก้ตามที่เขาบอก แล้วรีบส่งใหม่จึงจะผ่าน ไม่เคยมีครั้งไหนที่สมบูรณ์แบบในครั้งแรกถ้าโชคร้ายมาก ๆ ก็ต้องแก้สองรอบ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความเข้มงวดตามนโยบายบริษัทหรือว่าเป็นนิสัยเพอร์เฟกชันนิสต์ส่วนตัวของหัวหน้า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผมทำได้เพียงสะกดจิตตัวเองให้ยอมรับสภาพ บางทีเกณฑ์การต่ออายุการจ้างงานในปีต่อไปคือ ต้องส่งงานครั้งแรกแล้วไม่ถูกแก้เลย ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 12 เดือนที่ต้องเกลาทักษะตนให้เพอร์เฟกต์ ถ้าไม่ได้แอบเดาใจไมตรีและเตรียมล่วงหน้ามาตั้งแต่กลางคืนบางส่วนคงไม่มีทางทำทัน
หากวันแรกเรียกได้ว่าสาหัสอีกสองวันที่เหลือยิ่งหนักขึ้นไปอีกดูเหมือนไมตรีจะจงใจให้เรื่องที่ยากกับผมมากขึ้นบางเรื่องผมเริ่มงงว่ามันเกี่ยวกับการเมืองตรงไหน เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะหมดมุขไม่มีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากพอ นิกรณ์กับสิรินแย่งไปหมดแล้ว
อย่างเช่นข่าวที่มีนักวิชาการคนหนึ่งไปเห็นรูปพ่อของตนเองชูสามนิ้วซึ่งผมรู้ดีว่าเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการในการประท้วงของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า ‘คณะราษฎร’ ในปี2020 ที่ผมจากมาซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อดังเรื่องเกมล่าชีวิตนักวิชาการคนนั้นฉุกคิดอะไรบางอย่างได้จึงไปค้นคว้าเพิ่มเติมว่าวัฒนธรรมการชูสามนิ้วหายไปตั้งแต่ยุคสมัยไหนแต่ก็พบว่าไม่ได้คำตอบ แล้วจึงมาโพสต์ถามในเอ็นทีเอฟซึ่งผมก็ต้องค้นหาคำตอบนี้และไล่อ่านคอมเมนต์ต้นทางไปจนกระทั่งการเพิ่มความรู้เรื่องแนวทางการบันทึกประวัติศาสตร์ไปในช่วงท้ายของข่าวด้วย ยุคนี้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกพิสูจน์แล้วจะถูกเก็บไว้บนคลาวด์ของโลกอินเทอร์เน็ตในรูปบล็อกเชน โดยจะมีการเทียบเคียงความถูกต้องกับข้อมูลจากมุมมองของต่างประเทศที่รวบรวมไว้โดยยูเอ็นดีด้วยน่าแปลกใจที่นักวิชาการท่านนั้นไม่ได้คำตอบว่าพฤติกรรมการชูสามนิ้วนั้นจริง ๆหมดไปช่วงไหน ครั้งสุดท้ายที่เห็นคือปี 2030 จากนั้นก็หายไปดื้อ ๆ ไม่มีใครพูดถึงอีกผมแปลกใจที่ไม่มีนักวิชาการคนไหนที่รู้เรื่องนี้ในคอมเมนต์เลยเมื่อผมลองค้นเพิ่มดูก็พบว่าประวัติศาสตร์การเมืองก่อนหน้านี้ก็พูดถึงเพียงน้อยนิด รัฐประหารในปี 2006 กับปี2014 ก็มีรายละเอียดน้อยมากไม่บอกว่าใครเป็นคนทำด้วยซ้ำ ราวกับว่ามันไม่น่าสนใจพอ หรือไม่ก็เก่าจนยืนยันความถูกต้องไม่ได้แต่ก็เข้าใจได้ ถ้าผมเป็นคนยุคนี้ซึ่งเป็นประชาธิปไตยเบ่งบานถึงขีดสุดคงไม่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองอีกต่อไป
{ “ข่าวอะไรวะเนี่ย”ผมอุทานเมื่อเห็นหัวข้อหนึ่งที่ไมตรีบอกว่าให้สรุปเรื่องลัทธิทางการเมืองที่แปลกประหลาดในปัจจุบันแต่หัวหน้าสั่งว่าให้ใช้คำว่าหลากหลายแทน คำว่าประหลาดเป็นด้านลบเกินไปและทุกคนมีเสรีภาพ ผมเลือกทำข่าวนี้เป็นอันท้าย ๆเพราะต้องหาข้อมูลที่ไม่คุ้นเคยจำนวนมาก ต้องหาบทความจากหลาย ๆแหล่งทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โชคดีที่เอไอแปลภาษาบนเบราว์เซอร์[2] สามารถแปลภาษาไหนก็ได้บนโลกนี้ถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วจึงไม่มีกำแพงภาษาเป็นอุปสรรคอีกต่อไป ผมยังค้นหาจากข่าวในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาด้วย
สุดท้ายก็รวบรวมได้ประมาณเกือบ30 ลัทธิ เยอะจนน่าตกใจส่วนใหญ่จะเป็นแค่คนที่อยากหาแสงให้ตนเองพยายามคิดนอกกรอบหาสิ่งที่แปลกประหลาดขึ้นมา แล้วก็อ้างว่าเป็นอุดมการณ์ ไปพูดให้ผู้อื่นคล้อยตามแน่นอนว่าจำนวนสมาชิกที่ผมหาได้ก็มีแค่หลักหน่วยไปถึงหลักสิบที่สะดุดใจผมมากที่สุดคือศาสนาแห่งอิสระ ที่เชื่อเรื่องโลกหลังความตายมากกว่าโลกที่เป็นอยู่มนุษย์มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ แม้แต่การฆ่าคนก็ไม่ผิดกฎหมายผู้ที่นับถือมักจะอยู่ในเกาะที่เป็นดินแดนของอนาธิปไตยแม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสุดขั้วที่ต้องยึดของทั้งหมดมาเป็นรัฐ แล้วแจกจ่ายให้เท่ากันทุกประการก็มีการกล่าวถึงด้วยอีกอันคือลัทธิประหลาดที่ชื่อ “สภาวะธรรมชาติ” เชื่อว่าคนจะมีปัญญามากขึ้นเมื่อได้ทำสิ่งที่น่าขยะแขยง ให้เป็นธรรมชาติ ผมรู้สึกขยาดจนอยากคลื่นไส้อาเจียนเมื่อรู้ว่าคนในลัทธินี้มีพฤติกรรมการดื่มปัสสาวะ และมีพฤติกรรมทางเพศช่วยตนเองต่อหน้าชาวลัทธิทั้งหมด
ผมหันไปสนใจลัทธิหรือศาสนาที่มีผู้นับถือเกิน100 คนแทน ซึ่งมีอยู่ไม่ถึงสิบอันลัทธิบทบาทหน้าที่เชื่อในบทบาทดั้งเดิมสมัยโบราณ มีกฏเคร่งครัดห้ามผู้หญิงทำงานต้องแต่งงานมีลูกเท่านั้น ส่วนผู้ชายต้องเล่นกล้าม ห้ามอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงผมรู้สึกทึ่งที่ค่านิยมโบราณในยุคผมกลับมาจริงจังในยุคนี้ ศาสนาแห่งความจริงจะอธิบายโลกด้วยวิทยาศาสตร์และจะอธิบายส่วนที่ยังลึกลับด้วยความเชื่อของทุกศาสนาบนโลกนี้โดยแสดงในรูปของความเป็นไปได้ตามหลักฐานที่พบเช่น หลังจากตายไปมีโอกาสเกิดใหม่ เพียงหนึ่งในพันล้าน เพราะมีบันทึกหลักฐานว่ามีคนจดจำอดีตได้ในจำนวนนี้พออ่านเนื้อข่าวไปสักพัก ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจคำสอนของศาสนานี้มากนักมีการพูดเปรียบเทียบกับศัพท์หลายคำทางวิทยาศาสตร์ที่ผมไม่เข้าใจ อย่างการพัวพันเชิงควอนตัม[3] หรือขอบฟ้าเหตุการณ์ [4] ส่วนใหญ่ผมจึงใช้วิธีโควตคำสัมภาษณ์มาตรง ๆอีกลัทธิหนึ่งที่ผมแปลกใจว่ามีคนเชื่อเยอะได้อย่างไร คือ เดอะซีนอน (The Xenon) ซึ่งเชื่อว่าคนไม่เท่าเทียมกันตามธรรมชาติ โลกใบนี้มีอิสระเสรีแต่คนที่มียีนด้อยในสังคมอย่างผู้พิกลพิการแต่เกิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรให้มาเป็นผู้นำที่ต้องถูกยกย่องสรรเสริญ ดูเผิน ๆเหมือนจะสนับสนุนอนาธิปไตยทุนนิยมอยู่ไม่น้อย ผมค้นหาข้อมูลต่อแล้วฉุกใจที่ศาสนาหนึ่งชื่อ ‘ศาสนาแห่งชีวิต’
นี่มันไลฟ์โคชชัด ๆ
ผมคิดเพราะศาสนานี้เชื่อว่าตนเองคือศูนย์กลางของทุกสิ่งแม้จะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยากแค่ไหนก็เปลี่ยนได้ด้วยตัวเราหากให้เวลามากพอเราสามารถสร้างความสั่นทะเทือนไม่มากก็น้อยได้เสมอ ศาสนานี้เป็นกลุ่มใหญ่ซึ่งจะมีสำนักย่อย ๆ ตามแต่แนวทางของเจ้าสำนัก พวกเขาล้วนประสบความสำเร็จมาก่อนแม้ผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเล่นใหญ่เกินเบอร์ เคยมีการประชันดีเบตดูเอลระหว่างแนวคิดแต่ละสำนักเพื่อชี้ให้เห็นข้อดีเสียอีกฝ่าย บางทีอาจมีการเชิญคนที่ล้มเหลวขึ้นปราศรัยด้วยเพื่อเปรียบเทียบ }
ไมตรีอ่านงานของผมตอนบ่ายสามวันศุกร์
“ข่าวเรื่องตัวชี้วัดของการประปาจังหวัดเรายังมีจุดผิดพลาดอยู่” เขาพูดเสียงเรียบ ๆ ตามสไตล์
“มีเนื้อหาผิดเหรอครับ”ผมถามโดยไม่ได้คิดอะไร รู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์สำหนับชายผู้นี้
“เปล่า แค่เขียนวกไปวนมาไปหน่อยอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้ไหมว่าชัยธวัชไชย บรรณาธิการอีกคนเคยแซวท่านว่าเขียนเหมือนแมวพิมพ์” ผมแอบนิ่วหน้าในใจคิดว่าบางทีหัวหน้าก็พูดไม่รู้เรื่องเหมือนกันแต่พูดตอบกลับแค่ว่าจะพยายามปรับปรุงในครั้งต่อไป
“ตรงนี้น่าจะโควตคำพูดสลับกันนะ”ไมตรีชี้ให้ดู ประโยคที่ สส.อำพันพูดให้ความเห็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายควบคุมการเปิดบ่อน เขาบอกว่าปกติ สส.อำพันจะมีอุดมการณ์ไปทางเสรีนิยมค่อนข้างมากไม่น่าจะอยากจำกัดจำนวนบ่อนที่เปิดได้ในแต่ละจังหวัดได้ น่าจะเป็นคำพูดของสส.ชาตรี ที่เข้าประชุมพร้อมกันมากกว่า ชายคนนี้ช่างสังเกต และรอบรู้ทุกเรื่องจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่ความผิดผมจำได้แม่นว่าผมลอกประโยคมาจากต้นทางข่าวปฐมภูมิของสำนักข่าวของเราเป็นบทความที่เธอคนนั้นเขียน
“ขอโทษครับ เดี๋ยวเราจะไปแก้”ผมบอกไมตรี ไม่อยากกล่าวโทษความสะเพร่าของอิสราเพราะถ้าผมเก่งแบบไมตรีก็คงรู้ว่าทำผิดได้เช่นโชคดีที่บทความของอิสราจะไม่ได้นำเสนอเดี่ยว ๆ แต่จะรวมไปในข่าวทุติยภูมิทีเดียวจึงถือว่ายังไม่มีสาธารณชนเห็นข้อผิดพลาดนี้ และอิสราเองก็คงไม่มีโอกาสรู้ตัวถ้าผมไม่เอาไปบอก
ไมตรีเลื่อนไปจนสุด แล้วกดปุ่มปิดเอวีเอสอีที่แสดงผลบนจอข้างผนัง ผมกลั้นหายใจเตรียมรับคำวิจารณ์สุดท้ายที่คงจะตามมาเป็นชุดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
“โดยรวมถือว่าท่านทำดีมากเกินกว่าที่เราคาดไว้ด้วยซ้ำ”
คำพูดนั้นไม่ได้ดังแต่กลับก้องอยู่ในหัว ผมชะงักเล็กน้อยในขณะที่ประมวลผลเพื่อยืนยันว่าฟังถูก ความรู้สึกอบอุ่นแล่นปราดเข้าสู่หัวใจตื้นตันจนพูดไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่หัวหน้ากล่าวชมผมตรง ๆ คุ้มค่ากับทุกชั่วโมงที่อดทน...คุ้มค่าที่เหนื่อยอ่อนสายตัวแทบขาดตลอดทั้งสามวันที่ผ่านมา
“ขอบคุณครับ”ผมตอบกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ จากนั้นจึงกระหยิ่มยิ้มย่องก้าวออกจากห้องไปรู้สึกเหมือนกำลังวังชาหวนกลับมาอีกครั้งผมกระโดดเข้าไปในลิฟต์ด้วยขาสองข้างที่มีพลังดุจแรงม้าดีดครู่หนึ่งประตูลิฟต์ก็ปิดลงพร้อมกับรอยยิ้มของนักจับใจความคนใหม่แห่งซัมนิวส์
--------------------
“ประชา ท่านดูดีขึ้นนะ หล่อเชียว”อิสรายิ้มขณะที่มองทรงผมใหม่ของผม พวกเราเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆบริษัทในช่วงพักเที่ยง แปลกที่วันนี้ไม่เจอเพื่อนสนิทอย่างรฐรักษ์หรือสหายผู้เย่อหยิ่ง ผมไปใช้บริการร้านตัดผมของโลกอนาคตครั้งแรกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไอรินบอกว่ามีร้านที่ใช้คนตัดแค่ร้านเดียวในละแวกนี้ ที่เหลือเป็นเครื่องจักรจึงเลือกง่าย เรื่องอะไรจะไว้ใจให้หุ่นยนต์ถือของมีคมกวัดแกว่งรอบ ๆ ศีรษะและลำคอขากลับก็แวะซื้อที่โกนหนวดจากร้านค้าใต้คอนโดธรณี และโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงเกลาน่าแปลกที่ตลอดวันกลับไม่มีใครทัก แม้แต่เพื่อนร่วมห้องของผมราวกับว่าทุกคนเคยชินกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายรายวันของผู้คน จนรู้สึกเฉยชาผมครึ้มใจที่คนสังเกตคนแรกกลับเป็นเธอ
“ลองเปลี่ยนแนวบ้างน่ะ” ผมคิดคำตอบที่ดีกว่านี้ไม่ออกคำชมของเธอทำให้สมองผมว่างเปล่าไปชั่วขณะความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ใบหน้าจนรู้สึกได้ ดูเหมือนอิสราจ้องมองสิ่งของที่คาดบนศีรษะของผมและปิดหูสองข้าง มีสายต่อไปยังมือถือในกระเป๋ากางเกง
“เอวีเอสอีของท่านรุ่นอะไรเราไม่ค่อยเห็นใครใช้เลย” เธอถาม
“เออ...เป็นแค่หูฟังน่ะ”ผมอายที่จะตอบอย่างบอกไม่ถูกว่ามันเป็นหูฟังมีสายราคาถูกที่ผมบังเอิญไปเจอในร้านค้าในย่านสามเสาเก็บเงินรายวันแค่หนึ่งสัปดาห์ก็ซื้อได้สบายๆ โชคดีที่มือถือเครื่องเก่าของธรณียังมีช่องให้เสียบอยู่
“เราเดาท่านคงเป็นคนชอบของเก่าแน่ ๆสไตล์การแต่งตัวของท่านก็ดูวินเทจ หูฟังรุ่นนี้เคยดังมากสมัยรุ่นปู่ย่าของเรา”
ผมพยักหน้าอือออไปตามนั้น พลางนึกในใจว่าเสื้อโปโลกางเกงยีนมันคือแฟชั่นปกติในยุคของผมผมตอบเลี่ยง ๆ รู้สึกว่าการอธิบายความจริงคงจะซับซ้อนเกินไป
“ก็...คงงั้นมั้ง เราว่าของบางอย่างมันก็มีเสน่ห์ในแบบของมันขนาดตกรุ่น ก็ยังมีวางขายอยู่ดี”
“เราว่าอีกพันปีก็คงมีอยู่เพราะยังมีคนที่ไม่ชอบชาร์จแบตเตอรี่อยู่ จริง ๆมันก็มีวิธีการเหนี่ยวนำอยู่ให้หูฟังมันมีไฟฟ้าในตัวมันเอง แต่ปัญหาคือเสี่ยงอันตรายต่อสมองเยอะไม่รู้จะทำไปทำไม ในเมื่อแบตเตอรี่ก็คุณภาพดีอยู่แล้วในหูฟังไร้สายเราเองก็ยังใช้อันที่มีสายบางครั้งนะ” อิสราอธิบายยืดยาวเธอน่าจะชอบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่น้อย
“แล้วทำไมท่านถึงไม่ใช้เหรอ”ผมชวนเธอคุยต่อ
“สายมันพันกันขี้เกียจแกะ”เธอตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
“แค่นี้เองเหรอ” ผมทำทีหัวเราะ อยากผูกมิตรกับเธอให้มากกว่านี้แต่วีรกรรมที่ผมทำเธอบาดเจ็บยังตามหลอกหลอน
อิสราชวนผมเดินกลับเข้าไปในสำนักงานด้วยกันแต่ผมปฏิเสธ บอกว่าต้องซื้อของเพิ่มอีกสองสามอย่าง เมื่อเธอไปแล้วผมได้แต่ถอนหายใจ อุปสรรคที่ขัดขวางความรักของผมไม่ใช่ความรู้สึกผิดแต่เป็นชายที่ชื่อสหาย ไอ้คนชั่วที่ล้อเลียนคนอื่นจนผมเกลียดเข้าไส้เขายังจีบอิสราอย่างไม่ลดละ ผมเห็นเขาซื้อของตกแต่งสวย ๆ งาม ๆ มาให้เธอบ่อย ๆเมื่อสองวันก่อน ผมเก็บกระเป๋าเตรียมกลับก็เห็นพวกเขาผ่านทางกระจกสมาร์ตกลาสในห้องสหายนำดอกกล้วยไม้ช่อใหญ่มายื่นให้อิสราหลังจากที่เธอรับไว้ก็เดินคุยกันลับสายตาผมไป ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยวหมดหวัง แม้ว่าสเตตัสในเอ็นทีเอฟของอิสรายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่โอกาสของผมค่อนข้างริบหรี่ จะเริ่มออกตัวตอนนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว
[1]GDP ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศคือ มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง มักใช้เพื่อวัดขนาดและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ
[2]Browser หรือเว็บเบราว์เซอร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเข้าถึงและแสดงเนื้อหาบนเวิลด์ไวด์เว็บ
[3]Quantum Entanglement ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคู่หรือกลุ่มของอนุภาคเกิดปฏิกิริยาเชื่อมโยงในเชิงของสถานะควอนตัมแม้จะถูกแยกห่างกันไปมากก็ตาม
[4]Event Horizon คือขอบเขตในปริภูมิ-เวลาที่อยู่รอบ ๆหลุมดำซึ่งแรงโน้มถ่วงมีมากจนกระทั่งแสงและวัตถุทุกอย่างไม่สามารถหนีออกมาได้อีก