ตอนที่ 42 เธอเลือกอะไร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินใช้วิธีการสร้างวงเวทภายในร่างกายซึ่งแหกตำราของคนรุ่นก่อน
แน่นอนเขารับรู้ถึงข้อเสียของมัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำมันเพราะเชื่อใจดวงตาสีเงินมากกว่า
ด้วยความสามารถของดวงตาสีเงิน มันสามารถบังคับพลังเวทจากวัสดุเวทได้ตามใจนึก อีกทั้งยังสร้างก่อรูปสูตรคาถาเวทแรงโน้มถ่วงระดับแรกออกมาได้อย่างครบถ้วน
หากวงเวทที่เขาสร้างขึ้นปรากฏยังภายนอก ศาสตราจารย์ออสตินต้องรับรู้อย่างแน่นอนว่าวงเวทนั้นถูกสร้างได้อย่างสมบูรณ์ไม่ต่างจากของตนเองเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเวลาในการสร้างยังใช้เวลาไม่แพ้กัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นมหาปราชญ์ก็ตาม
ทันทีที่วงเวทแรกก่อตัวขึ้นภายในร่างของเมอร์ลิน เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทที่ก่อเกิดในร่างกาย
เขามองเห็นวงเวทตั้งอยู่ในโลกบ่มเพาะของตัวเองซึ่งตำแหน่งของมันอยู่ที่หัวใจ
ด้วยเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินนั้นทำให้เขาสามารถชักนำพลังเวทจากภายนอกให้ควบแน่นในวงเวทของเขาได้
เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่เขาโคจรเคล็ดวิชา พลังเวทรอบกายก็หลั่งไหลเข้าไปอย่างท้วมท้น
จนกระทั่ง ...
“หยุดดูดซับพลังเวทของเธอเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นวงเวทที่เธอพึ่งสร้างขึ้นอาจพังทลายได้”
เสียงของศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยเตือนเข้าหูของเด็กน้อย
แม้เมอร์ลินจะมีความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ มากเพียงใด แต่เขาก็ไม่ต้องการหยิ่งผยองจนเมินเฉยต่อคำเตือนของผู้อาวุโส
จากหนังสือที่เขาอ่านมา มีหนังสือหลายเล่มได้พูดว่าความรู้ในหนังสือไม่เท่ากับประสบการณ์ หากต้องการพัฒนาจงเดินออกไปสำรวจโลกกว้างหาประสบการณ์ให้ตนเอง
เวทยาศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้ จงอย่าเชื่อคำที่คนอื่นพูดอย่างสนิทใจ ถ้าไม่ได้พิสูจน์มันด้วยตนเอง
เมื่อได้ยินคำเตือนของชายชรา เมอร์ลินก็ไม่กล้าที่จะดูดซับพลังเวทต่อ
นั่นจึงทำให้บรรยากาศรอบๆ ตัวของเขาค่อยๆ กลับมาสงบอีกครั้ง
การโคจรพลังเวทหยุดทำงานแต่วงเวทยังคงปรากฏอยู่ตรงนั้นเช่นเดิม
เมอร์ลินรับรู้ได้ถึงพลังขุมนั้นอย่างชัดเจน แล้วใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา
“สำเร็จแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีแล้ว ... ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำมันได้สำเร็จภายในครึ่งวัน หากตาเฒ่าสาขานักเวทมาเห็น คงจะวิ่งโร่มาหาเธอที่นี่แน่” ชายชรากล่าว
เด็กน้อยเอียงคอและเอ่ยอย่างสงสัย “ทำไมหรอครับ?”
“เหอะ เธอคิดว่าการที่คนคนหนึ่งจะสำเร็จการเป็นนักเวทภายในครึ่งวันนั้นหาได้ง่ายหรอ? ต่อให้คนคนนั้นเคยเป็นนักวิชาการเวทมาก่อน พวกเขาก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะทำแบบเธอได้สำเร็จ”
จู่ๆ ชายชราก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกทีว่า “เด็กน้อยเมอร์ลิน เธอคงจะไม่โง่จนไม่รู้ว่าตนเองเป็นอัจฉริยะทั้งสองสาย ฉันอยากถามว่าตอนนี้เธอต้องการเดินในเส้นทางสายไหนมากกว่ากัน”
แน่นอนว่าคำถามนี้ทำให้ชายชราต้องลุ้น เพราะเขาตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้มีความสามารถรอบด้าน แต่โลกนี้มีผู้คนน้อยมากที่จะเดินในเส้นทางสองสายพร้อมกัน นั่นเพราะไม่ว่าจะเดินทางในเส้นทางสายใด พวกเขาจะมุ่งเน้นได้เพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น
อย่างเขาเองต่อให้เป็นทั้งมหาปราชญ์และจอมเวทชั้นสูงในเวลาเดียวกัน แต่เส้นทางแรกที่เขาเลือกเดินก็คือนักวิชาการเวท แล้วค่อยก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเวทภายหลัง เพราะเหตุจำเป็นเรื่องอายุขัย
ซึ่งนักวิชาการเวทเก่งๆ ส่วนใหญ่ล้วนเดินในเส้นทางนี้ทั้งสิ้น
เหตุนี้ภาพลักษณ์ของนักวิชาการเวทจึงอยู่ในวัยชรา ส่วนนักเวทระดับสูงส่วนใหญ่ล้วนมีรูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์กว่าเพราะพวกเขามักจะเลื่อนขั้นพลังเวทในทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องแน่ใจว่าตนเองพร้อมแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ของความล้มเหลวย่อมเป็นความตาย
แม้จะเป็นแบบนี้ แต่ในดินแดนเวทมนตร์กลับมีนักเวทจำนวนมาก ส่วนนักวิชาการเวทกลับมีอยู่ไม่ถึงสองส่วนของจำนวนนักเวททั้งหมดเท่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในยุคสมัยนี้นักวิชาการเวทจึงเป็นที่ต้องการของทุกๆ ประเทศ
ในตอนแรกชายชราคิดว่าเด็กน้อยจะต้องใช้เวลาคิดในเรื่องนี้ แต่การแสดงออกของเมอร์ลินตรงหน้ากับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
“แน่นอนว่าต้องเป็นนักวิชาการเวทเหมือนกับคุณสิครับ ศาสตราจารย์ตอนนี้ผมว่าผมหลงรักในรูนศาสตร์เข้าให้แล้ว” เมอร์ลินตอบด้วยรอยยิ้มทันทีที่ได้ยินคำถามของชายชรา
คำตอบแบบไม่ต้องใช้เวลาคิดนี้ทำให้ใบหน้าของชายชราปรากฏความดีใจ
“ดี ดี ดี ถ้าเธอต้องการเดินในเส้นทางนี้ฉันเองก็ยินดีจะส่งเสริมเธอเต็มที่ ... มาๆ พวกเราเข้าไปข้างในบ้านกันเถอะ ฉันจะสอนเธอใช้อุปกรณ์เวทมนตร์เอง”
ชายชรายื่นมือไปจับมือกับอีกฝ่าย แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น
สิ่งที่ศาสตราจารย์ออสตินสอนใช้เป็นอย่างแรกก็คือปากกาที่ใช้เขียนกระดาน เพราะมันไม่เป็นอันตรายและควบคุมได้ง่าย
การใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์นั้นไม่ยากเลย เพียงแค่มีคุณสมบัติในการเป็นนักเวท ไม่ว่าอยู่ขั้นใดก็สามารถใช้งานพวกมันได้ทั้งสิ้น เพราะผู้ผลิตต้องการให้ใช้งานพวกมันง่ายอยู่แล้ว
การทำงานของมันแค่ถ่ายเทพลังเวทไปจำนวนเล็กน้อยเพื่อเปิดใช้งาน หลังจากนั้นหินเวทที่ประดับอยู่จะถ่ายเทพลังเวทผ่านค่ายกลเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน
แน่นอนว่าเมอร์ลินใช้งานปากกาเวทมนตร์ครั้งแรกได้ง่ายมาก
ตราบใดที่เขาใช้งานปากกาเล่มนี้ เขาก็สามารถแก้โจทย์รูนศาสตร์โดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะสิ้นเปลือง
ชายชราสอนเมอร์ลินใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์หลายชิ้น แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปจบที่การเขียนบนกระดาน
โจทย์รูนศาสตร์มากมายถูกเขียนขึ้นด้วยมือของเมอร์ลิน โดยมีศาสตราจารย์ออสตินเป็นคนคิดโจทย์และตั้งคำถาม
พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับรูนศาสตร์ไปถึงตอนเย็น ราวกับว่าทั้งสองเป็นรุ่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะสนิทมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากเมอร์ลินสามารถแก้โจทย์ทุกโจทย์ของชายชราได้ นั่นทำให้ชายชราค่อยๆ นับถือว่าอีกฝ่ายเป็นคู่สนทนาระดับเดียวกันของตนเอง ไม่ได้เป็นลูกศิษย์หรือเด็กน้อยอีกต่อไป
ซึ่งมีหลายครั้งที่ชายชราลืมตัวพูดเรื่องโจทย์รูนศาสตร์ในทฤษฎีชั้นสูง แม้เมอร์ลินจะไม่สามารถแก้โจทย์นั้นได้ในทันที แต่เขาก็ยังเข้าใจและเรียนรู้มัน