“ชดเชยงั้นเหรอครับ?”
เมื่อได้ยินคำนี้ลู่เซิ่งก็ทำหน้าเหวอ เขายังไม่ทันจะถามกลับว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นลั่วฉางเกอสะบัดมือวูบหนึ่งหยิบเอาอุปกรณ์ที่ส่องประกายแสงสีทองอร่ามสี่ห้าชิ้นออกมาจากช่องเก็บของติดตัวในคราวเดียว
“ฉันมีอุปกรณ์ระดับทองที่มีค่าสถานะค่อนข้างดีอยู่หลายชิ้นเธอลองดูสิว่ามีชิ้นไหนถูกใจบ้างไหม ถ้ามีก็หยิบไปได้เลยตามสบาย”
ลั่วฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจื่อน“แม้ว่าอุปกรณ์ระดับทองจะเทียบกับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย หวังว่าเธอจะไม่ถือสานะ”
“คือ...”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าลู่เซิ่งถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เพราะเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าสถาบันจิงหัวที่มีชื่อเสียงเคียงคู่มากับสถาบันจิงหลงระดับรองคณบดีจะยอมลดตัวลงมามอบอุปกรณ์ให้พาลาดินตัวเล็กๆอย่างเขาด้วยตัวเองเช่นนี้
ทว่าในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังพิจารณาว่าจะตอบรับความหวังดีของลั่วฉางเกออย่างไร
จู่ๆก็มีเสียงที่ไม่รื่นหูเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“เหอะ มิน่าล่ะ หลายปีมานี้สถานการณ์ของสถาบันจิงหัวถึงได้ตกต่ำลงทุกปีเพราะเอาทรัพยากรล้ำค่าไปทิ้งขว้างกับพวกผู้ใช้อาชีพที่ไม่มีอนาคตแบบนี้ไงเล่าไม่เสื่อมถอยก็แปลกแล้ว”
อู่เหมิงเอินเอ่ยจิกกัดด้วยใบหน้าเยาะเย้ยราวกับดูแคลนการกระทำของลั่วฉางเกออย่างยิ่ง
“ก็ยังดีกว่าสถาบันจิงหลงที่ทำตัวไร้ยางอายก็แล้วกัน”
ลั่วฉางเกอไม่ยอมลดลาวาศอกตอกกลับไปโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ให้ตายสิเคยได้ยินมานานแล้วว่าสถาบันจิงหลงกับสถาบันจิงหัวในช่วงหลายปีมานี้ไม่ถูกชะตากันมีการแก่งแย่งชิงดีกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง วันนี้ได้เห็นกับตาอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”
เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันสวมบทเป็นจีนมุงยืนดูคณบดีทั้งสองคนปะทะคารมกันด้วยความตื่นเต้นราวกับพวกชอบดูเรื่องสนุกแต่ไม่กลัวเรื่องบานปลาย
ในจังหวะที่คณบดีของสองสถาบันใหญ่กำลังลับฝีปากกันต่อหน้าสาธารณชนโดยไม่สนภาพลักษณ์อยู่นั้น
“โปรดระลึกไว้ด้วยว่า เวลาในการสอบระดับชาติครั้งนี้มีจำกัดขอให้คณบดีทั้งสองท่านระลึกถึงกาลเทศะ อย่าได้ทำให้กระบวนการสอบต้องล่าช้า”
ทันใดนั้นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความลึกลับอย่างถึงที่สุดก็พลันดังขึ้นในห้วงความคิดของทุกคน
ใช่แล้ว...ดังขึ้นในหัว
เพราะเสียงนี้ถูกส่งมาจากภายในไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากภายนอก
“เอ๊ะ? เสียงนี้... หรือจะเป็น ‘ท่านพ่อมด’ แห่งวิหารเทพสงคราม?”
ในขณะเดียวกันเมื่อได้ยินเสียงนี้ท่ามกลางเหล่าผู้เข้าสอบก็มีผู้ที่มีความรู้กว้างขวางคาดเดาถึงตัวตนของผู้ส่งกระแสจิตรายนี้ได้ทันที
“ให้ตายเถอะ... นี่มันสกิลอะไรกันเนี่ยถึงขั้นยัดเสียงเข้ามาในหัวได้เลยเหรอ?”
ลู่เซิ่งเองก็นึกตกใจเพราะไม่คิดว่าผู้ใช้อาชีพจะมีสกิลที่หลุดโลกขนาดนี้
“รับทราบครับ ท่านพ่อมด”
คณบดีทั้งสองที่เมื่อครู่ยังตั้งท่าจะซัดกันพอได้ยินเสียงนี้ก็พากันเสียวสันหลังวูบรีบก้มตัวทำความเคารพต่อความว่างเปล่าทันที
อู่เหมิงเอินไม่กล้ารั้งอยู่ต่อเขาโบกมือเรียกหลี่ชิวซาน “หลี่ชิวซานที่เหลือฝากคุณจัดการด้วย”
ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นเขาก็ถลึงตาใส่ลู่เซิ่งอย่างดุดันอีกครั้งก่อนจะสยายปีกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายลับไปในมิติว่างเปล่าเกือบจะในทันที
“ลู่เซิ่ง เป็นยังไงบ้าง เธอเลือกได้หรือยัง?”
ลั่วฉางเกอยังไม่รีบจากไปเขาเอ่ยถามลู่เซิ่งซ้ำอีกครั้ง
“ขอบพระคุณท่านรองคณบดีมากครับแต่ว่าอุปกรณ์ระดับทองพวกนี้ไม่มีชิ้นไหนที่เหมาะกับผมเลย คุณรับคืนไปเถอะครับ”ลู่เซิ่งส่ายหน้าตอบ
“อะไรนะ? ไม่มีที่เหมาะเลยเหรอ?”
ลั่วฉางเกอขมวดคิ้วมุ่นพลางถามตามสัญชาตญาณ“เธอไม่พอใจคุณภาพของอุปกรณ์พวกนี้งั้นเหรอ?”
“ไม่ครับ ไม่... คุณอย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้ดูถูกอุปกรณ์ระดับทองนะครับเพียงแต่ผมมีเซ็ตอุปกรณ์ที่ดีกว่านี้อยู่แล้ว ถ้าเอาของพวกนี้มาก็คงเสียของเปล่าๆสู้เก็บไว้ให้คนที่จำเป็นต้องใช้จะดีกว่าครับ” ลู่เซิ่งตอบพร้อมรอยยิ้มขณะเดียวกัน ในใจของเขากลับเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อลั่วฉางเกอมากขึ้น
“โอ้... อย่างนั้นหรอกเหรอ...”
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วฉางเกอถึงเข้าใจ จึงเหลือบมองลู่เซิ่งอีกครั้ง
แต่การมองครั้งนี้กลับทำให้เขาต้องเบิกตาด้วยความตกตะลึง
เพราะจนถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าลู่เซิ่ง... ไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์อะไรเลย
หมายความว่าในการสอบคัดเลือกรอบแรกที่ผ่านมาเขาเอาชนะสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดได้ทั้งที่ตัวเปล่าอย่างนั้นหรือ
“เจ้าเด็กนี่... มีพิรุธ”
เมื่อคิดได้ดังนี้ลั่วฉางเกอก็ใจสั่นรีบกวาดสายตาตรวจสอบค่าสถานะพื้นฐานของลู่เซิ่งอย่างละเอียดอีกรอบ
ทว่าน่าเสียดายพรสวรรค์การต่อสู้ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ของลู่เซิ่งนั้น หากยังไม่เปิดใช้งานมันจะไม่มีการเพิ่มระดับพลังรบให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ส่วนออสการ์ในฐานะที่เป็นเผ่ามังกรที่แท้จริง ‘ร่างพิทักษ์’ที่วิวัฒนาการมาอย่างยาวนานย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมองทะลุปรุโปร่งได้
ดังนั้นลั่วฉางเกอจึงจ้องอยู่นานแต่ก็ยังมองไม่ออกว่าลู่เซิ่งมีความพิเศษตรงไหน
สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“เอาล่ะ ในเมื่อเธอมีอุปกรณ์ที่ดีกว่าแล้ว ฉันก็ไม่บังคับ”
พูดจบเขาก็ตบไหล่ลู่เซิ่งเพื่อเป็นกำลังใจ“ขอให้การสอบในรอบต่อๆ ไปราบรื่นนะถ้าคะแนนถึงเกณฑ์ก็มาศึกษาต่อที่สถาบันจิงหัวของพวกเราได้ ฉันเชียร์เธอนะ”
“ผมขอน้อมรับคำอวยพรจากท่านรองคณบดีครับ”
ลู่เซิ่งรีบยิ้มและก้มศีรษะให้ด้วยความเคารพครั้งนี้เขาแสดงท่าทีให้เกียรติอย่างเต็มที่
หลังจากเก็บอุปกรณ์แล้วลั่วฉางเกอก็ไม่รั้งอยู่นาน เขาสยายปีกและหายวับไปในมิติว่างเปล่าเช่นกัน
หลังจากส่งสายตาลาจนเขาลับตาไปแล้วลั่วเซวียนเซวียนก็วิ่งเข้ามาหาลู่เซิ่งด้วยความเป็นห่วง“ลู่เซิ่ง นายไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร”
ลู่เซิ่งพยักหน้ายิ้มให้ภายนอกดูเหมือนจะปกติดีทุกอย่าง
แต่ความจริงแล้วในตอนนี้สถาบันจิงหลง สถาบันฝึกตนของผู้ใช้อาชีพระดับท็อปของประเทศเสินเซี่ยเขาไม่มีความรู้สึกดีๆ หลงเหลือให้อีกต่อไปแล้ว
“เหอะ สถาบันจิงหลงนี่มันเกินไปจริงๆ เห็นกันชัดๆว่าจงใจปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม”
ในตอนนั้นเองลั่วเซวียนเซวียนก็เอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
ลู่เซิ่งถอนหายใจยาวกำลังจะเอ่ยปากพูด
“ใช่แล้ว วิธีการของสถาบันจิงหลงน่ะ ไร้ยางอายไปหน่อยสถาบันฝึกตนอันดับหนึ่งของประเทศเสินเซี่ยแท้ๆแต่กลับขี้เหนียวแม้กระทั่งอุปกรณ์ระดับทองคำมืดชิ้นเดียวสถาบันแบบนี้คงไม่มีวันเจริญไปได้ไกลหรอก”
ทันใดนั้นพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคย
‘เซียนกระบี่พเนจร’ อวิ๋นเทียนหลันเดินทอดน่องเข้ามาหาพลางเอ่ยสมทบด้วยตัวเอง
“อ้าว? สหาย นายมาได้ยังไงเนี่ย?”
ลู่เซิ่งมองอวิ๋นเทียนหลันด้วยความประหลาดใจ
“ถ้าสหายลู่ไม่รังเกียจ วันหลังเรียกฉันว่าพี่อวิ๋นก็ได้นะ”
อวิ๋นเทียนหลันใช้นิ้วถูจมูกพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน
“โอเค พี่อวิ๋น”
ลู่เซิ่งพยักหน้าไม่ได้ติดใจเรื่องคำเรียกขาน
เพราะในการสอบรอบแรกที่ผ่านมาอวิ๋นเทียนหลันมีโอกาสที่จะขัดขวางเขาบนขุนเขาหมื่นปีศาจแท้ๆ
แต่กลับไม่ลงมือและยอมยืนดูเฉยๆ ให้ลู่เซิ่งคว้าอันดับหนึ่งไปเขาจึงรู้สึกถูกชะตากับนิสัยไม่ชอบแก่งแย่งของคนคนนี้มาก
“สหายลู่ ไม่ทราบว่า ‘ดาบอสนีสังหารฟ้า’ เล่มนี้... จะพอถูกใจนายบ้างไหม?”