ฉินลู่รู้สึกพอใจกับอักษรภาพของตัวเองมาก
เขาฝึกคัดพู่กันจีนกับอาจารย์ั้แ่เด็ก และตอนนี้ ฝีมือการคัดพู่กันจีนของฉินลู่ก็เทียบเท่ากับระดับฝีมือของผู้ชำนาญในการคัดลายมือแล้ว
นี่ไม่เกี่ยวกับพร์แต่อย่างใด เป็เพราะอาจารย์สอนมาดีล้วนๆ
บวกกับที่ฉินลู่ได้ฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตด้วยแล้วทำให้เขาสามารถเข้าถึงธรรมชาติ การเวียนว่ายตายเกิด และสรรพสิ่งได้มากกว่าคนอื่นดังนั้น ในตอนที่ฉินลู่ทำการคัดบทกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่าน จึงได้หลอมรวมพลังชีวิตเข้าไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ
ถ้าแขวนภาพนี้เอาไว้ในห้อง จะมีประโยชน์ต่อคนที่อาศัยอยู่ในห้องนั้นเป็ประจำถ้าบอกว่าภาพนี้ช่วยให้อายุยืนยาวก็คงจะฟังดูโอเวอร์ไปหน่อยแต่ภาพนี้ก็ช่วยให้คนรู้สึกตื่นตัวและมีชีวิตชีวาได้จริงๆ
ใช่แล้วล่ะ อักษรภาพนี้มีพลังชีวิตลักษณะนี้อยู่ทำให้มันกลายเป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากอย่างไม่มีข้อสงสัย!
เมื่อเจอกับคนที่เข้าใจงานศิลปะ เขาก็อาจจะยอมควักเงินมหาศาลเพื่อมาขอซื้อเลยล่ะ
ฉินลู่ยินดีที่จะมอบของขวัญล้ำค่านี้ให้กับคุณย่าของซุนอิงเพื่อเป็ของขวัญวันเกิดถือว่าได้ตอบแทนซุนอิงแล้ว
ฉินลู่ไม่ขอติดหนี้บุญคุณใครอีก นอกจากอาจารย์ของเขาเท่านั้น
หลังจากที่เขียนอักษรภาพเรียบร้อยแล้ว ฉินลู่ก็เก็บกระดาษ พู่กัน หมึกและที่ฝนหมึกอย่างเป็ระเบียบแล้วเดินเข้าห้องครัวไป เพื่อดูหม้อยาที่ตุ๋นไว้
เขาเปิดฝาหม้อออก แล้วเทน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยจากนั้นก็ปล่อยให้เคี่ยวต่อไป
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ยาตุ๋นที่อยู่ในหม้อดินก็ได้ที่แล้ว
ฉินลู่ปิดไฟบนเตา แล้วเทซุปยาจีนจากหม้อดินสีทองออกมาไอความร้อนลอยขึ้น กลิ่นหอมเข้มข้นจากซุปยาก็ลอยมาแตะที่จมูก
ฉินลู่รอต่ออีก 15 นาที พอซุปยาจีนเย็นลง จึงค่อยยกถ้วยขึ้นมาแล้วเงยหน้าขึ้นกระดกยาลงท้องไป
“ฟู้ว!”
แม้ว่าซุปยาจะเย็นลงบ้างแล้วแต่พอกินเข้าไปก็ยังรู้สึกราวกับมีไฟปะทุในท้อง ทำให้ฉินลู่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว
ฉินลู่รู้ว่านี่คือฤทธิ์ยาจากซุปยาถ้วยนี้ เขาจึงไม่รอช้ารีบนั่งในท่าขัดสมาธิบนพื้น พนมมือขึ้น ทำจิตใจให้สงบ ตั้งสมาธิให้แน่วแน่แลบปลายลิ้นออกมาเล็กน้อย หลับตาสองข้างลง และเริ่มเข้าสู่การฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิต!
ภายใต้การเร่งของเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตทำให้ฤทธิ์ยาที่พลุ่งพล่านทำงานได้ดี!เขารู้สึกถึงไอร้อนที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
ฉินลู่ควบคุมฤทธิ์ยาภายในร่าง แล้วเริ่มการฝึกโคจรจุลจักรวาล[1]ต่อ
ที่ปากก็พึมพำเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ทำให้เวลาคนนึกย้อนกลับไปมักสงสัยและหาคำตอบไม่ได้
“ต่อหน้าพระพักตร์เทพซวีหวง เซียนจื่อสยา ไท่ซ่างแห่งเต๋าและเทพอวี้เฉินจวินของซ่างชิง ปลีกวิเวกไปอยู่ที่ตำหนักหรุ่ยจูถือเป็ศีล 7 กระจายรูปร่างทั้งห้าและกลายเป็เทพ เป็บทภายในคัมภีร์หวงถิงผสานอย่างกลมกลืนและบำเพ็ญจนได้เป็เทพ ปราณทั้ง 9 สะท้อนกลางนภาเด็กที่เกิดภายใต้การคุ้มครองของเทพจะแผ่ไอม่วงออกมา มีเขียนไว้ในคัมภีร์เต๋าท่องเกินหมื่นครั้งเลื่อน 3 ขั้น ใช้เคราะห์นับพันขจัดโรคภัยไม่เกรงกลัวความดุร้ายของเสือและหมาป่า...”
“และมีชีวิตอยู่ยืนยาว”
หลังจากที่ฉินลู่ท่องบทสวดโคจรจุลจักรวาลทั้งหมด 9 รอบแล้ว จึงค่อยทำการหยุดฝึก เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วพ่นไอขาวออกมาเล็กน้อย มันลอยในอากาศและไม่หายไปไหน
ฉินลู่ลุกขึ้นยืน แล้วยืดเส้นยืดสายสักหน่อย ตอนนี้ฉินลู่รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแข็งแรงขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว
“ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ร่างกายของฉันก็จะเหมือนกับคนปกติแล้วล่ะแต่น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมปัจจุบันมีมลพิษเยอะ ทำให้พลังิญญาลดลงไปมากการฝึกบำเพ็ญตนจึงไม่ได้คืบหน้าไวเหมือนในสมัยของอาจารย์ ไม่อย่างนั้น ป่านนี้ฉันคงกลายเป็เซียนอยู่เหนือโลกมนุษย์ไปแล้ว”
ฉินลู่ล้วงมือถือจากกระเป๋าออกมาดูเวลา ตอนนี้เป็เวลาตีสองแล้ว
ฉินลู่เดินไปที่โต๊ะหนังสือแล้วเก็บเอาอักษรภาพกลอนอวยพรวันเกิดด้วยบทกวีมู่หลานฮวาม่านม้วนใส่ลงในกระเป๋าสีขาวสะอาดเตรียมหยิบไปด้วยตอนออกไปทำงานพรุ่งนี้ เพื่อเอาให้ซุนอิง
กลับเข้าไปที่ห้องนอน ฉินลู่นอนลงบนเตียง เขาหยิบแหวนหยกที่ซุนอิงให้ขึ้นมา
“เป็หยกชั้นดีเลยจริงๆ นะเนี่ย”
ฉินลู่ถือแหวนหยกเล่นอยู่นานเขาใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งบีบเม็ดหินหยกไว้ สั่นเบาๆ เม็ดหินหยกก็หลุดออกมาจากแหวน
ฉินลู่อ้าปากแล้วโยนเม็ดหินหยกเข้าไปอย่างไม่ลังเลเขาอมเม็ดหินหยกเอาไว้ในปาก จากนั้นก็เริ่มทำการฝึกโคจรจุลจักรวาลซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของการฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิต
ฉินลู่เข้าสู่ห้วงของการหลับลึกอย่างช้าๆ
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ฉินลู่ก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
หยิบมือถือมาดู เห็นว่าเพิ่งจะ 6โมงเช้า
เขาเพิ่งนอนไปได้ไม่ถึง 4 ชั่วโมง แต่กลับรู้สึกสดชื่นมาก
ฉินลู่คายเม็ดหินหยกในปากออกมา มองด้วยตาเปล่าก็สังเกตได้ว่าสีของหินหยกซีดไปบ้างแล้ว
“เฮ้อ” ฉินลู่ถอนหายใจ เขาพึมพำกับตัวเองว่า “การฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตด้วยการโคจรจุลจักรวาลนี่สิ้นเปลืองเสียจริงเด็กชนบทอย่างฉันแทบจะฝึกต่อไปไม่ไหวแล้ว”
ฉินลู่ลุกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา ก่อนสวมเสื้อคลุม แล้วออกจากบ้านไป
ฉินลู่ออกกำลังกายยามเช้าจนถึงเวลา 8 โมง แล้วจึงค่อยเดินเข้าไปในห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยหวาชิงอย่างตรงเวลา
เขาถืออักษรภาพบทกวีมู่หลานฮวาม่านเพื่อเป็คำอวยพรวันเกิดคุณย่าของซุนอิงมาด้วย
ฉินลู่นั่งลงที่เก้าอี้ได้ไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ก๊อกๆๆ”
“เข้ามาได้ครับ”
ประตูเปิดออก หญิงร่างบางคนหนึ่งเดินเข้ามา
ฉินลู่นึกว่าเป็ซุนอิงที่จะมารับของขวัญ แต่กลับไม่ใช่คนที่เดินเข้ามาคือเฉียนเชี่ยน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหวาชิง
“เอ๋ เธอมาทำอะไร” ฉินลู่ถามอย่างแปลกใจ
“ฉันแค่มาเฉยๆ ไม่ได้เหรอ” เฉียนเชี่ยนใช้ดวงตาคู่สวยกลอกตาใส่ฉินลู่ไปหนึ่งทีจากนั้นก็นั่งลงที่ที่นั่งตรงข้ามฉินลู่แล้วพูดว่า “่นี้ฉันมึนหัวนิดหน่อย่เช้าของวันนี้ก็ไม่มีสอนพอดี ฉันเลยมาหานายที่นี่ อยากให้นายช่วยดูอาการหน่อย”
“อ๋อ มึนหัวสินะ”นิ้วของฉินลู่แตะที่ข้อมือของเฉียนเชี่ยนอย่างมืออาชีพ ก่อนพูดว่า“เป็่นั้นของเดือนหรือเปล่า”
ใบหน้างดงามของเฉียนเชี่ยนแดงขึ้นมา “อย่ามาพูดจาล้อเล่นนะ ฉะ...ฉันเปล่าสักหน่อย”
“อ้อ...” ฉินลู่ทำหน้าเหมือนจะยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้ยิ้มเขาจับชีพจรที่ข้อมือของเฉียนเชี่ยน แล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามแขนของเธอ
“ชีพจรต้องจับที่ข้อมือไม่ใช่เหรอ ทำไมนายเลื่อนขึ้นมาจับบนนี้ล่ะ”เฉียนเชี่ยนพูดอย่างระวังตัว
ฉินลู่ส่ายหัวแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “นี่เป็แพทย์แผนจีนสำคัญที่สุดคือการดู การฟังและสูดดม การถาม การจับชีพจร นอกจากนี้ยังมีการััด้วยซึ่งตำแหน่งััที่ยิ่งใกล้หัวใจมากเท่าไรก็จะยิ่งสังเกตอาการของโรคได้มากเท่านั้น เพราะตอนนี้ชีพจรของเธอไม่คงที่เลยฉันเลยคิดว่าต้องััให้แน่ใจเสียหน่อย”
เฉียนเชี่ยนทำหน้าฉงน “เป็อย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
“ใช่ เป็อย่างนั้นแหละ ฉันจะไปหลอกเธอทำไมล่ะ”
ฉินลู่พูด พลางเลื่อนนิ้วไปแตะที่ท้องแขนด้านในของเฉียนเชี่ยน
แขนที่นุ่มนิ่มของเฉียนเชี่ยนทำเอาฉินลู่ฟินไปทั้งตัว
“แต่ฉันว่านายกำลังล่วงเกินฉันอยู่นะ...” ใบหน้าของเฉียนเชี่ยนแดงขึ้นมาเรื่อยๆอย่างช้าๆ เธอเริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ จึงดึงแขนออกมาแล้วพูดว่า“นายดูแล้วได้ผลยังไงบ้าง”
“อะแฮ่มๆ”
ฉินลู่กระแอมอย่างกระอักกระอ่วนออกมาจากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ร่างกายของเธอตอนนี้ค่อนข้างแย่เลยล่ะ”
“อะไรนะ!”
เฉียนเชี่ยนรู้สึกเครียดขึ้นมา หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่ฉินลู่บอกเธอรีบถามต่อว่า “ฉันเป็อะไรกันแน่ มันแย่ขนาดไหนเหรอ”
“เธอไม่รู้ตัวบ้างเลยเหรอ” ฉินลู่พูดอย่างช้าๆ
เฉียนเชี่ยนทำหน้างง “ฉันไม่รู้”
“ไม่รู้น่ะแหละถูกแล้ว!”ฉินลู่ดีดนิ้วเสียงดัง “เป๊าะ” จากนั้นก็ชี้ไปที่หน้าอกนูนของเฉียนเชี่ยน เอ๊ย! ไม่ใช่... ชี้ที่หัวใจต่างหาก “เธอกำลังป่วยตรงนี้!”
[1]จักรวาลคือการหมุนเวียนลมปราณผ่านเส้นลมปราณตูและเส้นลมปราณเริ่นแบ่งเป็สองอย่างคือจุลจักรวาล (จุลจักรวาล) กับมหาจักรวาล