ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 210 : ดงมรณะคนถังแตก

จารึกที่ 210 : ดงมรณะคนถังแตก : กลไกฟ้าผลาญวิญญาณและผู้มาเยือนในเงามืด


เมื่อแสงตะวันลาลับหลุดพ้นจากขอบฟ้า ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งก็เข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งในอาณาบริเวณของ สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง) สายลมเย็นยะเยือกที่พัดมาจากทิศอุดรหอบเอาเศษใบไม้แห้งและกลิ่นอายความเก่าแก่ปลิวว่อนไปทั่ว เขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ


สถานที่แห่งนี้เคยเป็นถึงศูนย์กลางความรุ่งโรจน์ของอดีตสำนักหมื่นอักขระ ทว่าในยามนี้ มันกลับดูเงียบเหงา วังเวง และเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ราวกับเป็นสุสานโบราณที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา


บริเวณเชิงเขาซึ่งเป็นทางเข้าออกเพียงหนึ่งเดียวของหุบเขา ปรากฏเงาร่างห้าสายที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดราวกับเป็นส่วนหนึ่งของรัตติกาล พวกเขาเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าที่แผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของกลิ่นอายปราณเล็ดลอดออกมา นี่คือ ‘หน่วยอัสนีเร้นลับ’ ยอดฝีมือนักฆ่าระดับแก่นทองคำทั้งห้าคนที่เหลยเซียว ประมุขแห่งสำนักอัสนีบาต ส่งมาเพื่อเด็ดหัวมหาเศรษฐีถังแตก


"หัวหน้า... ที่นี่ดูเงียบสงัดผิดปกติ ค่ายกลป้องกันของสำนักหมึกวารีก็ดูหละหลวมยิ่งนัก ราวกับพวกมันไม่ได้เตรียมการรับมือใดๆ เลย" หนึ่งในนักฆ่าชุดดำกระซิบผ่านกระแสจิตผ่านหินสื่อสาร แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน "สำนักที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้ตกต่ำจนกลายเป็นเพียงสุนัขเฝ้าซากปรักหักพังไปแล้วจริงๆ"


ชายร่างสูงใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าหรี่ลงอย่างระแวดระวัง แม้ศัตรูจะเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนในระดับสร้างรากฐาน แต่สัญชาตญาณของนักฆ่าที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนกลับร้องเตือนให้เขารู้สึกหนาวสั่นแปลกๆ


"ประมาทไม่ได้เด็ดขาด กุยอิ่ง ยอดนักฆ่าอันดับต้นๆ ของหอเร้นเงา ต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่" หัวหน้าหน่วยกระซิบตอบ น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ท่านประมุขสั่งมาว่า เป้าหมายอาจจะครอบครอง ‘ค่ายกลสังหารโบราณ’ หรือ ‘วิชานอกรีต’ ที่ขุดพบจากซากหุบเขานี้ จงกระจายกำลังกันออกไป แทรกซึมเข้าไปตามเงามืด หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า และตัดหัวเป้าหมายให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกผู้อาวุโสของสำนักหมึกวารีจะรู้ตัว"


"รับทราบ!"


สิ้นคำสั่ง เงาดำทั้งสี่ก็แยกย้ายกันพุ่งทะยานออกไปราวกับค้างคาวราตรี พวกเขาลัดเลาะไปตามโขดหินและซากเสาโบราณ มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางลานหลอมศัสตราอย่างรวดเร็ว


ทว่า... พวกเขาหารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตของคนหน้าเงินที่กำลังขาดทุนย่อยยับนั้น เป็นการกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิต!

กริ๊ก...


เสียงเสียดสีของโลหะที่เบาหวิวเสียยิ่งกว่าเสียงใบไม้ร่วง ดังขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของยอดฝีมือคนที่สองที่กำลังกระโจนข้ามซากกำแพงหิน เขาสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณร้องเตือนถึงมฤตยูที่กำลังอ้าปากงับคอหอย!


"ค่ายกล! ถอยเร็วเข้า!!" หัวหน้าหน่วยที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเบิกตากว้างและตะโกนลั่นจนลืมรักษาความเงียบ


ตูมมม!!!


ไม่ทันเสียแล้ว! สิ่งที่ถูกกระตุ้นไม่ใช่ค่ายกลระดับสูงที่มีรูปแบบซับซ้อน ทว่ามันคือ ‘ดงมรณะ’ ที่เกิดจากความงกของอาเจีย!


กรงขังแห่งความว่างเปล่าที่คอยสะกดกลั้นพลังงานถูกปลดล็อก ศัสตราประกอบ 组合法器 (จู่เหอฝ่าชี่) ที่เป็นเพียงเศษกระบี่และท่อนเหล็กเหลือทิ้งนับร้อยชิ้นที่ถูกฝังไว้ใต้ดิน ระเบิดออกพร้อมกัน!


มันไม่ใช่การระเบิดของปราณธาตุทั่วไป แต่มันคือ กลวิธาน 天机 (เทียนจี) ที่ถูกผสานเข้ากับ บัญชาอักขระ 符文指令 (ฝูเหวินจื่อลิ่ง) ระเบิดเพลิงและวายุที่อัดแน่นจนถึงขีดจำกัด เมื่อไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ควบคุม พลังทำลายล้างอันป่าเถื่อนก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจเสาเพลิงโลกันตร์!


"อ๊ากกก!!!"


เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้านหุบเขา ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำสองคนที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางการระเบิดมากที่สุด ไม่มีแม้แต่โอกาสจะกางปราณคุ้มกัน ร่างกายของพวกเขาถูกเปลวเพลิงที่บิดเบี้ยวด้วยกฎเกณฑ์แปลกประหลาดกลืนกินและแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา!


แรงระเบิดมหาศาลกระแทกหัวหน้าหน่วยและนักฆ่าอีกสองคนที่เหลือจนปลิวละลิ่วกระแทกกับโขดหิน พวกเขากระอักเลือดออกมาคำโต หูอื้ออึง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด


"บะ... บัดซบ! นี่มันค่ายกลบ้าอะไรกัน! กลิ่นอายของมัน... ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนทุกสรรพสิ่งกำลังถูกลบเลือนเช่นนี้!" นักฆ่าคนที่สามตัวสั่นเทา เขาไม่เคยสัมผัสพลังที่โหดร้ายและไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อนในชีวิต


ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังสับสนและหวาดผวา ความตายที่แท้จริงและไร้สุ้มเสียง ก็ได้คืบคลานเข้ามาถึงตัวแล้ว


ในเงามืดด้านหลังของนักฆ่าคนที่สามที่กำลังพยายามหยัดกายลุกขึ้น มิติแห่งเงามืดเกิดการกระเพื่อมไหวเบาๆ ‘เจ้าถุงเงิน’ ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ โผล่พรวดขึ้นมาจากเงาดำราวกับภูตผี กระดองผลึกใสสีรัตติกาลของมันกลมกลืนไปกับความมืดจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า


มันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีตรงๆ แต่กลับตวัดขาหน้าอันแหลมคมอย่างรวดเร็ว พ่น ‘ใยโปร่งใสไร้สภาพ’ ขึงเป็นตาข่ายดักหน้าศัตรูเอาไว้อย่างเงียบเชียบ


นักฆ่าผู้นั้นที่มัวแต่ระแวดระวังด้านหน้า ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวแรงระเบิด แผ่นหลังของเขาจึงสัมผัสเข้ากับใยแมงมุมที่ขึงรออยู่อย่างจัง!


สวบ...


ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดไหล ทว่า ยาพิษสลายวิญญาณ 散魂毒 (ส่านหุนตู๋) ระดับเข้มข้นที่เคลือบอยู่บนใย ได้แทรกซึมผ่านรูขุมขน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจร และพุ่งตรงเข้ากัดกร่อนดวงวิญญาณของเขาโดยตรง!


"อึก... อ๊าก... อ่อก..."


ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำตาเหลือกค้าง ร่างกายของเขากระตุกเกร็งอย่างรุนแรง น้ำลายฟูมปาก มือทั้งสองข้างพยายามตะเกียกตะกายคว้าอากาศ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สิ้นลมหายใจไปอย่างน่าอนาถ


เจ้าถุงเงินเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาทั้งแปดดวงของมันกะพริบปริบๆ ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งทำผลงานชิ้นโบแดงเสร็จ มันใช้ขาเขี่ยศพนั้นเบาๆ ก่อนจะมุดกลับลงไปในเงามืด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคำสั่งต่อไปของเจ้านายสุดที่รัก


"หมายเลขสาม! เจ้าเป็นอะไรไป!"


นักฆ่าคนที่สี่หันไปเห็นสหายร่วมรบนอนตายตาเหลือกโดยไม่มีบาดแผล ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกเริ่มกัดกินหัวใจ นี่ไม่ใช่การลอบสังหารเป้าหมายที่อ่อนแอ แต่มันคือการเดินเข้าสู่ ‘โรงชำแหละ’ ที่เตรียมการไว้ต้อนรับพวกเขาสินะ!


ตึง... ตึง... ตึง...


เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เกิดจากการกระทบกันของโลหะและศิลาดังสะท้อนก้องกังวานมาจากใจกลางลานหลอมศัสตราที่เต็มไปด้วยกลุ่มควัน แผ่นดินสั่นสะเทือนตามจังหวะการก้าวเดิน


หัวหน้าหน่วยและนักฆ่าคนที่สี่เบิกตากว้าง หันขวับไปมองยังต้นเสียง


ท่ามกลางหมอกควันสีเทา เงาร่างยักษ์สีทองอมดำที่สูงกว่าสามเมตรค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ‘เจ้าสัว’ ในร่าง หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) กึ่งเซียน ธาตุทองบรรพกาล ก้าวเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย ปีกโลหะหกแฉกด้านหลังกางออกสยายบดบังแสงจันทร์ ดวงตาสีเพลิงประกายทองจดจ้องไปยังผู้บุกรุกราวกับมองเศษขยะที่ไร้ค่า


ทว่า กลิ่นอายอันน่าเกรงขามดุจเทพสงครามโบราณ กลับถูกทำลายลงจนป่นปี้ในวินาทีที่มันอ้าปากพูด!


"(นายท่าน... เศษสวะพวกนี้ช่างกล้าหาญนักที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน... อ้อ ข้าลืมไป ท่านกำลังนอนปวดท้องเจียนตายอยู่นี่นา)" เสียงทุ้มต่ำและกวนประสาทขั้นสุดดังก้องลอดช่องลำคอโลหะออกมา "(ข้าขออนุญาตทุบพวกมันให้แบนเป็นแผ่นแป้ง เพื่อนำแหวนมิติมาถวายท่านนะขอรับ เผื่อว่าเงินพวกนี้จะช่วยต่อลมหายใจอันรวยรินของท่านได้บ้าง)"


"ไอ้หุ่นกระป๋องปากสุนัข! ข้ายังไม่ตายโว้ย! แกแช่งข้าอีกคำเดียว ข้าจะจับแกไปหลอมเป็นกระโถน!"


เสียงแหบพร่าทว่าดุดัน ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังพยนต์เทวะร่างยักษ์


ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของนักฆ่าทั้งสอง อาเจียค่อยๆ เดินเอามือไพล่หลังออกมาจากเงามืด สภาพของเขามอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เลือดสีคล้ำยังคงติดอยู่ที่มุมปาก มือข้างหนึ่งแอบกุมหน้าท้องที่ปวดร้าวอย่างเนียนๆ แต่ใบหน้าของเขากลับเชิดขึ้น แววตาฉายประกายความเย่อหยิ่งและ ‘ความงก’ ออกมาอย่างปิดไม่มิด


แม้จุดตันเถียน 丹田 (ตันเถียน) จะแตกร้าวและไร้ซึ่งปราณเซียนหล่อเลี้ยง ทว่าท่าทีของเขากลับดูราวกับเป็นมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิตของผู้คน!

"ดึกดื่นป่านนี้ ยังอุตส่าห์มีลูกค้ารายใหญ่นำศิลาปราณมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน" อาเจียแค่นเสียงหัวเราะ นัยน์ตาสีเข้มจ้องเขม็งไปที่ แหวนมิติ 空间戒指 (คงเจียนเจี้ยจื่อ) บนนิ้วของนักฆ่าทั้งสองราวกับหมาป่าเห็นเนื้อแกะชิ้นโต


"หุบเขาพันอักขระของเรายินดีต้อนรับพวกแกเสมอ! แต่ในเมื่อพวกแกบังอาจมาบุกรุกยามวิกาล ทำให้ข้าตกใจจนบาดเจ็บ... กฎของที่นี่คือ พวกแกต้องจ่าย ค่าเหยียบหญ้า ค่าสูดอากาศ และค่าทำขวัญ!" อาเจียยื่นมือออกไปตรงหน้า กระดิกนิ้วเรียกร้องอย่างหน้าด้านๆ "ถอดแหวนมิติ ถอดเสื้อผ้าเกราะ ถอดรองเท้าปราณ และทิ้งอาวุธทุกชิ้นของพวกแกไว้ซะ! แล้วข้าจะเมตตา เหลือซากศพที่สมบูรณ์ให้พวกแก!"


หัวหน้าหน่วยนักฆ่าหน้าดำคล้ำด้วยความโกรธจัด เขาเป็นถึงยอดฝีมือที่ผู้คนหวาดกลัว แต่กลับถูกเด็กเมื่อวานซืนที่บาดเจ็บสาหัสกรรโชกทรัพย์อย่างโจ่งแจ้ง!


"ไอ้เด็กปีศาจหน้าเงิน! เจ้าคิดว่ามีหุ่นศิลาตัวเดียวแล้วจะกำแหงได้รึ! ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะลากเจ้าลงนรกไปด้วย!"


หัวหน้าหน่วยกัดฟันกรอด รีดเร้นลมปราณอัสนีที่เหลืออยู่ทั้งหมดจนขีดสุด ร่างของเขาพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าหาอาเจียราวกับสายฟ้าฟาด ดาบยาวในมือฟาดฟันออกไปหมายจะบั่นคอเด็กหนุ่มให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว!


อาเจียไม่ได้ขยับหนี เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบไปหลบหลังขาโลหะท่อนยักษ์ของเจ้าสัวอย่างรวดเร็ว (ความขี้ขลาดทำงานไวกว่าความคิดเสมอ) ก่อนจะชี้หน้าสั่งการด้วยเสียงอันดุดัน!


"เจ้าสัว! บดขยี้พวกมันซะ! แต่อย่าทำแหวนมิติพังนะโว้ย! ถ้าเงินหายแม้อีแปะเดียว ข้าจะหักค่าแร่ขัดปีกแกสิบปี!"


"(น้อมรับบัญชาขอรับ นายท่านผู้ละโมบยิ่งกว่าปีศาจ)"


เจ้าสัวตอบรับด้วยน้ำเสียงยียวน ทว่าการกระทำของมันกลับโหดเหี้ยมและเด็ดขาด! พยนต์เทวะร่างยักษ์ยกกำปั้นที่หล่อหลอมจากธาตุทองบรรพกาลขึ้นสูง บดบังแสงจันทร์จนมิด ก่อนจะทุบเปรี้ยงลงมาปะทะกับดาบอัสนีของหัวหน้าหน่วยอย่างจัง!


เปร๊งงง!!! แกรก... ตูม!!


เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง ดาบปราณระดับสูงของหัวหน้าหน่วยแตกละเอียดราวกับเศษกระจก! พลังมหาศาลของหุ่นกลศิลากระแทกทะลวงผ่านการป้องกัน บดขยี้แขนขวาของนักฆ่าจนแหลกเหลว ก่อนที่กำปั้นโลหะจะกระแทกเข้าที่ยอดอกของเขาเต็มแรง!


ร่างของหัวหน้าหน่วยปลิวละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด กระอักเลือดปนเศษอวัยวะภายในออกมาคำโต ก่อนจะร่วงหล่นกระแทกพื้น สิ้นใจตายคาที่โดยที่ดวงตายังคงเบิกโพลงด้วยความหวาดผวา


นักฆ่าคนที่สี่ที่เห็นหัวหน้าหน่วยตายตกไปต่อหน้าต่อตา เข่าทรุดลงกับพื้น แขนขาสั่นเทาจนไม่อาจจับอาวุธได้อีกต่อไป เขาหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีสุดชีวิต


ทว่า... เจ้าถุงเงินที่รอจังหวะอยู่แล้ว ได้พุ่งตัวขึ้นมาจากเงาดำด้านหลังของเขา และตวัดขาหน้าอันแหลมคมเกี่ยวเข้าที่ลำคออย่างเงียบเชียบ ปลิดชีพเหยื่อรายสุดท้ายลงอย่างสมบูรณ์แบบ


ความเงียบสงัดกลับคืนสู่หุบเขาพันอักขระอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของอาเจีย และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง


มหาเศรษฐีถังแตกค่อยๆ เดินกะเผลกออกมาจากหลังเจ้าสัว เขามองดูซากศพของยอดฝีมือทั้งห้าที่นอนเกลื่อนกลาด ความหวาดกลัวจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสว่างไสวในดวงตาที่ลุกวาวด้วยความโลภ


"ฮ่าๆๆ... รวยแล้ว... ตาเฒ่าเหลยเซียวส่งเงินมาให้ข้าถึงหน้าบ้านเลยจริงๆ!" อาเจียหัวเราะร่วน ลืมความเจ็บปวดที่จุดตันเถียนไปชั่วขณะ มือที่สั่นเทารีบพุ่งเข้าไปปลด แหวนมิติ 空间戒指 (คงเจียนเจี้ยจื่อ) ออกจากนิ้วของศพอย่างตะกละตะกลาม


การปล้นชิงศพที่ดุเดือดและน่าเวทนาที่สุดในยุทธภพได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่อาเจียหารู้ไม่ว่า ภายในแหวนมิติเหล่านั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ศิลาปราณ แต่ยังมี 'ตั๋วสั่งตาย' ที่จะพลิกชะตาชีวิตของเขาให้ตกต่ำลงสู่ห้วงเหวลึกรอคอยอยู่!

 

 

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน