ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 เมืองหลวงแห่งต้าเยี่ยน จุดเริ่มต้นแห่งโชคชะตา!

            เพียงครึ่งปี เขาก็สามารถทะลวงระดับจากรากฐานขั้นเก้าสู่ระดับแก่นปราณขั้นแปดเกือบจะข้ามขั้นไปได้ทั้งขั้นใหญ่ ความเร็วระดับนี้นับว่าไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะระดับตำหนักม่วงอีกสามคนเลยทีเดียวทำเอามู่เสินฉวนอดทึ่งไม่ได้

            แต่อย่างไรก็ตามนิสัยของมู่อู๋ซวงผู้นี้ค่อนข้างเย็นชาและโหดเหี้ยม มีไอสังหารแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาอย่างรุนแรงดูเหมือนว่าเขาจะผ่านความยากลำบากมามากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้

            มู่เสินฉวนไม่พูดมากความ เล่าเรื่องการเข้าศึกษาในสำนักเรียนหลวงให้กับเขาได้ฟัง

            หลังจากฟังจบ มู่อู๋ซวงไม่ลังเลแม้แต่น้อยตอบตกลงด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

            “ผู้นำตระกูลเราจะออกเดินทางเมื่อใด?”

            “อีกสามวัน”

            “เจ้าไปกับมู่หลางและมู่เยว่เหยา”

            “จริงสิเจ้ายังไม่มีพาหนะ เดี๋ยวไปรับราชันย์วิหคสวรรค์จากผู้อาวุโสใหญ่ก่อนก็แล้วกัน” มู่เสินฉวนพูดด้วยรอยยิ้ม

            หากแต่คาดไม่ถึงว่ามู่อู๋ซวงจะโบกมือปฏิเสธทันที

            “ข้าขอบคุณในความหวังดีของผู้นำตระกูล”

            “เรื่องพาหนะไม่ต้องลำบากหรอกขอรับข้าไม่ชอบทำตัวโอ้อวดใคร ข้าชอบเดินทางคนเดียวมากกว่า”

            “การเดินทางด้วยเท้าอาจจะช้าหน่อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสื่อมเสียเกียรติของผู้นำตระกูล ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”

            พูดจบ มู่อู๋ซวงก็คำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างว่องไว

            “…”

            มู่เสินฉวนนิ่งงัน ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีได้แต่มองร่างที่เดินจากไปพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วย

            ผ่านมาหนึ่งก้านธูป

            ร่างของมู่อู๋ซวงที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงก็ออกจากเขตตระกูลมู่ไปไกลนับพันลี้แล้ว

            ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าลง หันหลังมองย้อนกลับไปดวงตาเย็นชาฉายแววความรู้สึกที่ซับซ้อนออกมา

            เมื่อหกปีก่อน พ่อแม่ของมู่อู๋ซวงเสียชีวิตด้วยน้ำมือของสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเพราะเรื่องเหมืองแร่ที่ตระกูลหลี่แย่งชิงไป

            แต่ในตอนนั้น ผู้อาวุโสของตระกูลกลับไม่ตอบโต้ใดๆเพราะกลัวจะเกิดความขัดแย้ง

            การแก้แค้นจึงแทบจะเลือนรางหายไป

            และนับแต่นั้นมานิสัยของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นคนเย็นชา

            เขารู้ว่าโลกใบนี้ให้ความเคารพต่อความแข็งแกร่งมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีมีสิทธิ์มีเสียงได้

            ดังนั้น เขาจึงฝึกฝนอย่างหนัก ต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถานการณ์สิ้นหวัง

            เป้าหมายของเขาคือการทำลายล้างตระกูลหลี่เพื่อล้างแค้นให้พ่อแม่

            อย่างไรก็ตาม ต่อมา มู่เสินฉวนผู้นำตระกูลผู้แข็งแกร่ง ได้กลับมาและทำลายล้างตระกูลหลี่ด้วยวิธีการอันเด็ดขาด และความแค้นของเขาก็ได้รับการชำระทั้งยังได้รับความโปรดปรานมากมาย

            ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณผู้นำตระกูลอย่างมาก

            แม้ปากจะไม่พูดอะไรแต่เขาจะตอบแทนด้วยการกระทำ

            “การประลองร้อยแคว้น!”

            “ข้าจะไม่ทำให้ผู้นำตระกูลผิดหวัง!”

            แววตาของมู่อู๋ซวงเอ่อล้นความมุ่งมั่นก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งตรงไปยังเมืองหลวงของต้าเยี่ยนด้วยความเร็วสูง

            …

            สามวันต่อมา

            เมืองหลวงต้าเยี่ยนกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโชคชะตา

            มีผู้คนหน้าใหม่มากมายปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับไอพลังที่แข็งแกร่ง

            มู่อู๋ซวงก็มาถึงตามนัดหมายหลังจากสอบถามเส้นทาง เขาก็มาถึงสำนักเรียนอันโอ่อ่า

            มีอักษรโบราณหกตัวจารึกอยู่บนประตู‘สำนักเรียนหลวง’

            ในเวลานี้มีผู้ฝึกตนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่หน้าสำนัก

            พวกเขาล้วนเป็นศิษย์อัจฉริยะจากสำนักฝึกตนต่างๆบ้างก็มาจากตระกูลที่มีอำนาจ พวกเขายืนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีสีหน้าเย่อหยิ่งอยู่ไม่น้อย

            ทันใดนั้น ก็มีเสียงเย้ยหยันจากใครคนหนึ่งดังขึ้นมา

            “นี่เจ้าหนู เจ้ามาจากสำนักใดกันหรือ?”

            “ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย?”

            ชายหนุ่มระดับแก่นปราณขั้นหกมองมู่อู๋ซวงด้วยสายตาเหยียดหยามใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย

            มู่อู๋ซวงเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะยืนนิ่งหลับตาพักผ่อนอยู่ที่เดิม ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายแต่อย่างใด

            ชายหนุ่มตัวต้นเรื่องที่รู้สึกว่าตนเองถูกเมินเฉยสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที ก่อนจะพ่นวาจาถากถางต่อ

            “หึ! มาจากสำนักเล็กๆที่แม้แต่จะหาคนแค่สามคนมาเข้าร่วมสำนักเรียนหลวงก็ยังหามาไม่ได้ ทำเป็นวางมาดอวดดี”

            สิ้นเสียง มู่อู๋ซวงก็ลืมตาขึ้นดวงตาฉายแววเย็นชา

            “หยวนอวี่ อย่าก่อเรื่อง”

            หญิงสาวที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเอ่ยตำหนิน้องชาย

            น้องชายของนางมักจะทำตัวโอหังและดูถูกผู้อื่นอยู่เสมอ

            แต่เวลานี้ที่นี่ไม่ใช่ตระกูลหยวน ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งต้าเยี่ยน

            หากปล่อยให้น้องชายทำตามอำเภอใจแบบนี้เห็นทีคงเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่

            หยวนชิงกำลังจะเอ่ยขอโทษแต่กลับพบว่าชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าเย็นชาได้ก้าวเข้ามาหาเสียก่อน

            ทุกย่างก้าวของเขาจะตามมาด้วยไอพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมส่งกระแสพลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง

            เพียงแค่ห้าก้าว ไอพลังปราณวิญญาณของเขาก็ทะยานสู่ระดับแก่นปราณขั้นแปด

            นั่นทำให้คนที่มาจากตระกูลหยวนทั้งสองคนตกตะลึง

            มู่อู๋ซวงเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายหยวนอวี่

            เสียงกระซิบแผ่วเบา หากแต่ชัดเจนดังขึ้นข้างหูของหยวนอวี่ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว

            “อย่ามายุ่งกับข้า”

            “เพราะไม่อย่างนั้น...ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด!”

            หยวนอวี่ตกใจหน้าซีดเผือดรีบถอยหลังไปหลายก้าว

            “ขออภัยท่านด้วยน้องชายข้ายังเด็ก ยังไม่รู้จักกาลเทศะ”

            “ขออภัยด้วย”หยวนชิงมีสีหน้าเคร่งขรึม ค้อมตัวขอโทษ

            มู่อู๋ซวงแค่นเสียงในลำคอเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไป

            ครู่ต่อมา ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันอยู่หน้าสำนักเรียนหลวง

            แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็มากันไม่น้อยเลย

            ในบรรดาองค์ชายของราชวงศ์ต้าเยี่ยน องค์ชายที่มีพลังฝึกตนแข็งแกร่งที่สุดได้ทะลวงระดับจากแก่นปราณสู่ระดับตำหนักม่วงแล้ว

            อัจฉริยะหลายคนต่างมองด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น

            และในขณะนั้นเอง เสียงร้องก้องกังวานของวิหคขนาดใหญ่สองตัวก็ดังมาจากท้องฟ้าเบื้องบนดึงดูดความสนใจของทุกคนไปแทน

            “โอ้โห...”

            “ราชันย์วิหคสวรรค์”

            “ตระกูลไหนกันที่โอ้อวดขนาดนี้ถึงกับใช้สัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเป็นพาหนะ!”

            ผู้ฝึกตนหลายคนต่างตกตะลึงและอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน