เพียงครึ่งปี เขาก็สามารถทะลวงระดับจากรากฐานขั้นเก้าสู่ระดับแก่นปราณขั้นแปดเกือบจะข้ามขั้นไปได้ทั้งขั้นใหญ่ ความเร็วระดับนี้นับว่าไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะระดับตำหนักม่วงอีกสามคนเลยทีเดียวทำเอามู่เสินฉวนอดทึ่งไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตามนิสัยของมู่อู๋ซวงผู้นี้ค่อนข้างเย็นชาและโหดเหี้ยม มีไอสังหารแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาอย่างรุนแรงดูเหมือนว่าเขาจะผ่านความยากลำบากมามากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้
มู่เสินฉวนไม่พูดมากความ เล่าเรื่องการเข้าศึกษาในสำนักเรียนหลวงให้กับเขาได้ฟัง
หลังจากฟังจบ มู่อู๋ซวงไม่ลังเลแม้แต่น้อยตอบตกลงด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
“ผู้นำตระกูลเราจะออกเดินทางเมื่อใด?”
“อีกสามวัน”
“เจ้าไปกับมู่หลางและมู่เยว่เหยา”
“จริงสิเจ้ายังไม่มีพาหนะ เดี๋ยวไปรับราชันย์วิหคสวรรค์จากผู้อาวุโสใหญ่ก่อนก็แล้วกัน” มู่เสินฉวนพูดด้วยรอยยิ้ม
หากแต่คาดไม่ถึงว่ามู่อู๋ซวงจะโบกมือปฏิเสธทันที
“ข้าขอบคุณในความหวังดีของผู้นำตระกูล”
“เรื่องพาหนะไม่ต้องลำบากหรอกขอรับข้าไม่ชอบทำตัวโอ้อวดใคร ข้าชอบเดินทางคนเดียวมากกว่า”
“การเดินทางด้วยเท้าอาจจะช้าหน่อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสื่อมเสียเกียรติของผู้นำตระกูล ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”
พูดจบ มู่อู๋ซวงก็คำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างว่องไว
“…”
มู่เสินฉวนนิ่งงัน ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีได้แต่มองร่างที่เดินจากไปพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วย
ผ่านมาหนึ่งก้านธูป
ร่างของมู่อู๋ซวงที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงก็ออกจากเขตตระกูลมู่ไปไกลนับพันลี้แล้ว
ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าลง หันหลังมองย้อนกลับไปดวงตาเย็นชาฉายแววความรู้สึกที่ซับซ้อนออกมา
เมื่อหกปีก่อน พ่อแม่ของมู่อู๋ซวงเสียชีวิตด้วยน้ำมือของสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเพราะเรื่องเหมืองแร่ที่ตระกูลหลี่แย่งชิงไป
แต่ในตอนนั้น ผู้อาวุโสของตระกูลกลับไม่ตอบโต้ใดๆเพราะกลัวจะเกิดความขัดแย้ง
การแก้แค้นจึงแทบจะเลือนรางหายไป
และนับแต่นั้นมานิสัยของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นคนเย็นชา
เขารู้ว่าโลกใบนี้ให้ความเคารพต่อความแข็งแกร่งมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีมีสิทธิ์มีเสียงได้
ดังนั้น เขาจึงฝึกฝนอย่างหนัก ต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถานการณ์สิ้นหวัง
เป้าหมายของเขาคือการทำลายล้างตระกูลหลี่เพื่อล้างแค้นให้พ่อแม่
อย่างไรก็ตาม ต่อมา มู่เสินฉวนผู้นำตระกูลผู้แข็งแกร่ง ได้กลับมาและทำลายล้างตระกูลหลี่ด้วยวิธีการอันเด็ดขาด และความแค้นของเขาก็ได้รับการชำระทั้งยังได้รับความโปรดปรานมากมาย
ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณผู้นำตระกูลอย่างมาก
แม้ปากจะไม่พูดอะไรแต่เขาจะตอบแทนด้วยการกระทำ
“การประลองร้อยแคว้น!”
“ข้าจะไม่ทำให้ผู้นำตระกูลผิดหวัง!”
แววตาของมู่อู๋ซวงเอ่อล้นความมุ่งมั่นก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งตรงไปยังเมืองหลวงของต้าเยี่ยนด้วยความเร็วสูง
…
สามวันต่อมา
เมืองหลวงต้าเยี่ยนกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโชคชะตา
มีผู้คนหน้าใหม่มากมายปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับไอพลังที่แข็งแกร่ง
มู่อู๋ซวงก็มาถึงตามนัดหมายหลังจากสอบถามเส้นทาง เขาก็มาถึงสำนักเรียนอันโอ่อ่า
มีอักษรโบราณหกตัวจารึกอยู่บนประตู‘สำนักเรียนหลวง’
ในเวลานี้มีผู้ฝึกตนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่หน้าสำนัก
พวกเขาล้วนเป็นศิษย์อัจฉริยะจากสำนักฝึกตนต่างๆบ้างก็มาจากตระกูลที่มีอำนาจ พวกเขายืนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีสีหน้าเย่อหยิ่งอยู่ไม่น้อย
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเย้ยหยันจากใครคนหนึ่งดังขึ้นมา
“นี่เจ้าหนู เจ้ามาจากสำนักใดกันหรือ?”
“ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย?”
ชายหนุ่มระดับแก่นปราณขั้นหกมองมู่อู๋ซวงด้วยสายตาเหยียดหยามใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย
มู่อู๋ซวงเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะยืนนิ่งหลับตาพักผ่อนอยู่ที่เดิม ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายแต่อย่างใด
ชายหนุ่มตัวต้นเรื่องที่รู้สึกว่าตนเองถูกเมินเฉยสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที ก่อนจะพ่นวาจาถากถางต่อ
“หึ! มาจากสำนักเล็กๆที่แม้แต่จะหาคนแค่สามคนมาเข้าร่วมสำนักเรียนหลวงก็ยังหามาไม่ได้ ทำเป็นวางมาดอวดดี”
สิ้นเสียง มู่อู๋ซวงก็ลืมตาขึ้นดวงตาฉายแววเย็นชา
“หยวนอวี่ อย่าก่อเรื่อง”
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเอ่ยตำหนิน้องชาย
น้องชายของนางมักจะทำตัวโอหังและดูถูกผู้อื่นอยู่เสมอ
แต่เวลานี้ที่นี่ไม่ใช่ตระกูลหยวน ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งต้าเยี่ยน
หากปล่อยให้น้องชายทำตามอำเภอใจแบบนี้เห็นทีคงเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่
หยวนชิงกำลังจะเอ่ยขอโทษแต่กลับพบว่าชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าเย็นชาได้ก้าวเข้ามาหาเสียก่อน
ทุกย่างก้าวของเขาจะตามมาด้วยไอพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมส่งกระแสพลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เพียงแค่ห้าก้าว ไอพลังปราณวิญญาณของเขาก็ทะยานสู่ระดับแก่นปราณขั้นแปด
นั่นทำให้คนที่มาจากตระกูลหยวนทั้งสองคนตกตะลึง
มู่อู๋ซวงเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายหยวนอวี่
เสียงกระซิบแผ่วเบา หากแต่ชัดเจนดังขึ้นข้างหูของหยวนอวี่ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว
“อย่ามายุ่งกับข้า”
“เพราะไม่อย่างนั้น...ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด!”
หยวนอวี่ตกใจหน้าซีดเผือดรีบถอยหลังไปหลายก้าว
“ขออภัยท่านด้วยน้องชายข้ายังเด็ก ยังไม่รู้จักกาลเทศะ”
“ขออภัยด้วย”หยวนชิงมีสีหน้าเคร่งขรึม ค้อมตัวขอโทษ
มู่อู๋ซวงแค่นเสียงในลำคอเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไป
ครู่ต่อมา ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันอยู่หน้าสำนักเรียนหลวง
แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็มากันไม่น้อยเลย
ในบรรดาองค์ชายของราชวงศ์ต้าเยี่ยน องค์ชายที่มีพลังฝึกตนแข็งแกร่งที่สุดได้ทะลวงระดับจากแก่นปราณสู่ระดับตำหนักม่วงแล้ว
อัจฉริยะหลายคนต่างมองด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น
และในขณะนั้นเอง เสียงร้องก้องกังวานของวิหคขนาดใหญ่สองตัวก็ดังมาจากท้องฟ้าเบื้องบนดึงดูดความสนใจของทุกคนไปแทน
“โอ้โห...”
“ราชันย์วิหคสวรรค์”
“ตระกูลไหนกันที่โอ้อวดขนาดนี้ถึงกับใช้สัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเป็นพาหนะ!”
ผู้ฝึกตนหลายคนต่างตกตะลึงและอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ