ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 40 งานวาดแห่งยุค

             บทที่ 40 

            งานวาดแห่งยุค

            สวีรั่วหยุนหยุดเท้าของตนเองลงหลังจากที่เดินชมงานวาดมาทั้งงานในตอนนี้สังเกตเห็นงานวาดบางอย่างปรากฏขึ้นบริเวณด้านหน้าเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่าง

            สวีรั่วหยุนถือว่าเป็นจิตรกรแห่งยุคเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำของตระกูลสวีเท่านั้นแต่ว่าในด้านฝีมือทางด้านศิลปะและวรรณกรรมของเขาล้วนแล้วอยู่ในระดับสูง

            หลังจากที่เดินชมภาพวาดและก็งานวัตกรรมต่างๆมามากมายในตอนนี้มาหยุดลงบริเวณภาพหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า

            ดวงตาจ้องมองอย่างไม่กระพริบตาเหล่าผู้ติดตามที่อยู่บริเวณรอบๆก็พากันประหลาดใจ

            เรื่องของพวกมันไม่เคยเป็นเช่นนี้โดยทั่วไปแล้วนายท่านของพวกมันแทบจะไม่ได้สะดุดตากับอันใดเลยที่ผ่านมาหลายครั้งต่อหลายครั้งการจัดงานเช่นนี้ขึ้นมาผู้เป็นนายล้วนแล้วแต่มองดูภาพวาดเหล่านั้นอย่างเฉยชา

            แต่ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้พบเจองานวาดที่เข้าตามาเป็นเวลานาน 

            สวีรั่วหยุนหยุดเท้าของตนเองลงจ้องมองงานวาดที่อยู่ด้านหน้า

            ภาพที่ตั้งโชว์อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้มันเป็นภาพวาดของต้นไม้ต้นไม้ต้นใหญ่ตั้งตระหง่านสูงเด่น พร้อมกับมังกรสีดำที่พันล้อมรอบผลไม้สวรรค์กำลังเบ่งบานอยู่บนต้นอย่างงดงาม 

            ดวงตาของมังกรจ้องมองผู้ที่กำลังชื่นชมงานศิลปะสวีรั่วหยุนตัวแข็งค้างไปในทันทีหลังจากมองเห็นภาพวาดที่อยู่เบื้องหน้า

            ลักษณ์ของภาพวาดภายในยุคสมัยสวีรั่วหยุนไม่ได้มองถึงความงดงามเป็นอันดับแรกแต่สิ่งที่มองคือจิตวิญญาณ

            ภาพวาดที่เดินผ่านมาล้วนแล้วแต่มีความงดงามแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

            จิตวิญญาณคือสิ่งสำคัญเป็นหัวใจหลักของภาพวาดและองค์ประกอบของภาพวาดที่สมบูรณ์

            ผู้ที่สามารถรังสรรค์งานศิลปะขึ้นมาโดยทำให้งานศิลปะเช่นนั้นมีจิตวิญญาณขึ้นมาได้ถือว่าหายากยิ่งนัก

            โดยทั่วไปแล้วคนที่สามารถรังสรรค์ภาพวาดออกมาโดยมีจิตวิญญาณของภาพวาดแฝงเร้นอยู่ภายในนั้นได้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด

            เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการวาดในชีวิตนี้สวีรั่วหยุนพบเจอคนพวกนั้นมาไม่มากนัก

            แต่คนที่พบเจอและสามารถรังสรรค์ภาพวาดแห่งจิตวิญญาณออกมาได้ตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยอดจิตรกรแห่งยุค

            ทว่ามันไม่เพียงแค่นั้นสิ่งที่ทำให้สวีรั่วหยุนต้องยืนแข็งค้างและจ้องมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอย่างตกตะลึงมันก็คือจิตวิญญาณที่อยู่ภายในภาพวาดนี้เปี่ยมล้นจนไม่เคยพบมาก่อน 

            จิตวิญญาณแห่งภาพวาดที่ปรากฏขึ้นมาผู้ที่สามารถรังสรรค์งานว่าที่มีจิตวิญญาณได้สองส่วนนั้นถือว่าเป็นยอดคน

            แม้แต่ตัวของมันที่สามารถรังสรรค์ภาพวาดแห่งยุคขึ้นมาได้ยังไม่สามารถใส่จิตวิญญาณเข้าไปภายในภาพวาดได้มากขนาดนี้เลย

            แต่ว่าภาพวาดที่อยู่บริเวณด้านหน้ามันถูกใส่จิตวิญญาณเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

            ลวดลายของเส้นความคงที่และองค์ประกอบต่างๆล้วนส่งผ่านออกมาถึงจิตวิญญาณราวกับว่าภาพวาดที่อยู่ด้านหน้ามี

            สวีรั่วหยุนร่างกายแข็งค้างไปเป็นเพราะว่าตนเองนั้นคิดว่ากำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าต้นไม้สวรรค์ที่มีมังกรสีดำพันล้อมรอบ

            เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆยามที่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเข้าไปภายในภาพวาดตนเองก็หลุดไปอีกมิติหนึ่งมองเห็นต้นไม้สูงตั้งหน้ารถดั่งสวรรค์ผลไม้เซียนเบ่งบานมังกรเทพพิทักษ์สีดำพันล้อมรอบอารักขา

            สวีรั่วหยุนมองเห็นทัศนียภาพที่งดงามผ่านทาบวาดนี้อย่างตกตะลึงมันถึงกับพึมพำออกมา “ ไม่เคยมีมาก่อนไม่เคยมีภาพใดที่มีจิตวิญญาณสมบูรณ์เช่นนี้ ”

            “ นี่มันงานฝีมือแห่งยุคเป็นงานฝีมือแห่งยุคอย่างแน่นอนไม่เคยมีภาพวาดใดที่สมบูรณ์เช่นนี้แม้แต่ปรมาจารย์ทางด้านจิตรกรรมภายในยุคสมัยก่อนก็ไม่สามารถรังสรรค์ออกมาได้ ”

            สวีรั่วหยุนพึมพำกับตัวเองราวกับว่าตนเองนั้นเป็นคนบ้าเมื่อเห็นงานฝีมือที่อยู่

            ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ภายในความเงียบสงัดผู้คนเต็มไปด้วยความประหลาดใจมองเห็นท่าทีของสวีรั่วหยุน 

            ที่ผ่านมางานที่ถูกจัดขึ้นหลายต่อหลายครั้งไม่เคยมีครั้งใดเลยที่คนแซ่สวีผู้นี้จะแสดงใบหน้าเช่นนี้

            เหล่าผู้ติดตามที่ติดตามมันมาเป็นเวลานานก็ไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อนพวกมันต่างพากันตกตะลึงกับภาพที่ตนเองได้เห็นไม่เคยเห็นนายท่านของตนเองเป็นเช่นนี้มาก่อน

            “ นายท่านเป็นอะไรไป ”หนึ่งในผู้ติดตามส่งเสียงถามสหายของมันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

            “ พวกเราเป็นเพียงแค่ข้ารับใช้ไม่มีสายตาสูงส่งอย่างไรท่านหรอกข้าเคยได้ยินมาว่านายท่านมีสายตาสูงส่งขณะที่สามารถมองเห็นจิตวิญญาณของภาพวาดได้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง”

            “ จิตวิญญาณของภาพวาดอย่างงั้นรึหมายความว่ายังไง?”

            “ จะบอกว่านายท่านสามารถมองเห็นว่าภาพวาดนั้นมีจิตวิญญาณซ่อนเร้นอยู่หรือไม่งั้นรึ”

            “ เรื่องนี้ถูกพูดถึงในหมู่จิตกรและในหมู่ผู้ที่ชื่นชมงานวาดมาปากต่อปากแล้วแล้วท่าทางของนายท่านที่อยู่ด้านหน้าแสดงให้เห็นว่าในตอนนี้ภาพวาดที่อยู่บริเวณด้านหน้าของนายท่านคงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

            เหล่าผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังต่างพากันรู้สึกได้ท่าทางของผู้เป็นนายที่เปลี่ยนไปแสดงให้เห็นว่างานศิลปะชิ้นนี้ไม่ธรรมดา

            สวีรั่วหยุนหลังจากที่ตกเข้าไปภายในภวังค์อีกมิติหนึ่งจากดวงตาที่มองเห็นจิตวิญญาณแห่งภาพวาดเขาได้หลุดออกมาจากห้วงภวังค์นั้น

            ร่างกายสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยดวงตาขวาไปมองบริเวณรอบๆมองเห็นดวงตามากมายกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง 

            สวีรั่วหยุนสำรวมร่างกายพยายามแสดงท่าทางสงบนิ่งเขาใช้ดวงตามองตรงไปที่ภาพวาดด้านหน้าอีกครั้งลองใช้ดวงตาสังเกตไปที่ชื่อของจิตรกรที่รังสรรค์ภาพวาดขึ้นมา “ จันทราในสายหมอก ”

            “ ภาพวาดนี้ผู้ใดเป็นคนวาด ”สวีรั่วหยุนตะโกนลั่นออกมาท่ามกลางผู้คนมากมาย 

            หลังจากที่ตะโกนออกไปมีคนพูดถึงปรากฏกายออกมาบริเวณด้านหลังภาพวาดเป็นชายผู้นึงที่มีร่างกายสูงผอมมีบุคลิกท่าทางดูธรรมดาธรรมดาเเต่งกายด้วยชุุดเรียบง่ายคนผู้นี้เป็นชายวัยประมาณยี่สิบกลางๆ 

            สวีรั่วหยุนมองเห็นชายที่ปรากฏกายออกมาจึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าเป็นผู้ที่วาดภาพนี้อย่างงั้นรึ? ”

            ชายผู้นั้นส่ายใบหน้าของตนเองไปมาและก็คอบกลับไป “ไม่ใช่ข้าขอรับนายท่านสวีแต่ว่าคนที่วาดภาพนี้ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวเลยให้ขามาดูแลผลงานของเขาแทน  ”

            สวีรั่วหยุนหรี่ดวงตาของตนเองเล็กลงใช้แววตาที่จริงจังจ้องไปที่ภาพวาดเเล้วก็นึกคิดภายในใจ“ ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัวอย่างงั้นรึซึ่งเป็นคนที่แปลกประหลาดจริงๆ ”

            ภายในใจของสวี่รั่วหยุนตอนนี้นึกประหลาดใจและก็นึกตั้งคำถามขึ้นมามากมายเกี่ยวกับผู้ที่เป็นเจ้าของภาพวาด

            งานฝีมือเช่นนี้มันไม่เคยพบเจอมาก่อนจิตวิญญาณแห่งภาพวาดที่สมบูรณ์มากขนาดนี้แล้วก็ความงดงามของรูปที่แสดงออก

            สวีรั่วหยุนหันไปหาผู้ติดตามของตนเองที่อยู่ด้านหลังและก็พูดออกมา“ ไปตามหาตัวเจ้าของภาพวาดมาให้ข้า ”

            แม้ว่านี่จะเป็นการใช้อำนาจที่ดูเกินเลยไปบ้างแต่ว่าภายในใจของมันอยากจะรู้จริงๆว่าคนที่เป็นเจ้าของภาพวาดที่เป็นผู้ใด

            ชายวัยยี่สิบกลางที่กำลังดูแลภาพวาดมันแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจจากนั้นก็นำเอาแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งตามคำสั่งมอบให้กับนายท่านสวีที่อยู่ด้านหน้า“ นายท่านสวีขอรับ นี่เป็นข้อความที่เจ้าของภาพวาดฝากเอาไว้ให้กับนายท่านโดยเฉพาะ”

            สวีรั่วหยุนหันไปมองก่อนที่จะรับแผ่นกระดาษนั้นเอาไว้ภายในมือ 

            หลังจากที่รับแผ่นกระดาษนั้นเอาไว้ภายในมือดวงตาจ้องมองแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรเขียนเอาไว้อย่างกวาดสายตาอ่านตัวอักษรเหล่านั้นทำความเข้าใจ 

            จากที่อ่านจบมันหันไปมองเหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหลังแล้วก็พูด“ ไม่จำเป็นต้องตามหาแล้ว”

            พวกผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจปฏิเสธไม่ได้ว่ามันตามความคิดของผู้เป็นนายของมันไม่ทันแล้ว

            สวี่รั่วหยุนหันไปหาผู้ดูแลภาพวาดแล้วก็พูดขึ้นมา “ภาพวาดของเขามีภาพวาดใดอีก  ”

            “ เชิญนายท่านชมขอรับนี่คือภาพวาดทั้งหมดสิทธิ์ภาพวาดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยจิตรกรที่มีนามว่าจันทาในสายหมอก”

            ผู้ดูแลภาพวาดปลายมือไปทางด้านซ้ายมองเห็นสิบภาพวาดที่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมตั้งตระหง่านเป็นแถวยาวไป 

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน