จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 93 หู่หวา VS ฉีอวิ๋น

            ท่ามกลางเสียงสนทนาหู่หวาก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

            เวิง!

            พลองเหล็กดำพุ่งขึ้นไปในอากาศและส่งเสียงอันน่าหดหู่ขึ้นจากนั้นเขาจึงฟาดพลองลงมาจากเบื้องบนไปยังฉีอวิ๋น

            “ยังมีช่องโหว่อีกมาก”ฉีอวิ๋นพูดอย่างเฉยเมย หลีกไปด้านข้างเล็กน้อย พลองเหล็กดำจึงถูกฟาดลงไปด้านข้างจากนั้นเขาก็หันฝ่ามือตบไปยังหู่หวา

            หู่หวาไม่ทันจะป้องกันจึงถูกฝ่ามือของฉีอวิ๋นตบเข้าอย่างกะทันหัน

            แต่เขาก็ไม่ปล่อยช่องว่างไว้เช่นกันจึงกวาดพลองเหล็กดำในมือออกไป และใช้พลองที่แข็งแรงนั้นตีเข้าไปบนตัวของฉีอวิ๋น

            การจับคู่การต่อสู้ทั้งสองคน ต่างมีชัยชนะเป็นของตนเอง

            “เด็กน้อยรนหาที่ตาย” เมื่อถูกพลองของหู่หวาตีเข้าไป สีหน้าของฉีอวิ๋นก็บูดบึ้งทันทีและโบกมือขึ้นปล่อยรัศมีกระบี่อันเฉียบแหลมออกไปเป็นสามสาย

            เมื่อหู่หวาเห็นดังนั้นจึงรีบเหวี่ยงพลองเหล็กดำออกไปทันที

            ปัง! ปัง! ปัง!

            รัศมีกระบี่ทั้งสามสายถูกเขาสกัดเอาไว้

            และในตอนนี้ฉีอวิ๋นก็ยังไม่เข้ามา และปล่อยฝ่ามือออกมา

            หู่หวาตะแคงพลองไว้เป็นแนวนอนเพื่อสกัดกั้น

            ปัง!

            ฝ่ามือของฉีอวิ๋นตบลงบนพลองเหล็กดำแรงสะท้อนนั้นทำให้หู่หวาถอยหลังไป

            น่าเสียดายที่เขายังคงเสียเปรียบอยู่ระดับการฝึกตนของฉีอวิ๋นสูงกว่าเขาอยู่สองชั้นและเขายังได้รับการบ่มเพาะอย่างแข็งแกร่งจากครอบครัว ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับหู่หวา

            ปัง! ปัง!

            บนลานประลองหู่หวาพยายามต้านทานอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีของฉีอวิ๋นได้เขาจึงได้แต่ถอยหลังไปเรื่อยๆ ไร้เรี่ยวแรงจะพลิกกาย

            “ดูสิข้าบอกแล้วไงเล่า!”เริ่มมีเสียงกระซิบดังขึ้นจากด้านล่างอีกครั้ง

            “ในความคิดข้านะความพ่ายแพ้ของเขาคือปัญหาเรื่องของเวลา”

            “ความแตกต่างมากขนาดนี้แล้วยังใช้พลองอีกด้วย ไม่แพ้สิแปลก”

            เมื่อเทียบกับบุคคลเหล่านี้เย่เฉินนั่งอยู่อย่างนิ่งเฉย แม้ว่าหู่หวาจะพ่ายแพ้เขาก็ไม่ได้รู้สึกขายหน้าเป็นเพราะไม่ว่าจะเป็นระดับการฝึกตนหรือตระกูล ก็ล้วนแต่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันถึงแม้หู่หวาจะต้องพ่ายแพ้ ก็เป็นการแพ้เพื่อการเริ่มต้น

            ปัง!

            บนลานประลองหู่หวาก็ถูกตีจนล่าถอยไปอีกครั้ง และถูกฝ่ามือของฉีอวิ๋นตีเข้าจนกระอักเลือด

            เพียงแต่บนใบหน้าของหู่หวาไม่มีสีหน้าที่น่าเกลียดอย่างที่จินตนาการเอาไว้เขาเป็นคนที่ใส่ซื่อ ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูสงบมาก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะเป็นฝ่ายตั้งรับ

            แต่ร่างกายของเขาเคยได้รับการหลอมอัคคีเที่ยงแท้จากเย่เฉิน บวกกับการต่อสู้กับจื่อซวนก่อนหน้านี้ การต้านทานของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ระดับขั้นรวมพลังชั้นที่สามธรรมดานี่คือปัจจัยที่ทำให้เขาสามารถทนต่อการถูกทำร้ายได้อย่างยาวนานโดยไม่พ่ายแพ้

            “เจ้ายังไม่แพ้อีกหรือ?” ฉีอวิ๋นตะโกนอย่างรุนแรง รัศมีดาบกวัดแกว่งไม่หยุดหย่อนเงาหมัดและรอยพิมพ์ฝ่ามือของเขายังโจมตีมาไม่หยุดหย่อน

            หู่หวานิ่งเงียบและยังคงร่ายรำพลองเหล็กดำในมืออย่างเต็มกำลัง

            ไม่รู้ว่าพลองเหล็กดำในมือของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อใดในขณะกำลังร่ายรำ คาดไม่ถึงว่าจะมีภาพลวงตาของพลอง แม้ว่าจะดูไม่เป็นระเบียบแต่กลับรวมตัวกันด้วยรูปแบบที่แน่นอน และค่อยๆเพิ่มการป้องกันที่ดีขึ้นในขณะต่อสู้

            “กลพลอง”สวีฝูที่ยืนอยู่บนก้อนเมฆแสดงท่าทางประหลาดใจราวกับว่าเขามองเห็นอะไรบางอย่างจากวิชาพลองของหู่หวา

            “เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา”ฉู่ซวนเอ๋อร์กล่าวอย่างนุ่มนวล “ตั้งแต่เริ่มสู้จนถึงตอนนี้สีหน้าของเขาดูเงียบสงบมากจนน่าแปลกใจ หากเทียบกับฉีอวิ๋นจากตระกูลฉีแล้วจิตใจของเขามีความสุขุมลุ่มลึกกว่ามาก”

            “เขากำลังพักตัวเพื่อเตรียมตอบโต้กลับ” ผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดีลูบเคราเบาๆ

            แน่นอนว่าสถานการณ์การประลองบนเวทีเปลี่ยนไปหู่หวาที่ถูกทำร้ายมาโดยตลอด เริ่มใช้ท่วงท่าโจมตีมากมายขณะทำการป้องกัน

            เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วลมหายใจของฉีอวิ๋นมีความไม่เป็นระเบียบอย่างมาก ทำให้พลังปราณของเขาเริ่มจะขาดแคลนการโจมตีเริ่มมีทีท่าลดลง และมีการป้องกันมากขึ้น

            ดังนั้นเมื่อการต่อสู้ดำเนินมาจนถึงตอนนี้ หู่หวาที่คอยตั้งรับอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มเปลี่ยนไปทำการโจมตี จากนั้นจึงจู่โจมฉีอวิ๋นอย่างดุเดือดซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นฝ่ายตั้งรับ

            “บัดซบ”ใบหน้าของฉีอวิ๋นมืดลงจนน่ากลัว และบางครั้งก็เฝ้ารอโอกาสจะลงมือ แต่กลับถูกขัดขวางด้วยกลพลองสุดประหลาดของหู่หวา

            “หู่หวาข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ” ด้านล่างลานประลอง เย่เฉินพูดขึ้นเบาๆ

            หู่หวาสามารถอยู่บนลานประลองได้เป็นเวลานานโดยไม่พ่ายแพ้ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก นึกไม่ถึงว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์จากการเสียเปรียบกลับมาได้เปรียบได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกินความคาดหมายของเขาอย่างมาก

            ปัง!

            บนลานประลองหู่หวาเหวี่ยงพลองออกมา และตีไปที่ฉีอวิ๋นจนถอยออกไป

            โอ๊ย...!

            ฉีอวิ๋นคำรามด้วยความโกรธและฟันกระบี่ออกไป

            ปัง!

            แต่กระบี่ของเขากลับฟันลงไปบนพลองของหู่หวาที่กำลังร่ายรำกระบวนท่าอยู่เกิดเป็นแรงสั่นสะท้านไปทั่วบริเวณ และทำให้เกิดอาการชาไปทั่วทั้งแขน

            “เขาจะพึ่งพาได้เพียงพลองเหล็กดำที่อยู่ในมือ”ในขณะนี้ มีเสียงเลื่อนลอยเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหูของฉีอวิ๋น

            “ชิงหยางครั้งนี้เพียงครั้งเดียวนะ” บนก้อนเมฆนั้น แม้ว่านักพรตเต้าเสวียนจะหลับตาอยู่แต่ยังคงส่งเสียงเตือนนักพรตชิงหยางเมื่อคาดดูแล้วคนที่ส่งเสียงให้กับฉีอวิ๋นเมื่อครู่นี้น่าจะเป็นนักพรตชิงหยางประมุขแห่งยอดเขาเหรินหยาง

            เมื่อถูกเตือนอย่างลับๆนักพรตชิงหยางก็รีบเรียกคืนการส่งสัญญาณเสียง

            แต่การส่งสัญญาณเสียงของเขาก่อนหน้านี้ทำให้ฉีอวิ๋นรู้จุดอ่อนของหู่หวาแล้วว่าคือพลองเหล็กดำที่อยู่ในมือ

            ฉีอวิ๋นหัวเราะเยาะจากนั้นก็ถ่ายเทพลังปราณลงสู่กระบี่วิญญาณ และเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว

            เวิง!

            หู่หวาได้ตวัดพลองเข้ามา

            ปึง!

            ฉีอวิ๋นตะคอกอย่างเยือกเย็นจากนั้นก็สะบัดกระบี่ยาวในมือออกไป ปะทะเข้ากับพลองเหล็กดำ

            ปัง!

            ในตอนนี้หู่หวาถอยหลังไป พลองเหล็กดำในมือก็ถูกแรงสั่นสะท้านจนกระเด็นออกไป

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินที่อยู่ด้านล่างลานประลองถึงกับขมวดคิ้ว พลองเหล็กดำเป็นที่พึ่งพิงที่สำคัญของหู่หวาและเขาก็ฝึกฝนมาเพียงวิชาพลองเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ล้วนแต่ไม่รู้อะไรเลย

            “หากไม่มีพลองนั่นเจ้ามีอะไรเป็นที่พึ่งอีก” เสียงคำรามดังขึ้นบนลานประลองฉีอวิ๋นพุ่งเข้ามาราวกับสัตว์ร้าย กวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือเป็นระยะ

            พัฟ! พัฟ! พัฟ!

            ไม่นานคราบเลือดก็ปรากฏขึ้นบนตัวของหู่หวา เขาถูกทุบตีจนถอยหลังห่างออกไป

            แต่สีหน้าของหู่หวายังคงเรียบนิ่ง จิตใจยังคงเข้มแข็งจนทำให้เหล่าผู้อาวุโสบนก้อนเมฆนั้นต้องเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนออกมา

            บรรดาผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างให้ความสนใจอย่างมากในตอนนี้

            ใครจะไปนึกว่าการต่อสู้ระหว่างเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทั้งสองคนจะต่อสู้กันได้ยาวนานขนาดนี้ และผลัดกันเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับไปเรื่อยๆ

            “กระแสลมหายใจของฉีอวิ๋นดูเหมือนจะผิดปกติ!”

            “เจ้าเด็กหู่หวาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเขาบาดเจ็บไปไม่เบา”

            “เมื่อไม่มีพลองเหล็กดำนั่นแล้วก็ยากที่จะพลิกกลับมาแล้ว”

            ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หู่หวาก็ถูกบีบให้ไปยังมุมของลานประลอง

            “ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อีกหรือ?” ฉีอวิ๋นเดินเข้ามาด้วยสีหน้าดุร้าย พร้อมเสียงของกระบี่ยาวในมือและฟาดกระบี่ออกไปเกิดเป็นรัศมีกระบี่อย่างสายรุ้ง

            พัฟ!

            เลือดสาดกระเซ็นกระบี่ยาวเล่มนั้นแทงเข้าตรงไหล่ของหู่หวา

            หู่หวากระอักเลือดออกมาและใช้สองมือจับกระบี่ยาวของฉีอวิ๋นไว้แน่น

            เมื่อเห็นดังนั้นฉีอวิ๋นก็เริ่มดุร้ายขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นำมือทั้งสองข้างจับด้ามกระบี่และใช้กำลังทั้งหมดที่มีดันกระบี่เข้าไปเพื่อแทงหู่หวา

            ในชั่วขณะหนึ่งทั้งสองคนจึงเริ่มเข้าตาจน หู่หวาจับกระบี่ไว้ ฉีอวิ๋นก็จับด้ามกระบี่เอาไว้และยังคงพยายามต่อสู้กันต่อไป

            “หู่หวาพอแล้ว ไม่ต้องสู้แล้ว” เย่เฉินที่อยู่ด้านล่างไม่สามารถนั่งทนดูได้อีกต่อไปหากยังสู้กันต่อไป เขาก็กลัวว่าฐานพลังของหู่หวาจะได้รับความเสียหาย

            “พี่ใหญ่ข้าบอกไปแล้วว่าข้าจะไม่ทำให้ท่านขายหน้า” เลือดไหลออกมาจากปากของหู่หวาเขากัดฟันทนต่อไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความดื้อรั้น

            ภายใต้ความสนใจของทุกคนหู่หวายกหน้าผากขึ้น จากนั้นก็กระแทกลงบนศีรษะของฉีอวิ๋นอย่างแรง

            ปึก!

            เสียงชนกันของหน้าผากดังขึ้นชัดเจนเป็นพิเศษทำลายความเงียบทั่วทั้งบริเวณ

            ภาพฉากนี้รวมถึงเย่เฉินด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความประทับใจออกมา