ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 74 มติแห่งสภาห้าผู้เฒ่า

            พอฮูจินสั่งเริ่มประลอง เสียงฮือฮาบนอัฒจันทร์ก็เงียบหายไปอย่างน่าประหลาด

            เหมือนมีใครกดปุ่มปิดเสียงโลกทั้งใบลง

             

            ท่ามกลางความนิ่งเงียบแบบนั้น ผมมองสองคนในสนามที่เอาแต่ยืนจ้องตากันนิ่ง พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะเหมือนคู่ก่อนหน้า

            ฝั่งเฟิงป๋ายหยุ่นดูเหมือนจะระแวงเต็มที่

            ก็เข้าใจได้อยู่หรอก..

            เมื่อวานฮั่วพั่วยังโดนทุบจนน่วมไปทั้งตัว แค่คิดว่าอีกฝ่ายคือคนเดียวกันที่อัดฮั่วพั่วเละแบบไม่มีชิ้นดีในชั่วพริบตา

            เป็นผม.. ผมก็คงไม่รีบร้อนเข้าไปเหมือนกันล่ะนะ

             

            เฟิงป๋ายหยุ่นเลยยกดาบขึ้นตั้งท่า..

            สายตานิ่งเหมือนคนที่ไม่ยอมตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง พลังปราณของหมอนั่นก็กำลังอัดแน่นอยู่ที่ปลายเท้าพร้อมตอบสนองทันทีถ้าตงเสวี่ยซานรุกเข้ามา

            แต่ดูอีกฝ่ายสิ..

            ตงเสวี่ยซานมันเอามือไพล่หลังเหมือนไม่ได้มาแข่ง แต่มายืนชมวิวพักผ่อน ไม่มีทีท่าระแวดระแวงเลยแม้แต่น้อย

            ไม่แม้แต่จะชักอาวุธออกมา..

            สายตาน่ะเหรอ..

            มองต่ำเสียยิ่งกว่ารองเท้าที่ผมใส่อยู่เสียอีก

             

            “ได้ยินพวกมันพูด..

            กล้าหยิบยกเจ้าคนจากตระกูลชั้นรองมาเป็นตัวเต็ง..

            กล้าเทียบเปรียบเสมอเรา”

            เสียงเย้ยหยันของตงเสวี่ยซานมันดังพอจะได้ยินแม้อยู่ไกลพอควร

            สายตานั่นกวาดมองเฟิงป๋ายหยุ่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะกลับมาหยุดที่หน้าอีกฝ่ายพร้อมคำพูดที่ราวกับตบหน้าไปหนึ่งที

            “เรารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย..

            พวกสวะตระกูลชั้นรอง..”

            ก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะ..

            ตงเสวี่ยซานมันเคย 'สบอารมณ์' กับใครบ้างล่ะ

            ถ้าไม่ใช่เงาในกระจกของตัวมันเองน่ะ

             

            “แม้ตระกูลเฟิงของข้าจักมิใช่หนึ่งในตระกูลห้าเสาหลัก

            มิได้มีชื่อเสียงเทียบเสมอกับคนตระกูลตงของท่าน..

            แต่กระนั้นในหน้าประวัติศาสตร์ชาติปัญจมิตรก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อของคนตระกูลเฟิงของข้าเคียงอยู่..คู่อาณาจักรนี้เสมอมา..

            ตั้งแต่ครั้งอดีตตราบจนสิ้นปัญจมิตร พวกเราตระกูลเฟิงก็จักอยู่เคียงปัญจมิตร

            ไม่ขอเป็นห้าเสาหลัก..

            แต่ก็ไม่ยอมให้คนจากห้าเสาหลักเหยียดหยาม!!”

            เสียงของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ตอบกลับไปนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา ๆ แต่มันคือเสียงของคนที่เริ่มทนไม่ไหวกับการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมาตลอดทั้งบทสนทนา

            ผมนั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาดหมางของพวกมัน..

            แต่ผมก็พอเข้าใจความรู้สึกของเขาอยู่นะ..

            เพราะถึงจะไม่ได้อยู่ในห้าตระกูลหลัก แต่แซ่ 'เฟิง' นั้นก็ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบของประวัติศาสตร์

            ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายชาวอาณาจักรปัญจมิตร..

            คนตระกูลเฟิงก็มีบทบาทคู่กับราชสำนักมาตลอด เป็นตระกูลคู่บารมีที่ไม่ว่าจะหมุนเก้าอี้ฝั่งไหนก็ต้องมีที่นั่งให้

            แม้จะไม่ได้หรูหราเท่าตระกูลตง แต่ก็ไม่ใช่แค่หมากตัวเล็ก ๆ ที่ใครอยากจะเดินเหยียบผ่านไปง่ายแน่

            อย่างน้อยก็ตามความคิดของผมน่ะนะ

             

            แต่ตามข่าวที่เล่า ๆ ลือ ๆ มา..

            พ่อของเฟิงป๋ายหยุ่นมีชื่อว่า เฟิง หลันเทียน

            ตอนนี้เขาเป็นถึงเลขาธิการแห่งสภาห้าผู้เฒ่า ตำแหน่งใหญ่ใช่ได้ แถมยังไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครจะขึ้นไปนั่งได้ง่าย ๆ

            ถ้าเป็นไปตามที่ได้ยินมานะ คนตระกูลเฟิงคนอื่น ๆ ก็ใช่ย่อย

            พูดง่าย ๆ ว่าแม้จะเป็นตระกูลรอง แต่ก็ไม่ใช่ตระกูลเล็ก ๆ ไก่กา

            พอคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกเลยที่หมอนั่นจะเริ่มแข็งข้อขึ้นมาหน่อย

            เพราะถ้าเป็นผม..

            โดนดูถูกอยู่ขนาดนั้นก็คงจะเดือดไม่แพ้กัน

             

            แต่ก็เหมือนคนตระกูลตงจะไม่คิดเหมือนผม..

            อย่างน้อย ๆ ก็มีตงเสวี่ยซานแล้วหนึ่งคน

             

            “เจ้าเลยคิดว่าตนเองคือตระกูลอันดับงั้นหกรึ?”

            เสียงเย้ยหยันของตงเสวี่ยซานลอยมากลางสนาม..

            พร้อมรอยยิ้มที่ดูแล้วอยากลุกขึ้นไปเอากระบองฟาดใส่สักทีสองที

            “แบบนี้คนตระกูลสุ่ย ตระกูลฮั่ว ตระกูลมี่ และตระกูลเอิญคงโกรธาแย่แล้ว..”

            ผมนั่งฟังอยู่ก็รู้สึกอยากถอนหายใจให้มันจบ ๆ ไป

            ขนาดผมไม่ใช่เฟิงป๋ายหยุ่น แต่การพูดแบบนี้มันไม่ใช่แค่การกดอีกฝ่ายลงให้ต่ำ

            แต่มันคือการยกพวกมาเหยียบซ้ำเหมือนจะบอกว่า 'พวกเจ้ามันก็แค่ตระกูลพื้น ๆ ไม่ได้เลิศเลอไปกว่าคนอื่น'

            พูดตรง ๆ ถ้าผมเป็นเฟิงป๋ายหยุ่น คงเริ่มคันไม้คันมือแล้วล่ะ

             

            “พวกข้าตระกูลเฟิงไม่เคยคิดเช่นนั้น..

            อย่างน้อยท่านพ่อของข้าก็ไม่เคยสอนให้ข้าคิดเช่นนั้น..”

            ผมนั่งฟังแล้วก็อดรู้สึกสะท้อนในใจไม่ได้..

            เสียงของเฟิงป๋ายหยุ่นตอนนั้น ไม่ใช่เสียงตะโกนใส่อารมณ์แบบคนสิ้นหวัง

            แต่มันคือเสียงของคนที่ยังเชื่อในศักดิ์ศรีของตัวเองและของบ้านที่เขาเกิดและโตมา

            แล้วก็ใช่..

            เขาไม่ได้พูดเปล่า ๆ ดาบยาวในมือนั่นก็ชี้ไปตรงหน้าคู่ต่อสู้ทันที เหมือนกับจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่า

            “แล้วต่อให้เจ้าเป็นคนตระกูลตง!

            เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์หยามหมิ่นเกียรติตระกูลเฟิงของข้า!!”

            ท่าทางของเฟิงป๋ายหยุ่นในตอนนี้ ราวกับหมอนั่นกำลังบอกว่า มันนั่นแม้จะต่ำกว่าในเชิงศักดิ์สถานะ

            แต่ในเรื่องความกล้า..

            ยังไม่มีใครแย่งเขาไปได้

             

            “เช่นนั้นก็ดี..”

            พอเสวี่ยซานพูดในประโยคนั้น..

            ท่าทางของมันก็เปลี่ยนไป..

            มือที่เคยไพล่หลักกลับหยิบยกขึ้นเตรียมตั้งท่าโจมตี สายตาเองก็แสดงความโกรธออกมาเล็กน้อย

            “ไหนลองทำให้เราเห็น..

            ว่าเจ้าสามารถปกป้องชื่อเสียงของตระกูลเจ้าได้หรือไม่..”

             

            แล้วก็ไม่ปล่อยให้มีใครทันตั้งตัว หมอนั่นก็พุ่งพรวดเข้าใส่เฟิงป๋ายหยุ่นทันที

            รวดเร็วเสียยิ่งกว่าความคิดของผมที่กำลังจะเดาเหตุการณ์ต่อไป

            ระยะสิบห้าเมตรถูกกลืนหายไปอย่างไร้ความหมาย เพราะแค่พริบตาเดียวหรืออาจเร็วกว่านั้น..

            ตงเสวี่ยซานก็หายวับไปจากกรอบสายตา

             

            ผมยังไม่ทันจะหายใจเข้าเต็มปอดด้วยซ้ำ พอรู้ตัวอีกที หมอนั่นก็ไปโผล่ตรงหน้าป๋ายหยุ่นพร้อมกับมือขวาที่บีบคออีกฝ่ายไว้แน่นแล้ว

            เร็วเกินไป..

            เร็วชนิดที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ยังรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพกะพริบตัดฉาก

            นี่มันไม่ใช่การประลองแล้ว.. แต่มันคือ 'การจัดฉากลงโทษ' ชัด ๆ

             

            “ไหน..

            แสดงพรสวรรค์ฟ้าประทานในรอบสองร้อยปีที่ เฟิง ลู่ผิง โม้เหม็นเอาไว้ในเหลาสุราให้เราเชยชมดูสักคราดู..”

            เสียงกวนประสาทที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยันนั่นทำเอาผมขมวดคิ้วตามไปด้วย

            มือของตงเสวี่ยซานที่บีบคอเฟิงป๋ายหยุ่นอยู่ก็ไม่รีรอ บิดเหวี่ยงร่างของคนทั้งคนพร้อมกับดาบในมือป๋ายหยุ่นฟาดกระแทกพื้นสนามประลองเสียงดังสนั่น

            แต่ใครจะคิดว่าคนที่เพิ่งถูกเหวี่ยงฟาดลงพื้นจะกลิ้งตัวหลบกลับขึ้นมาได้ราวกับนักกายกรรมในคณะละครสัตว์ แถมยังใช้ข้อเท้าดีดตัวลุกพุ่งเข้าใส่ตงเสวี่ยซานแทบจะในทันที

            แถมสายตาของหมอนั่นไม่ได้มีแค่ความโกรธ!

            แต่มันคือไฟแค้นที่พร้อมจะสุมจนคนโดนเผาไหม้เป็นตอตะโก

             

            คนที่เพิ่งทำดาบหลุดมือพลันคว้าจับดาบของตนเองในตอนที่พุ่งตัวเข้าหาตงเสวี่ยซาน

            ในตอนที่มันคว้าดาบกลับมาถือไว้ได้นั้น

            “ดาบลมโชยตระกูลเฟิง!”

            ผมเห็นสายลมกรรโชกขึ้นรอบตัวของเฟิงป๋ายหยุ่น

            ไม่ใช่สายลมธรรมดา.. แต่มันคือปราณธาตุลมที่เหมือนโกรธแทนเจ้าของ ซึ่งแผดลั่นพร้อมสถิตอยู่บนคมดาบ

            แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น ดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นก็ฟาดออกไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของลมที่พุ่งเข้าใส่ตงเสวี่ยซานอย่างไม่ปรานี

            มันเหมือนพายุที่หมุนกวาดทุกอย่างในเส้นทางให้แหลกเป็นผุยผง

            และใช่..

            ผมเห็นแววตาของป๋ายหยุ่นตอนนั้น

            มันไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

             

            “ฝ่ามือมังกรหยก ท่าที่ 4 ปราการเหมันต์!”

            เสียงร่ายชื่อยาวเหยียดของหมอนั่นไม่ใช่แค่คำประกาศเก๋ ๆ แต่มันตามมาด้วยพลังจริงจัง

            มือซ้ายยังคงไพล่หลังอยู่เหมือนไม่คิดจะลำบาก แต่ฝ่ามือขวากลับระเบิดปราณสีครามใสบริสุทธิ์ออกมาจนผมเองยังต้องหรี่ตามอง

            เพียงพริบตาเดียว กำแพงน้ำแข็งหนาแน่นสูงท่วมหัวก็ผุดขึ้นตรงหน้า

            เย็นเฉียบชนิดที่ดูแค่ไกล ๆ ยังรู้สึกเหมือนถูกลมหนาวตบหน้าจนแตกแห้ง

             

            เฟิงป๋ายหยุ่นไม่รอช้า..! รีบปล่อยพลังวาโยเข้าใส่กำแพงนั้นตรง ๆ หวังจะฝ่าไปให้ได้

            แต่ผลลัพธ์..

            เหมือนจะแห้วเต็ม ๆ

             

            ไม่ใช่แค่ไม่ทะลุ แม้แต่รอยขีดข่วนบนแผ่นน้ำแข็งนั่นยังไม่มีให้เห็นสักเส้น

            ผมนั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ยังรู้สึกอายแทน เพราะกำแพงบ้านผมนี่ยังเป็นรอยเวลาโดนฝนซัดแรง ๆ มากกว่ากำแพงของตงเสวี่ยซานที่โดนฟาดด้วยพลังเต็มเหนี่ยวอีก

            พูดตรง ๆ ถ้าหมอนั่นจะตั้งป้อมแบบนี้ทุกท่า ก็คงไม่ใช่แค่ป๋ายหยุ่นหรอกที่หมดหนทาง

            แม้แต่ผมเองก็คงต้องกลับไปคิดใหม่อีกรอบถ้าต้องขึ้นสู้กับเจ้านี่

             

            เฟิงป๋ายหยุ่นตอนนี้ดูไม่สะทกสะท้านเท่าไร แม้ว่าท่าเมื่อครู่จะงัดอะไรปราการเหมันต์ไม่ได้เลยก็ตาม

            แต่จังหวะต่อมาตอนที่เขาตรึงพลังปราณขึ้นมาใหม่แบบไม่มีแววลังเล แล้วเหวี่ยงดาบใส่กำแพงน้ำแข็งนั่นอีกครั้งเหมือนจะบอกว่า 'จะให้ยอมแพ้เพราะแค่ครั้งเดียวเหรอ? ไม่มีทาง!'

            ผมนั่งมองอยู่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่มันความดื้อชนิดที่น่าชื่นชมปนบ้าบิ่นชัด ๆ

             

            “สลาตันสุดกู่แห่งตระกูลเฟิง!”

            ทั่วดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นตอนนี้คล้ายถูกอาบด้วยสายลมกรรโชกในฤดูมรสุม

            เส้นสายปลายลมปั่นป่วนมากกว่าเมื่อกี้ลิบลับ

            แถมยังหมุนเป็นเกลียวรอบตัวดาบด้วยความเร็วราวกับอารมณ์ของเจ้าของมันกำลังคุกรุ่น

            ดาบเล่มนั้นดูไม่ต่างจากเลื่อยยักษ์ที่กำลังกรีดเจาะกำแพงน้ำแข็งทีละชั้น ทีละเส้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเจาะผ่าน

             

            แล้วเสียง 'โผล๊ะ' ที่ดังขึ้นกลางสนาม

            มันทำให้หัวใจผมสะดุ้งวูบหนึ่ง..

            แต่สิ่งที่ตามมาทำให้ความสะดุ้งนั้นกลายเป็นอึ้งเต็มขั้น เพราะสิ่งที่ทำให้กำแพงแตก..

            ไม่ใช่ฝีมือของเฟิงป๋ายหยุ่นเลยแม้แต่น้อย!

             

            เป็นตงเสวี่ยซานที่เป็นคนตบปราการน้ำแข็งของตัวเองจนมันระเบิดออกเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมกระจายเป็นพายุลูกเล็ก ๆ ที่มุ่งเข้าใส่เฟิงป๋ายหยุ่นอย่างจัง

            ใช่แล้ว!

            เหมือนหมอนั่นจงใจสร้างกับดักแบบนั้นไว้ตั้งแต่ต้น..

            และตอนนี้กำลังลากอีกฝ่ายเข้าไปสู่จุดตายอย่างเลือดเย็น

             

            ดูแล้วเฟิงป๋ายหยุ่นเองก็น่าเห็นทั้งหมดอย่างชัดเจน เพราะยืนอยู่ตรงหน้าฉากระเบิดนั่น

            แต่ประเด็นคือมันหนีไปไหนไม่ได้!

            เพราะนิ้วชี้กับนิ้วกลางของตงเสวี่ยซานหนีบดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นเอาไว้แน่น

            ไม่ได้แค่หยุดดาบ..

            แต่ตัดทางหนีของอีกฝ่ายไปในตัว

             

            และเพราะห่าเกล็ดน้ำแข็งที่มีมากจนนับด้วยตาเปล่าไม่ได้ ทำให้ผมไม่อาจเห็นสีหน้าท่าทางของคนที่โดนทิ่มแทงไม่ได้

            แต่ถ้าดูจากหยาดเลือดที่กระเซ็นจนเกือบนองเต็มพื้น..

            เฟิงป๋ายหยุ่นก็น่าจะเจ็บมากแน่

             

            แล้วพอพายุน้ำแข็งของตงเสวี่ยซานค่อย ๆ ซาจนหยุดลง..

            สภาพของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ผมเห็นคือเรียกว่าอ่อนแรงลงไปพอสมควร

            ผมไม่รู้ว่าหมอนั่นใช้วิธีไหนถึงทำให้ยังยืนอยู่ได้

            แต่ถ้าเป็นผม..

            จากสิ่งที่ผมเห็นตอนนี้.. ผมว่ามันควรจะล้มนอนกองลงไปน่าจะดีกว่า..

             

            “นี่น่ะหรือพรสวรรค์ฟ้าประทานในรอบสองร้อยปี..”

            คำพูดประโยคนั้นของตงเสวี่ยซานนี่มันไม่ใช่แค่คำพูดดูถูก

            แต่มันคือการเอามีดมากรีดซ้ำบนแผลของเฟิงป๋ายหยุ่นโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย

            เลือดของป๋ายหยุ่นไหลรินเต็มตัว แผลลึกบ้างตื้นบ้างปะปนกันไปเหมือนคนโดนลากผ่านพุ่มหนามร้อยรอบ

            “เอาไว้มีพรสวรรค์ฟ้าประทานครบห้าร้อยปีเมื่อไหร่..

            จึงค่อยมาคุยกับเรา..

            เจ้าแซ่เฟิง”

            มันพูดจบก็ได้หมุนปลายนิ้วมือที่คลีบดาบ..

            บิดตัวเฟิงป๋ายหยุ่นให้โน้มมาใกล้ จากนั้นมือขวาที่รอจังหวะซัดมานานก็ฟาดเข้าใส่เต็มแรงกลางลำตัว!

            สิ่งที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้ผมนั่งไม่ติด!

            เพราะมันไม่ใช่แค่การโจมตีธรรมดา แต่มันคือการลงโทษ ที่แม้แต่ผมยังรู้สึกถึงความโหดเหี้ยมที่แผ่ออกมาได้เต็มอก

            “วิชาฝ่ามือหยก ท่าที่ 5 ผลึกบรรพกาลเหมันต์!”

            ป่ง..!

            ฝ่ามือของตงเสวี่ยซานที่ทาบลงบนตัวเฟิงป๋ายหยุ่น

            ฝ่ามือนั้นไม่ได้แค่ทำให้เจ็บ..

            แต่มันแผ่ซ่านพลังปราณธาตุน้ำแข็งเข้าไปในทุกอณูของร่างกายของคู่ต่อสู้นั่นอย่างช้า ๆ

            เย็นยะเยือกเสียจนผมที่นั่งอยู่ห่าง ๆ ยังรู้สึกเหมือนลมหนาวพัดมาเสียดสันหลัง

             

            พริบตาเดียวหลังจากนั้น..

            ทั้งร่างของเฟิงป๋ายหยุ่นก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์

            เหลือแค่ส่วนหัวที่ยังเลยพ้นกำบังน้ำแข็งออกมาให้หายใจ แต่หอบอยู่รำไร

            ตอนนี้ป๋ายหยุ่นมีสภาพเหมือนมัมมี่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ถูกขังอยู่ใต้ธารน้ำแข็งมาเป็นพันปี

            สิ่งที่เห็นบนใบหน้าของเขา ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่คนโดนซัดจะร้องโอดโอย

            แต่มันคือความอึดอัดที่อธิบายไม่ได้..

            เหมือนคนที่หายใจไม่ออกแต่ต้องฝืนทน..

            เพราะความเจ็บปวดที่เคยรู้สึกได้ด้านชาไปแล้ว

             

            และในขณะที่ผมนั่งมองอยู่นั่นเอง..

            ตงเสวี่ยซานก็ก้าวเข้าไปยืนใกล้ร่างที่กลายเป็นน้ำแข็งราวกับกำลังเดินเข้าหา 'ผลงานรูปสลักน้ำแข็ง' ของตัวเอง ด้วยท่าทางสบายใจเหมือนคนพอใจภาพวาดที่เพิ่งลงลายเส้นสุดท้ายเสร็จ

            “ฝากไปบอกเฟิงลู่ผิงด้วย..

            ว่าเรื่องทั้งหมดที่มันทำกร่างเอาไว้ที่เหลาสุรานั่น..

            ล้วนรู้ถึงหูพวกเราห้าตระกูลแล้ว..

            ส่วนต่อไป..

            เป็นคำเตือนจากเราที่บอกเฉพาะเจ้า..”

            ตงเสวี่ยซานแตะเบา ๆ ไปที่คนก้อนน้ำแข็งตรงหน้า..

            การแตะเบา ๆ นั่นทำให้ร่างที่โดนแช่ไว้ทั้งตัวล้มตึงหงายหลังลงไปดังโครม ก่อนที่หมอนั่นจะกระโดดขึ้นไปยืนทับอย่างสบายใจราวกับเหยียบหีบสมบัติ

            สายตาที่มองต่ำลงมาจากเบื้องบน พร้อมคำพูดที่ทำให้แม้แต่เลือดในตัวของผมยังแข็ง

            "ไม่ว่าจักวันนี้หรือวันไหน ๆ ตราบจนชั่วนิจนิรันดร์..

            คนตระกูลเฟิงย่อมเป็นขี้ข้าของคนตระกูลตงอยู่วันยังค่ำ!

            จำใส่กะลาหัวเจ้าเอาไว้!"

             

            แล้วมันก็ไม่ใช่แค่เหยียบด้วยคำพูด..

            เสียง 'โผล๊ะ!' ที่ดังลั่นขึ้นมานั่นคือเสียงที่ตามมาจากขาของตงเสวี่ยซานที่กระแทกลงมาเต็มแรงบนร่างน้ำแข็งร่างนั้น

            รอยร้าวบนผิวน้ำแข็งแตกกระจายพร้อมกับหนามน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่แทงซ้ำลงไปทั่วร่างของป๋ายหยุ่นเหมือนสลักตราให้แน่ใจว่าหมอนี่จะไม่ลุกขึ้นมาได้ง่าย ๆ

            หรืออาจไม่มีวันลุกขึ้นยืนได้อีก..

             

            และถึงแม้บาดแผลเหล่านั้นจะดูสยดสยองขนาดไหน..

            ผมก็รู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่รู้สึกอะไรแล้ว..

            เพราะเหมือนสติของเฟิงป๋ายหยุ่น..

            มันคงลอยหายไปตั้งแต่ก่อนที่เท้านั่นจะกระทืบลงมาเสียอีก

             

            “ผู้ชนะในรอบสุดท้ายของสายบนในรอบสุดท้ายได้แก่..

            ตงเสวี่ยซานจากบ้านตระกูลปีกมังกร!

            มันจักได้เข้าไปแข่งขันประลองกับอุสางิซากิในยามอู่ของวันมะรืน

            ส่วนผู้แพ้เช่นเฟิงป๋ายหยุ่นได้ตกลงไปยังสายล่างและจักได้แก้ตัวอีกทีในวันพรุ่ง”

            ฮูจินประกาศผลด้วยน้ำเสียงชัดเจน แต่ไม่มีใครลุกขึ้นปรบมือ

            ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีแม้แต่เสียงถอนหายใจ

             

            ผมเหลียวมองไปรอบสนาม..

            อัฒจันทร์ทั้งห้าด้านนิ่งเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เหมือนพวกเราทุกคนเพิ่งดูฉากทารุณกรรมที่ถูกพรางหน้าด้วยคำว่า 'การประลอง'

            แต่เอาเข้าจริง..

            ในรอบนี้มันไม่ใช่การประลองอะไรทั้งนั้น

            มันคือ 'การสั่งสอน' ต่อหน้าสาธารณชน และการลงทัณฑ์ที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นไปตามกติกา

            แต่ทุกคนที่มีตาก็เห็นกันอยู่.. ผมไม่รู้ว่าพวกคิดแบบผมหรือเปล่า..

            แต่ผมเชื่อว่ามีคนอีกมากที่กำลังตั้งคำถามในใจแบบเดียวกัน

            ว่าทำไมฮูจินไม่ลุกขึ้นหยุดการแข่งขันให้เร็วกว่านี้..

            ทำไมการลงไม้ลงมือถึงเลยเถิดขนาดนี้..

            และที่สำคัญ..

            ทำไมตระกูลตงถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนเวทีต่อหน้าผู้คนนับพันนับหมื่นโดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลย?

             

            แต่ไม่ใช่ทุกคนจะกล้าพูดออกมาเหมือนที่ผมคิด

            เพราะโลกนี้..

            ต่อให้รู้สึกไม่ยุติธรรมแค่ไหน

            ถ้ายังไม่มีพลังมากพอ เสียงของเราก็ไม่มีวันดังพอจะเปลี่ยนอะไรได้อยู่ดี

            โดยเฉพาะคนที่มีพลังมากพอนั้น..

            ดันมีอำนาจอยู่ในมือเสียด้วย..

             

            กลับมาตรงที่ผมนั่งอยู่..

            โซนของคนตระกูลซุน

             

            หลังการประลองรู้ผลแพ้ชนะ..

            โหวหวังจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา ไม่เบาแบบกระซิบหรอกนะ

            แต่เบาแบบที่คนปากกล้าอย่างหมอนี่ไม่ค่อยจะทำกัน

            “เจ้าคุณปู่ขอรับ...”

            ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังแล้วทำเอาผมหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง เพราะเสียงมันเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย

            ความลังเล? ความไม่พอใจ? หรือทั้งสองอย่างรวมกัน?

            “อ้ายตงเสวี่ยซานทำเช่นนี้มันไม่ดีต่ออาณาจักรของเราเลยมิใช่ฤาขอรับ

            อย่างไรท่านเจ้าคุณเฟิงหลันเทียนก็เป็นถึงเลขาธิการของสภาห้าผู้เฒ่า..

            ไม่ใช่สมควรที่จะต้องให้เกียรติเฟิงป๋ายหยุ่นรวมถึงสกุลเฟิงดอกฤๅ”

            คำพูดของหมอนั่นอาจจะไม่ดังนัก..

            แต่เชื่อผมเถอะ..

            มันดังพอจะสั่นสะเทือนอยู่ในอกของใครหลายคนแน่ ๆ โดยเฉพาะผม ที่เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่เต็มสองตา

             

            “มันเป็นมติของสภาดอกหนา.. ลูกหวัง...”

            น้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าวานรซุนต้าหลี่ในตอนนั้นฟังดูเงียบงันกว่าปกติ

            เหมือนคนที่ไม่เต็มใจจะพูด แต่ก็ต้องพูดเพราะไม่มีทางเลือก

            สายตาของท่านมองไปยังเฟิงป๋ายหยุ่นด้วยแววเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความสงสารลึก ๆ

            “เมื่อเดือนก่อน..

            เฟิงลู่ผิงที่มีศักดิ์เป็นอาของพ่อหนุ่มสกุลเฟิงคนนั้น..

            ดันไปเมาแล้วเผลอพูดจาหยามหมิ่นตระกูลชั้นรองอื่น ๆ เข้า อวดอ้างถึงพรสวรรค์ของหลานชายตนเองว่าล้ำเลิศ มีสิทธิ์จะดันสกุลเฟิงขึ้นเป็นตระกูลหลักอันดับที่หก”

            ผมฟังแล้วได้แต่กลอกตาในใจ..

            เอาเข้าจริงคนที่พลั้งปากคืออา แต่คนโดนหักหลังก็คือหลานเต็ม ๆ

            “แล้วในวงสุรานั้นดันมีคนจากสกุลชั้นรองอยู่เยอะ เรื่องเลยไม่จบหลังรินเหล้าหมดไห

            กลายเป็นไฟลามถึงสภา..

            และทางสภามีมติสามจากห้าเสียง..

            สั่งให้ลูกหลานห้าสกุลหลักที่ลงแข่งรุ่นมัธยุทธ์..

            กำราบเจ้าหนุ่มสกุลเฟิงให้ยับเยินที่สุด..

            เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง..”

             

            ใช่.. ฟังไม่ผิดหรอก 'ยับเยินที่สุด' คำนี้ เพื่อจะได้ตัดไฟแต่ต้นลม จะได้ไม่มีใครในบรรดาสกุลชั้นรองกล้ายกตนขึ้นมาเทียบเคียงตระกูลทั้งห้าได้อีก

            ในนาทีนั้นผมก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าเวทีที่เราเหยียบอยู่..

            มันไม่ใช่แค่สนามประลอง..

            แต่มันยังแฝงกระดานหมากทางการเมือง ที่บางคนไม่รู้ตัวว่าถูกใช้เป็นหมากจนเลือดนองพื้นไปแล้ว

             

            ท่านซุนต้าหลี่ส่ายหัวช้า ๆ เหมือนคนแบกอะไรบางอย่างไว้ในใจมานาน

            ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหนักอึ้ง

            “ไม่น่าเลย..

            ปู่ก็บอกอ้ายเฒ่าคนอื่น ๆ ไปแล้ว ว่าไม่ควรเอาการเมืองมาปะปนกับการประลองของคนรุ่นใหม่

            ซ้ำร้าย..

            เรื่องนี้หาใช่ความผิดของพ่อหนุ่มสกุลเฟิงแท้ ๆ แต่กลับเลือกใช้วิธีตีคราดกระทบแคร่

            แล้วแบบนี้มันจะเหลืออะไรถ้าอนาคตของเด็กคนหนึ่ง..

            ต้องรับผลจากความปากพล่อยของผู้ใหญ่แบบนี้..

            ไม่น่าเลย..

            ไม่น่าเลยจริง ๆ”

            ผมได้แต่นั่งนิ่งฟัง พลางเหลือบมองท่านผู้เฒ่าวานรที่ดูเหนื่อยใจเหลือเกินกับคำว่า 'มติสภา' ที่ตัวเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

            แต่ที่ทำให้ผมสะอึกคือเมื่อสายตาของท่านหันมาหาผมช้า ๆ

            “แล้วนี่ก็คือตัวอย่างของคนที่ถูกเพ่งเล็งจากสภาห้าผู้เฒ่า..

            ต่อให้เอ็งจะสนิทกับพวกเราสกุลพญาวานรเท่าไหร่..

            แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีอีกสี่เสียงที่ไม่จำเป็นต้องเห็นตามพวกเราเสมอไป”

            เสียงของท่านตอนนั้นมันทั้งอ่อนโยนและกดทับในเวลาเดียวกัน

            อารมณ์เหมือนคนเตือนลูกหลานให้รู้ทันโลกที่ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก

            “สกุลพญาวานรเพียงสกุลเดียว..

            มันไม่พอจะปกป้องเอ็งไปได้ตลอดดอกหนา..

            พ่อหนุ่มหลิว”

            คำพูดนั้นมันไม่ได้เจ็บเพราะเนื้อหา..

            แต่มันเจ็บเพราะผมรู้ว่าคำที่ท่านพูด..

            มันคือเรื่องจริง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน