อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    108 สัตว์ปีก

    มหายุทธ์สี่คนรุมล้อมมู่เชียนและหู่อู่ไว้ด้วยท่าทางคุกคาม บอลธาตุมืดขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในมือของพวกเขา  ก่อนจะสาดเข้าใส่เกราะของหู่อู่ที่อยู่กึ่งกลางวงล้อมอย่างรุนแรง !!  


    แรงสะท้อนจากการต่อสู้ของมหายุทธ์ทั้งห้า… ดึงดูดเมฆสีดำขนาดยักษ์ให้ลอยปกคลุมเหนือหมู่ตึกพฤกษาไว้ทั้งหมด…    บรรยากาศของสนามรบยามนี้มืดสลัว และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย  เสียงสายฟ้าและปราณธาตุอันรุนแรงจากการต่อสู้อันดุเดือดตรงหน้า สร้างแรงกดดันจนค่ายกลของสำนักในเริ่มสั่นสะเทือน… การจะถูกทำลายลงนั้นคงเป็นเวลาอีกไม่นานแล้ว


    เหล่าคณาจารย์ยังคงทุ่มเทปราณเพื่อรักษาค่ายกลไว้อย่างสุดแรง เบื้องหลังค่ายกลนี้มีลูกศิษย์สายในหลายร้อยชีวิต รวมถึงภูติพฤกษาอันแสนสำคัญ ทั้งหมดนี้คือรากฐานของหมู่ตึกพฤกษาและต้าหนาน  พวกเขาจะต้องรักษาไว้ให้ได้ !!


    ใจกลางการต่อสู้นั้น เกราะทมิฬของหู่อู่ยังคงพยายามต้านทานการโจมตีทั้งสี่สายนี้ไว้อย่างสุดกำลัง  เพียงกระบี่ในมือของเขาฟาดฟันออกไป สายฟ้าสีดำเส้นใหญ่ก็พุ่งปราดเข้าโจมตีมหายุทธ์ผู้หนึ่งตรงหน้า ทว่ากลับถูกเกราะทมิฬของฝ่ายนั้นขวางไว้ได้สำเร็จ  


    มู่เชียนเพ่งเล็งการโจมตีที่มหายุทธ์ผู้นั้นเช่นกัน   นางหวังจะใช้กลยุทธ์สองรุมหนึ่งลดจำนวนคู่ต่อสู้เสียก่อน นี่คือแผนการณ์ที่ดีที่สุดแล้วในยามนี้ ดาบแสงวายุในมือถูกฟันออกไปสุดแรง  ด้วยจุดเด่นของปราณธาตุแสง การโจมตีนี้ของนางจึงสามารถสร้างรอยร้าวบนเกราะทมิฬของมหายุทธ์ผู้นั้นได้ หู่อู่เห็นโอกาสจึงรีบส่งธนูปราณกลุ่มใหญ่พุ่งเข้าใส่รอยร้าวนั้น !!  


    ไหนเลยจะคาด มหายุทธ์อีกสองคนด้านข้างกลับส่งระเบิดปราณเข้าขวาง  ทำลายธนูปราณของหู่อู่จนสิ้นก่อนถึงเป้าหมาย…  พวกมันมองจุดประสงค์ของหู่อู่และมู่เชียนออกจึงไม่ยอมให้พวกเขาสมหวัง.. เพียงพริบตาที่พลาดไปนั้น รอยร้าวบนเกราะทมิฬของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกซ่อมแซมจนสำเร็จ  เกราะสีดำสนิทกลับมาแข็งแรงตามเดิม


    ขณะที่เกราะทมิฬของศัตรูกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง  เกราะทมิฬของหู่อู่กลับไม่มีแม้แต่เวลาพักฟื้น… มู่เชียนมองเกราะสีดำที่ต้านการโจมตีรุนแรงนี้มาพักใหญ่แล้วก็ยังนึกทึ่งอยู่ในใจ  องครักษ์หู่ทุกคนล้วนไม่ธรรมดาจริงๆ  หากเปลี่ยนเป็นมหายุทธ์ผู้อื่นรับการโจมตีสี่สายอย่างต่อเนื่องเนิ่นนานเพียงนี้ เกราะคงแหลกสลายไปนานแล้ว


    อย่างไรก็ตามหลังผ่านการโจมตีอันดุร้ายอย่างต่อเนื่อง… ในที่สุดเกราะทมิฬของหู่อู่เริ่มส่งสัญญาณไม่เสถียรออกมา… ปราณธาตุมืดสายเล็กๆเส้นหนึ่งเล็ดลอดเข้ามาได้สำเร็จ


    มู่เชียนยึดจับโอกาสนี้ไว้มั่น  เด็กสาวลอบวิเคราะห์ปราณสายนี้ครู่ใหญ่จึงคิดสูตรสำหรับสร้างหมื่นธาตุพิษขึ้นมาได้ ทว่าการจะวางยาใส่มหายุทธ์ผู้หนึ่งนั้นต้องใช้ปราณปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะหากคิดจะสร้างพิษที่ฆ่าเขาได้จริง.. เกรงว่าคงต้องแลกกับปราณทั้งหมดในร่างของตน… 


    ภายใต้สถานการณ์สี่รุมหนึ่ง และสภาพเกราะของหู่อู่ที่คล้ายจะทนได้อีกไม่นาน แผนฆ่าทีละคนแล้วค่อยๆฟื้นตัวย่อมไม่อาจนำออกมาใช้ได้… ทำได้ดีที่สุดเพียงสร้างพิษที่อ่อนลงห้าระดับออกมาเท่านั้น…  เด็กสาวปล่อยปราณพิษออกไปในพริบตา  ทว่าปฏิกิริยาที่ได้กลับคล้ายหินก้อนหนึ่งที่ร่วงลงในบึงกว้าง นอกจากการมหายุทธ์ผู้นั้นจะชะงักไปชั่วอึดใจแล้ว ก็ไม่มีผลอย่างอื่นอีก… 


    ‘พิษเท่านี้คงไม่พอจริงๆ’


    หู่อู่เห็นจังหวะการโจมตีก็รีบฟาดกระบี่สายฟ้าของตนออกไปยังร่างที่ชะงักเมื่อครู่ ทว่ากลับถูกศัตรูเอี้ยวตัวหลบไปได้ในพริบตา ชั่วขณะที่หู่อู่เสียสมาธิไปกับการโจมตีครั้งนี้ เกราะทมิฬของเขาก็เกิดจุดอ่อนขนาดเล็กขึ้นจุดหนึ่ง หนึ่งในสี่มหายุทธ์ตาลุกวาบ รีบชักอาวุธของตนฟาดเข้าใส่จุดอ่อนนั้นทันที


    “เปรี้ยง…”


    เสียงแตกร้าวดังกึกก้อง.. พร้อมกับเกราะเวทย์ที่ถูกทำลาย มู่เชียนและหู่อู่ที่อยู่ด้านในคือผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด… ร่างของพวกเขาต่างกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง


    “นายหญิง…!!” หู่อู่ตั้งหลักได้ก็รีบลุกขึ้น คิดจะถลันตัวเข้ามาหามู่เชียนแต่กลับถูกขวางไว้โดยมหายุทธ์สองคนเสียก่อน ในขณะที่มหายุทธ์อีกสองคนที่เหลือปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ามู่เชียนเช่นกัน


    “พวกเจ้าให้เกียรติข้าเสียจริง !” เด็กสาวเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างนิ่งเฉย มหายุทธ์สองคนถึงกับรุมฆ่านางที่เป็นเพียงปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่ง  นับว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อย


    “ศิษย์พี่ฉวน…!”  เสียงร้องดังมาจากฝั่งของโม่เจี้ยน… มู่เชียนหันไปมองก็เห็นเกราะวายุของพวกเขาเกิดรูโหว่ ธนูเวทย์สายหนึ่งทะลุเข้าไปภายปักลงบนอกของฉวนสี่แล้ว  ดวงตาของมู่เชียนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน


    ขณะที่สถานการณ์คับขัน  ร่างของเจ้าสำนักจางฟู่ถิงก็ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย พวกเขาเฝ้ามองศิษย์น้อยที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ไม่กี่คน ต่อสู้อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่กลัวตาย  ความห้าวหาญนี้จุดประกายความเร่าร้อนขึ้นในใจของพวกเขาโดยไม่อาจห้ามได้..  


    อย่างที่หยางอี้ปินกล่าว… อย่างไรก็คงไม่รอดแล้ว เช่นนั้นเหตุใดจะตายเยี่ยงคนขี้ขลาดเล่า…  


    ทันทีที่เห็นฉวนสี่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาทั้งหมดก็ตัดสินใจสละฐานที่มั่น ตรงเข้ามาช่วยเหลือทันที  เหล่าศิษย์สายในหลายคนที่ไม่อาจทนดูได้ก็ล้วนยืนอยู่เบื้องหลังพวกเขาด้วยเช่นกัน  ค่ายกลป้องกันสำนักในถูกสลายออกไปแล้ว 


    “วันนี้จะให้พวกเจ้าได้รู้ว่า… หมู่ตึกพฤกษาของพวกเรามิใช่ถูกรังแกได้โดยง่าย”  ฟ่านจูหลิงตะโกนขึ้นอย่างแข็งกร้าว เหนือน่านฟ้าปรากฏอินทรีย์ปีกม่วงหลายสิบตัวปรากฏขึ้น ในขณะที่เบื้องหลัง สัตว์อสูรอีกนับร้อยยืนจังก้าพร้อมโจมตีอยู่เช่นกัน


    “ต่อให้เป็นมหายุทธ์ หากคิดทำลายล้างพวกเรา อย่างน้อยก็ต้องทิ้งแขนไว้ข้างหนึ่ง…!!” 


    “ทิ้งแขนไว้ข้างหนึ่ง.. !!” ศิษย์จากทั้งสำนัก ไม่เว้นสายในสายนอกล้วนขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่คนและสัตว์อสูรนับพันจะกรูกันเข้ามาล้อมศัตรูไว้ทุกด้านอย่างกล้าหาญ  


    “เหอะๆ พวกมดปลวกไม่รู้จักที่ตาย” จ้าวยุทธ์ทั้งหลายมองความห้าวหาญเหล่านี้ด้วยสายตาขบขัน.. แมลงชั้นต่ำเหล่านี้เพียงพวกตนสะบัดมือเบาทีหนึ่งร่างก็สลายแล้ว 


    “ในเมื่ออยากตายนัก พวกเราก็จะสงเคราะห์ให้”  ธนูเวทย์นับพันปรากฏขึ้นบนน่านฟ้า เพียงสะบัดลงมา ก็สามารถจบชีวิตคนหลายคนนี้ได้ไม่ยาก


    ท่ามกลางความหวั่นวิตกของผู้อยู่บนพื้นดิน… รากของต้นตาข่ายสวรรค์นับหมื่นเส้นพลันงอกเงยขึ้นสูง พัวพันร่างของจ้าวยุทธ์เหล่านั้นไว้ บางส่วนยังแฝงปราณพิสดารของอิงอู่หลาน … จ้าวยุทธ์อีกสองคนถูกจับยึดไว้ได้โดยง่าย  ก่อนที่จางฟู่ถิงจะบังคับให้รากไม้ฉีกร่างจ้าวยุทธ์สองคนนั่นเป็นชิ้นๆ 


    “ตราบใดข้ายังหายใจ จะไม่ยอมให้พวกเจ้าแตะต้องศิษย์ในสำนักของข้าอีกแม้แต่คนเดียว…” น้ำเสียงชราของจางฟู่ถิงเต็มไปด้วยความหวงแหนและปกป้อง ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายกู่ร้องขึ้นมาอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง…​  แม้พลังกายนั้นไม่มากมาย แต่พลังใจจากเพื่อนร่วมสำนักที่แสดงออกมาคล้ายกับเป็นการเพิ่มพูนความเร่าร้อนในจิตใจของพวกเขาให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก


    เหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสนับสิบ พากันกระจายตัวออกไปเป็นห้าทิศ  แต่ละทิศมีปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่งประจำอยู่… อ้างอิงจากแผนการรบของมู่เชียนเมื่อครู่ … ที่ควรสร้างเกราะก็สร้างเกราะ ที่ควรใช้ปราณโอสถก็ใช้ปราณโอสถ ที่คุมรากไม้ก็คุมรากไม้ แม้ไม่มีปราณพิสดารจากอิงอู่หลานเข้าเกื้อหนุนแต่อย่างไรก็สามารถสร้างผลการรบอันแตกต่างขึ้นมาได้  


    ท่ามกลางรากไม้ที่เคลื่อนไหวไปทั่วและธนูปราณที่คอยลอบโจมตียามสบโอกาส แม้จะไม่อาจเอาชีวิตผู้ใดได้แต่ก็ยังทำให้จ้าวยุทธ์สิบกว่าคนนั้นมือไม้พันกันวุ่นวาย ไม่อาจลงมือทำร้ายพวกเขาได้ถนัดนัก … หลายครั้งที่สบโอกาส ธนูปราณพิษจากมู่เฉิงหลินยังพุ่งออกไปใส่ ทำให้ศัตรูต่างต้องใช้ชีวิตบนความหวาดระแวง 


    ‘สามารถสู้ได้..!!  พวกเราสามารถต้านทานการโจมตีจากคนผู้สูงส่งกลุ่มนี้ได้ !!’    ชั่วขณะนั้นความหวังและความฮึกเหิมแล่นพล่านอยู่ดวงตาของพวกเขาทุกคน… 


    “หึ… เจ้าพวกมดปลวก… มีกำลังเพียงเท่านี้ก็คิดว่าชนะพวกข้าได้แล้วหรือ?” เสียงเย้ยหยันน่าขนลุกเอ่ยจากปากของมหายุทธ์ผู้หนึ่ง  


    มันผู้นั้นกระทืบเท้าลงกับพื้นอย่างแรงเพียงครั้งเดียว ความสั่นสะเทือนนั้นก็แทรกซึมไปทั่ว เหล่าศิษย์นับพันที่รายล้อมอยู่ต่างเสียหลักล้มลงด้วยแรงปราณมหาศาลนั้น ที่มีระดับฝึกตนต่ำหน่อยก็ถึงกับกระอักเลือดออกมา ….. 


    รากไม้ที่พลิ้วไหวอยู่ทั่วบริเวณพลันหยุดชะงัก ก่อนจะแหลกสลายและกลายเป็นผงไปจนสิ้น… กำแพงตาข่ายสวรรค์ที่ปกคลุมรอบสำนักพลันแห้งเหี่ยวลงทันตา ปราการด่านแรกที่ปกป้องหมู่ตึกพฤกษามาหลายร้อยปีถูกทำลายลงแล้ว !!


    เสียงโห่ร้องกึกก้องเมื่อครู่เงียบไป….. ใบหน้าของพวกเขาทั้งหมดยามนี้เปลี่ยนเป็นขาวซีด ปราณของมหายุทธ์ที่เห็นจากด้านในว่าร้ายกาจแล้ว เมื่อได้มาต่อสู้จริงกลับร้ายกาจยิ่งกว่าที่คิดมาก…   อย่างไรก็ตามทั้งที่ขาสั่นเทา ในหมู่พวกเขากลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดหันหลังหนีไป ! 


    มู่เชียนมองภาพนี้แล้วถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายมุ่งมั่น แผนการณ์และความเป็นไปได้นับร้อยพันพุ่งผ่านสมองของนางอย่างรวดเร็ว ในมือของเด็กสาวปรากฏลูกแก้วรวมปราณ  ที่ยามนี้บรรจุด้วยปราณธาตุแสงทั้งหมดของนางไว้จนเต็มปรี่… 


    ปราณธาตุแสงคือจุดอ่อนเดียวของพวกมัน… หากโจมตีในระยะประชิด ระเบิดพลังที่ถูกลูกแก้วเพิ่มความรุนแรงขึ้นนับสิบเท่า อาจสามารถเอาชีวิตมหายุทธ์ผู้หนึ่งได้ จากนั้นนางค่อยใช้ปราณที่เหลือทั้งหมดสกัดธาตุพิษเพื่อฆ่ามหายุทธ์อีกคน…  ส่วนอีกสองคนคงต้องพึ่งพาหู่อู่แล้ว


    แม้แผนการณ์ถูกวางไว้อย่างเหมาะสม แต่นางย่อมรู้ดีว่ายามลงมือจริงอาจไม่ง่ายดายเช่นนี้…. แปดในสิบส่วนอาจไม่ประสบผลสำเร็จ  ถึงเวลานั้นนางและทุกคนในที่นี้อาจหนีความตายไม่พ้น ทว่าจะทำอย่างไรได้เล่า… ยิ่งเห็นความสามัคคีของเหล่าศิษย์พี่น้องที่ยอมร่วมเป็นร่วมตายกับนาง  เด็กสาวยิ่งนึกโทษตัวเองอย่างรุนแรงว่าเป็นผู้นำภัยร้ายมาสู่สำนักและพวกพ้องของตน..  


    ขณะที่สมองกำลังวางแผนว่าจะสามารถเข้าประชิดตัวมหายุทธ์ผู้หนึ่งด้านหน้าได้อย่างไรนั้น..  มู่เชียนพลันรู้สึกได้ถึงปราณอันร้อนระอุสายหนึ่งที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงในร่าง  พร้อมกับแสงสีแดงที่พุ่งวูบออกจากร่างของนางอย่างรวดเร็ว

     

    “โฮกกกก…..”   เสียงคำรามกึกก้องทั่วบริเวณ  ร่างของมังกรเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้า.. เขายาวสีขาวสะอาดตาเปล่งประกายท่ามกลางความมืด  เกล็ดสีแดงวาววับปกคลุมทั่วร่าง ตลอดแนวหางเต็มไปด้วยหนามแหลมคมดูอันตราย  ปีกของมันยามสยายออกเต็มที่ มีความยาวนับสิบจ้าง…​   


    “หนอนใจกล้าจากที่ใด กล้าคิดแตะต้องนายของข้า…!!”  


    เสียงคำรามดุร้าย มาพร้อมกับเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่พ่นออกมาหมายจะทำลายทุกชีวิตที่หาญกล้าแตะต้องคนสำคัญของตนให้สิ้น มหายุทธ์ผู้อยู่เบื้องหน้ามู่เชียนตกเป็นเป้าหมายแรก เพลิงพิโรธจากเทพอสูรพ่นเข้าใส่อย่างรุนแรง ทำให้มหายุทธ์สองคนนั้นต้องรีบพลิ้วกายหลบไป  ที่กำลังต่อสู้กับหู่อู่ก็หยุดชะงักเช่นกัน ทั้งสี่ถอยหลังไปรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณหนึ่งอย่างหวาดระแวง 


    “มังกรเพลิงขั้นราชาอสูร…”   เสียงแหบแห้งดังขึ้นอย่างหวาดหวั่น


    “หนีเร็ว”  จ้าวยุทธ์อีกคนหนึ่งตะโกนขึ้น ไม่รอช้ารีบหนีไปคนละทิศละทาง เห็นเหล่าศัตรูคิดหนี มังกรเพลิงยักษ์ก็ยิ่งพิโรธ กลุ่มเพลิงร้อนระอุเข้มข้นจนแทบกลายเป็นสายลาวาพ่นกวาดเข้าใส่ร่างจ้าวยุทธ์สามคนที่กำลังผวาวิ่งไปด้านหน้า  ร่างเนื้อเหล่านั้นกลับกลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที


    ถึงคราวโกลาหลของฝ่ายผู้บุกรุกบ้างแล้ว  มังกรเพลิงบนท้องฟ้า ยังคงวาดสายลาวาแดงฉานไปบนพื้นดักหน้าร่างจ้าวยุทธ์ที่พยายามหนีจากวงล้อมไป เพลิงจากเทพอสูรนั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง  ขอเพียงผู้ใดสัมผัสถูกไอร้อนนั่นแม้เพียงเล็กน้อย ร่างทั้งร่างก็จะถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา… ชั่วครู่เดียวจ้าวยุทธ์อีกสองคนก็กลายเป็นเหยื่อเพลิงพิโรธนี้แล้ว


    “เสี่ยวจิ้ง.. ระวังหน่อย อย่าเผาถูกศิษย์พี่น้องของข้าเล่า !”   เสียงใสเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่ากลับสร้างความตกตะลึงแก่คนรอบข้างอย่างมาก หรือมังกรยักษ์ตัวนี้จะเป็นสัตว์อสูรในพันธะของนาง ?!


    “นางมิใช่มีสัตว์อสูรเป็นนกหรือ…?” ฟ่านจูหลิงเอ่ยอย่างงุนงง


    ‘เป็นสัตว์ปีกจริงๆเจ้าค่ะ’  คิดถึงเสียงใสของมู่เชียนที่เคยตอบคำถามนางครั้งนั้น  ฟ่านจูหลิงก็เงยหน้ามองมังกรยักษ์ที่โบยบินอย่างดุร้ายอยู่เหนือน่านฟ้าอย่างเหม่อลอย…  


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน