ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 39 ต่างคนต่างความคิด (เปิดฟรีวันที่ 31 ธันวาคม 2568)

    ฮ่องเต้ฉี่อู่แค่นสุรเสียงเย็นชา

    ซูเจี้ยนจิ่นตกใจจนเหงื่อท่วมแผ่นหลัง

    “ในจวนของเจ้ามีสายลับจากแคว้นเหลียง ฉู่จี้เฟิงถึงได้นำคนไปตรวจค้นและจับกุม!” ฮ่องเต้ฉี่อู่กล่าวด้วยพระสุรเสียงกราดเกรี้ยว “เรายังไม่ได้สอบสวนว่าเจ้าสมรู้ร่วมคิดขายชาติหรือไม่ เจ้ายังมีหน้ามาร้องทุกข์อีกหรือ!” ทรงฟาดพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษร พระเนตรเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

    ซูเจี้ยนจิ่นเบิกตากว้าง รีบกล่าวว่า “สายลับ? กระหม่อมถูกใส่ร้ายแน่นอน! อาจจะ...อาจจะเป็นหลิงอ๋องซื่อจื่อจงใจใส่ร้ายป้ายสี!”

    หยางซื่อรีบพยักหน้าเห็นด้วย “สกุลซูจงรักภักดีต่อฝ่าบาทและแคว้นต้าฉี่ ขอฝ่าบาททรงพระวินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม อย่าทรงหลงเชื่อคำลวงของคนชั่ว!”

    ฮ่องเต้ฉี่อู่แค่นเสียง “นำตัวคนเข้ามา”

    อันกงกงถ่ายทอดพระบัญชาเสียงดัง ไม่นาน ทหารราชองครักษ์ก็ลากชายวัยสี่สิบเศษคนหนึ่งเข้ามาในท้องพระโรง

    ชายผู้นั้นถูกทรมานอย่างหนักจนแทบไม่เหลือส่วนใดของร่างกายที่สมบูรณ์ เขาใกล้สิ้นใจเต็มที

    ทหารราชองครักษ์ผลักเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของชายผู้นั้นออก ซูเจี้ยนจิ่นจำได้ในทันที เขาตกตะลึงอย่างรุนแรง 

    นี่มันพ่อบ้านหูแห่งจวนสกุลซูมิใช่หรือ! คนผู้นี้ติดตามเขามากว่าสิบปีแล้ว!

    “ทำไม…ทำไมถึงเป็นพ่อบ้านหู” หยางซื่อตัวสั่นงันงก

    ซูเจี้ยนจิ่นก็ครุ่นคิดอย่างหนัก หลังจากฉู่จี้เฟิงและพรรคพวกยกหีบจากห้องลับออกไป เขาก็ถูกความโกรธบดบังสายตา จึงไม่ทันสังเกตว่าพ่อบ้านหูก็หายตัวไปหลังจากฉู่จี้เฟิงจากไปเช่นกัน

    ผ่านไปเพียงชั่วยามเศษ พ่อบ้านหูก็ถูกทรมานจนยับเยิน หน่วยชื่อหลงช่างทำงานรวดเร็วยิ่งนัก

    “ซูเจี้ยนจิ่น เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าปีก่อน เหตุใดแคว้นต้าฉี่ถึงพ่ายแพ้ต่อแคว้นเหลียง ก็เพราะในจวนของเจ้าซ่อนสายลับของแคว้นเหลียงไว้!” ฮ่องเต้ฉี่อู่กริ้ว “คนผู้นี้คือหัวหน้าสายลับของแคว้นเหลียง! เขาแฝงตัวอยู่ในจวนของเจ้ามานานหลายปี เจ้าไม่เคยสังเกตเห็นเลยหรือ!”

    จากนั้น ฮ่องเต้ฉี่อู่โยนจดหมายที่พ่อบ้านหูยังไม่ทันได้เผาทิ้งให้ซูเจี้ยนจิ่นดูให้ถนัด

    ซูเจี้ยนจิ่นมือสั่นระริก กวาดตามองเนื้อหาอย่างลวกๆ

    พ่อบ้านหูส่งข้อมูลกลับไปยังแคว้นเหลียง ตัวอักษรในจดหมายแตกต่างจากปกติเล็กน้อย แต่ในเมื่อเขารับใช้ซูเจี้ยนจิ่นมายาวนาน ซูเจี้ยนจิ่นจะจำลายมือเขาไม่ได้เชียวหรือ

    ในพริบตาเดียว ซูเจี้ยนจิ่นก็เข้าใจได้ว่าฉู่จี้เฟิงอ้างเรื่องขนสินเดิมเป็นเพียงข้ออ้าง เป้าหมายที่แท้จริงคือการจับสายลับของแคว้นเหลียงต่างหาก!

    ซูเจี้ยนจิ่นก้มศีรษะลง “ฝ่าบาท กระหม่อมสมควรตาย! แต่กระหม่อมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”

    ฮ่องเต้ฉี่อู่กล่าวว่า “หากเราไม่เห็นว่าเจ้าไม่รู้เรื่องจริง คิดหรือว่าจะให้เจ้ามายืนพูดอยู่ที่นี่!”

    ในตอนนั้นเอง ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์อวี่หลินรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน

    “ถวายพระพรฝ่าบาท!” จ้าวชางเต๋อคุกเข่าคารวะ “กระหม่อมเพิ่งได้รับข่าวว่า หลิงอ๋องซื่อจื่อและพระชายาหลิงอ๋องซื่อจื่อถูกลอบโจมตีระหว่างเดินทางกลับจวน!”

    “ว่าอย่างไรนะ!” ฮ่องเต้ฉี่อู่ลุกพรวด สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “บัญชีรายชื่อสายลับถูกแย่งไปหรือไม่!”

    พ่อบ้านหูที่นอนหมดสภาพอยู่กับพื้นกลั้นหายใจ เฝ้ารอผลลัพธ์อย่างจดจ่อ

    แม่ทัพจ้าวกล่าวว่า “นักฆ่ากว่ายี่สิบคนถูกหลิงอ๋องซื่อจื่อสังหารทั้งหมด บัญชีรายชื่อไม่น่าจะถูกชิงไปได้พ่ะย่ะค่ะ”

    พ่อบ้านหูได้ยินดังนั้นก็หายใจไม่ออกและหมดสติไปในทันที

    ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

    บัญชีรายชื่อนี้เป็นของสายลับแคว้นเหลียง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการลอบสังหารครั้งนี้เป็นฝีมือของชาวเหลียง

    แม้ฉู่จี้เฟิงจะเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ความสามารถของเขานั้นไม่ธรรมดา หากเป็นผู้อื่น คงสิ้นชีพใต้คมดาบของศัตรูไปแล้ว

    หลังจากเหตุการณ์นี้ ฮ่องเต้ฉี่อู่ก็ระงับความคิดที่จะกำจัดฉู่จี้เฟิงไว้ชั่วคราว

    ผู้ที่ยังมีประโยชน์ เขาย่อมต้องเก็บรักษาไว้

    ดังนั้น ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงทรงแสร้งทำเป็นถามว่า “ฉู่จี้เฟิงไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

    “หลิงอ๋องซื่อจื่อถูกส่งกลับจวนหลิงอ๋องแล้ว ได้ยินว่าบาดเจ็บสาหัส”

    ฮ่องเต้ฉี่อู่พยักพระพักตร์ “เสี่ยวอัน เจ้าไปกับแม่ทัพจ้าว พาหมอหลวงไปดูอาการของฉู่จี้เฟิง”

    “แม่ทัพจ้าว” ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงเอ่ยอีกครั้ง “ตอนนี้ฉู่จี้เฟิงบาดเจ็บหนัก คงไม่สามารถจัดการกวาดล้างสายลับแคว้นเหลียงได้ เจ้าเอาบัญชีรายชื่อมา แล้วนำกำลังไปจับกุมทันที!”

    จ้าวชางเต๋อประสานมือคารวะ “กระหม่อมรับพระบัญชา”

    ทั้งสองคนรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

    ซูเจี้ยนจิ่นและหยางซื่อยังคุกเข่าอยู่บนพื้น

    เขาคิดย้อนกลับไป ก็เข้าใจว่าทำไมเมื่อครู่ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงไม่เอาผิดฉู่จี้เฟิง

    แคว้นเหลียงเมื่อก่อนเป็นเพียงแคว้นเล็ก แต่ไม่กี่ปีมานี้กลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นภัยใหญ่ของแคว้นต้าฉี่ ชายแดนเกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง

    เพื่อรวบรวมข่าวสาร แคว้นเหลียงส่งสายลับแฝงตัวเข้ามาในต้าฉี่เป็นจำนวนมาก ฮ่องเต้ฉี่อู่เกลียดชังสิ่งนี้เป็นที่สุด และต้องการกวาดล้างสายลับเหล่านี้มาโดยตลอด

    แต่ฉู่จี้เฟิงนำหลักฐานและหัวหน้าสายลับเข้าวังมา ทว่ากลับเหลือเพียงบัญชีรายชื่อไว้ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจ

    หากฮ่องเต้ฉี่อู่ลงโทษในเวลานี้ ฉู่จี้เฟิงย่อมไม่ยอมส่งมอบบัญชีรายชื่อแน่

    “ซูเจี้ยนจิ่น เมื่อครู่เจ้าร้องทุกข์ว่ากระไรหรือ” ฮ่องเต้ฉี่อู่ทำทีเป็นนึกไม่ออก

    “กระหม่อม...” ซูเจี้ยนจิ่นหยุดไปครู่หนึ่ง “กระหม่อมมาขอรับโทษ มิใช่มาร้องทุกข์”

    หยางซื่อไม่รู้เรื่องการเมือง คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกซูเจี้ยนจิ่นถลึงตาใส่ นางจึงได้แต่กลืนคำพูดลงคอไป

    “ในเมื่อจวนของเจ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ เจ้าต้องถูกปลดและสอบสวน!” ฮ่องเต้ฉี่อู่กล่าว

    “ฝ่าบาท กระหม่อมบริสุทธิ์! มิได้มีจิตคิดกบฏ!” ซูเจี้ยนจิ่นรีบโขกศีรษะ

    ฮ่องเต้ฉี่อู่นั่งลง จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ซูอิ่นเย่ว์ร้องทุกข์ต่อเรา ว่าเจ้ามิได้จัดเตรียมสินเดิมให้แก่นาง เราก็มีรับสั่งไปแล้ว เจ้าจัดส่งสินเดิมของนางครบหรือยัง”

    ซูเจี้ยนจิ่นสะดุ้งสุดตัว พลันเข้าใจความหมายของฮ่องเต้ฉี่อู่

    ฉู่จี้เฟิงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากไม่ได้รับความเป็นธรรมย่อมไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ซูเจี้ยนจิ่นเคยใช้ก้อนหินแทนสินเดิมส่งไปให้ อีกฝ่ายย่อมแค้นเคือง และอาจไม่ยอมส่งมอบบัญชีรายชื่อ

    “กระหม่อมได้ส่งไปบางส่วนแล้ว วันพรุ่ง...วันพรุ่งจะส่งส่วนที่เหลือไป” ซูเจี้ยนจิ่นพยายามบ่ายเบี่ยง

    ทรัพย์สินทองเงินที่เขาใช้เป็นเหยื่อล่อมิใช่จำนวนเล็กน้อย บัดนี้ถูกฉู่จี้เฟิงยึดไป เขายังไม่อาจร้องทุกข์ได้ แค่ไม่ต้องชดใช้ก็นับว่าดีแล้ว หากต้องส่งสินเดิมคืนอีก เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องอยู่เป็นสุข!

    แต่ฮ่องเต้ฉี่อู่กลับแน่วแน่ สั่งว่า “ล่าช้ามาหลายวันแล้ว ยังจะเลื่อนไปถึงวันพรุ่งอีกหรือ รีบออกจากวังไปส่งสินเดิมเดี๋ยวนี้!”

    ซูเจี้ยนจิ่นแทบร้องไห้ 

    ครั้งนี้เขาช่างขุดหลุมฝังตัวเองโดยแท้!

     

    ข่าวเรื่องฉู่จี้เฟิงถูกลอบโจมตีแพร่กระจายไปทั่วจวนอย่างรวดเร็ว

    ภายในเรือนทิงเส่ว์

    “ดี...ดีเหลือเกิน!” พระชายาหลิงอ๋องตื่นเต้นจนอกสะท้าน “ข้าได้ยินว่าตอนที่เขาถูกหามกลับมา เลือดท่วมตัวหมดสติไม่รู้เรื่อง นับว่าข้าได้ระบายแค้นแล้ว!”

    “ท่านแม่ เช่นนี้เขาจะตายหรือไม่” ฉู่จิ้งเสียนลดเสียงลง

    จากเหตุการณ์ครั้งก่อน นางไม่กล้าพูดเรื่องเช่นนี้เสียงดังเกินไป

    พระชายาหลิงอ๋องจิบชาแล้วกล่าวช้าๆ “มัวแต่นั่งเดาอยู่ทำไม อีกเดี๋ยวพวกเราไปดูกับตาตัวเองให้แน่ใจว่าเขาจะยังรอดหรือไม่ดีกว่า”

    ลูกเลี้ยงได้รับบาดเจ็บสาหัส นางในฐานะแม่เลี้ยงไปเยี่ยมก็ถือเป็นเรื่องปกติ คิดว่าแม้แต่จี้หมัวมัวก็คงไม่กล้าไล่นางออก

    ฉู่จิ้งเสียนพยักหน้า ประสานมือเข้าด้วยกันแล้วพึมพำ “พระพุทธองค์...พระโพธิสัตว์ ขออย่าได้ช่วยชีวิตเจ้าคนขี้โรคผู้นั้น ขอให้มันตายไปเสียเถอะ”

    พระชายาหลิงอ๋องเพียงรู้สึกว่าฉู่จิ้งเสียนใจร้อนเกินไป แต่ในใจของนาง ก็มีความคิดเดียวกัน

    “ท่านแม่ หากเจ้าคนขี้โรคผู้นั้นตายไป พวกเราก็จะสามารถจัดการซูอิ่นเย่ว์ได้แล้ว!” ขณะพูด ฉู่จิ้งเสียนกัดฟันแน่น

    พระชายาหลิงอ๋องหัวเราะเย็นชา “ต่อให้ฉู่จี้เฟิงรอด ข้าก็สามารถจัดการซูอิ่นเย่ว์ต่อหน้าต่อตาเขาได้!”

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน