บทที่33 สำนักเหมันต์อัคคี
บนเรือเหาะที่กำลังมุ่งหน้าสู่สำนักเหมันต์อัคคี เดนที่กำลังยืนชมวิวทิวทัศน์ที่เรือเหาะแล่นผ่านอยู่นั้นได้มีเสียงเรียกเขาดังขึ้นข้างหลัง เมื่อเขาหันกลับไปดูพบว่าเป็นเว่ยหลิงมาอยู่ด้านหลังของเขา
“มีอะไรอย่างนั้นรึแม่นางหลิง”
“ข้ามากวนท่านรึไม่”
“ไม่หรอก แล้วเจ้าละออกมาทำไมกันข้างนอกนี้มันเย็นนะเดี๋ยวก็ได้ไม่สบายหรอก”
“ข้าไม่เป็นไรข้าชินกับอากาศแบบนี้อยู่แล้วละ ท่านเดนเมื่อท่านไปถึงสำนักเหมันต์อัคคีแล้วท่านจะอยู่ที่นั้นนานไหม”
“ก็คงนานเพราะยังไงก็คงต้องรอให้เสร็จจากงานประลองไปก่อน”
“ข้าเองปีนี้ก็จะเข้าทดสอบเข้าร่วมกับสำนักเหมันต์อัคคีหวังว่าข้าจะได้เข้าร่วมจะได้พบกับท่านที่นั้นอีกครั้ง”
“เจ้าเองก็จะเข้าศึกษาที่นั้นเหมือนกันรึ”
“อืม”
ในขณะที่เดนและเว่ยหลิงกำลังคุยกันอยู่นั้น ไอลีน ออโรร่าและไป๋เป่าก็เดินออกมาเมื่อพวกนางทั้งสามเห็นคนทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่จึงเข้าไปทักเว่ยหลิง
“สวัสดีแม่นางหลิงพวกเรากำลังตามหาเจ้าอยู่เลย”
“หือตามหาข้าทำไมอย่างนั้นเหรอ”
“พวกข้าอยากรู้จักกับเจ้ามากยิ่งขึ้นนะ”
“อย่างนั้นเองเหรอข้ายินดีที่จะได้คุยกับพวกท่านเหมือนกัน ตั้งแต่ได้เจอกันก็ไม่ได้เข้าไปแนะนำตัวอย่างเป็นทางการกับพวกท่านเลยสักครั้งโปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“ไม่เป็นไรพวกข้าเองก็เหมือนกัน เราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
ไป๋เป่าและออโรร่าดึงเว่ยหลิงพาเข้าไปด้านในเรือเว่ยหลิงหันมองเดนและผงกหัวลาเขา ไอลีนที่ยังอยู่โยนของบางอย่างไปให้กับเดน เมื่อเขารับมาพบว่าเป็นหน้ากากสีเงินที่ปิดบังครึ่งหน้าส่วนบน เดนทำหน้างงมองไปทางไอลีน
“ใส่ชะจะได้ไม่ต้องให้ใบหน้านั้นคอยสร้างปัญหาให้เหล่าบรรดาหญิงสาวของเหมันต์อัคคีเข้า”
“นี่เจ้าหึงข้าอย่างนั้นเหรอ”
เดนแสร้งทำหน้าตกใจมองไปทางนาง ไอลีนหน้าแดงจนไปถึงใบหูสบัดกายเดินหนีไปพร้อมกับกล่าว
“ใครหึงเจ้าไอ้บ้าเดน ข้าแค่เป็นห่วงหญิงสาวเหล่านั้นที่ต้องมาหลงคนที่ไม่ได้เรื่องอย่างเจ้าที่มีดีแค่หน้าตาเท่านั้นหรอก”
เดนยิ้มขึ้นมาขณะมองนางเดินเข้าไปภายในเรือและสวมหน้ากากที่ได้รับมาและหันกลับไปมองวิวข้างหน้าต่อ ลูที่เดินสวนกับไอลีนเอ่ยถามเดนที่ยืนอยู่
“เห้เดน ยัยไอลีนเป็นอะไรเดินหน้าแดงเข้าไปนู้นเจ้าทำอะไรนางอย่างนั้นเหรอ”
“ป่าวนิแล้วเจ้าละมีอะไรรึ”
เดนหันกลับมาหาลู แต่ขณะที่ลูจะกล่าวอีกแต่เขาต้องชะงักอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเดนและกล่าวเสียงตะกุกตะกักออกมา
“ปะ..เป็น..จะ..เจ้าเอง”
เดนมึนงงกับคำกล่าวและท่าทางของเขาอย่างมาก
“เจ้าเป็นอะไรเห็นผีอย่างนั้นรึ”
“เจ้าเป็นคนใส่หน้ากากเมื่อตอนนั้นเองสินะ”
“หาคนใส่หน้ากากอะไรของเจ้า”
“เจ้าอย่ามาหลอกข้าบอกข้ามา ข้าจำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนใส่หน้ากากเมื่อตอนนั้นคนที่ข้าคอยทุมเทไล่ตามเขาข้าจำรูปร่างและท่าทางของเขาได้ไม่มีวันลืม เจ้าในตอนนี้เหมือนเขาทุกอย่าง”
“เฮ้อ..เอาละข้าจะเล่าให้เจ้าฟังแต่เจ้าต้องเก็บเป็นความลับต้องลงไหมละ”
ลูพยักหน้าและเดินมาหยุดเบื้องหน้าของเดน เมื่อเดนเฉลยว่าเขาคือคนที่ใส่หน้ากากตอนสู้กับเจ้าปีศาจที่บุกเมืองพฤกษาสวรรค์ ทำให้ลูต้องกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก
“ทำไมเจ้าต้องปิดข้าด้วยเราเป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่รึ คนที่ข้าคอยไล่ตามกลับเป็นเจ้าอย่างนั้นรึนี้ ข้าจะยินดีรึเสียใจดีละ”
“ทำไมรึเจ้าจะเสียใจไปทำไม”
“ก็เสียใจที่ฝีมือของข้าไม่อาจเทียบเจ้าได้นะสิแต่ก็ยินดีที่ได้รู้ว่าคนที่ข้าคอยไล่ตามนั้นกลับเป็นเจ้าไป”
“เจ้าไปฝึกอีท่าไหนกันถึงได้แข็งแกร่งปานนั้นทั้งๆทีเราปลุกธาตุได้พร้อมกันแท้ๆ”
“ไม่รู้สิพอได้ฝึกวิชาลับอัสนีมันก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว”
“ข้าละอิจฉาเจ้านักที่มีธาตุอัสนีแต่ข้าไม่ยอมแพ้เจ้าหรอกนะข้าจะทุ่มฝึกฝีมือให้นักเลยคอยดู”
“เจ้าทำได้แน่ลูตอนนี้เจ้าก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากต่างจากเมื่อก่อนลิบลับเลยนะ”
“ข้ารู้สึกโล่งใจขึ้นมาแล้วแหะว่าคนนั้นนะก็คือเจ้า หึหึจากนี้เจ้าต้องช่วยข้าฝึกละ”
“อะ..อืม”
เดนมองตาของลูที่เป็นประกายทำให้เขารู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อีกด้านเหล่าบรรดาหญิงสาวคุยกันในเรื่องต่างๆจนเริ่มสนิทกันขึ้นมา เว่ยหลิงจึงเอ่ยถามพวกไอลีนขึ้นมา
“ข้าอยากถามเกี่ยวกับท่านเดนกับพวกเจ้าได้รึไม่”
“ถามอะไรละ”
“เขานะมีคนที่รักแล้วรึไม่”
ไอลีนและออโรร่ามองหน้ากันไป๋เป่าจึงเอ่ยบอกกับเว่ยหลิงแทนเมื่อเห็นทั้งสองคนเงียบ
“หึ หึ เขานะมีคนรักอยู่แล้วละเขาออกจะเสน่ห์แรงปานนั้น”
“ข้าคิดไว้แล้วละแต่ก็ยังอยากจะรู้จากปากพวกท่านเท่านั้นเองถึงอย่างนั้นก็ขอข้าได้แอบชอบเขาก็พอแล้วละไม่ต้องให้เขามาชอบพอข้าก็ได้”
ไอลีนที่นิ่งเงียบก็เอ่ยขึ้นมา
“เขานะยังไม่ได้บอกหรอกว่าเขานะชอบพอกับใครมีแต่คนที่แอบชอบเขาเท่านั้นแหละเรื่องนั้นนะถ้าเจ้าพยายามทำให้เขาหันมาชอบเจ้าก็ไม่มีใครสามารถว่าเจ้าได้หรอกนะ”
เว่ยหลิงอยู่ๆก็ยิ้มขึ้นมามองไปทั้งสามคน
“งั้นเรามาพยายามด้วยกันเถอะ”
ไอลีนทำหน้าตื่นตระหนก
“เจ้าหมายความว่ายังไงกันข้าไม่ได้ชอบเจ้านั้นหรอกนะ”
“ข้ามองออกนาอย่าปฏิเสธเลยไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่ชอบเขานะข้าดูออกว่าออโรร่าเจ้าก็ชอบเขาใช่ไหมละ”
“อืมใช่แล้วละ แต่เขาไม่เคยตอบกลับข้าเลย ทั้งที่ข้าอ่อยเขาไปขนาดนั้นแล้วแท้ๆ”
ไอลีนหันมองออโรร่าทันที
“เจ้าไปอ่อยเขาเมื่อไรกันข้าไม่เห็นรู้เรื่องทั้งๆที่เจ้าก็อยู่กับข้าตลอด”
ออโรร่าแลบลิ้นไม่ยอมบอกไอลีนทำให้ไป๋เป่าและเว่ยหลิงหัวเราะออกมาเมื่อมองไปทางสองคน
“แปลกจังเลยนะท่านเดนเนี้ย มีหญิงสาวที่สวยขนาดล่มเมืองทั้งเมืองได้เพียงแค่เอ่ยปากอย่างเจ้าทั้งสองชอบเขาอยู่แต่เขากับทำเป็นมองไม่เห็น ถ้าเป็นบุรุษอื่นคงมอบแม้แต่ชีวิตตนให้พวกเจ้าไปแล้วละ”
“อีตานั้นมันชื่อบื้อนะสิ”
ไอลีนกล่าวออกมาพร้อมพ่นลมออกจมูก ทำให้พวกที่เหลือหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะพวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงฑูตจางดังออกมาว่าถึงสำนักเหมันต์อัคคีแล้ว พวกเขาต่างเตรียมตัวและออกมายังหัวเรือที่มีเดนและลูยืนอยู่
เรือล่อนลงจอดลานหน้าอาคารสีขาวที่มีสามชั้นมีคนยืนรออยู่สามคน ชายชราที่มีผมและหนวดเคราสีขาวดูท่าทางเปี่ยมด้วยเมตตาสวมด้วยชุดที่พริ้วไสวสีขาวเอามือทั้งสองไพล่หลังไว้ยืนอยู่ตรงกลาง
ด้านขวามีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางที่ปล่อยผมยาวไสวสีดำสวมชุดเหมือนกับชายชราหน้าตาที่หล่อเหลายืนโปกพัดอยู่ ด้านซ้ายเป็นชายหนุ่มอายุพอๆกับพวกเดนสวมชุดของสถาบันจิตสวรรค์ยืนทำสีหน้าตื่นเต้นรออยู่ เมื่อเรือลงจอดสนิทเหล่าบรรดาผู้คนต่างลงจากเรือฑูตจางเขาไปคำนับชายชราและบอกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่ทงเดินทางมาให้กับเขาฟัง เหล่าคนตระกูลเว่ยต่างแสดงความเคารพกับชายชรา เมื่อเดนสังเกตุเห็นชายหนุ่มในชุดสถาบันจิตสวรรค์มองมาทางพวกเขาจึงถามลู
“นั้นชุดของสถาบันจิตสวรรค์นิ”
“ออ นั้นนะคงเป็นศิษย์ท่านผู้เฒ่าอลันที่เดินทางมาแลกเปลี่ยน ไอร่านะ”
ชายหนุ่มกล่าวขออนุญาตชายชราเมื่อเห็นชายชราพยักหน้าเขาจึงเร่งมาหยุดเบื้องหน้าลูและเอ่ยออกมาแทบไม่หยุดหายใจ
“ในที่สุดพวกเจ้าก็มาถึงท่านอาจารย์ส่งข่าวมาบอกกับข้าแล้วละเมื่อพวกเจ้ามาถึงข้าจะได้กลับพฤกษาสวรรค์ข้าคิดถึงบ้านจะตายอยู่แล้วอยู่ที่นี้ข้าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยแถมยังไม่สามารถเข้าใจวิชาของที่นี้ได้อีก”
“นี่ท่านจะกลับแล้วอย่างนั้นเหรอ”
“อืมในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วพรุ้งนี้ข้าจะเดินทางกลับข้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเมื่อรู้ว่าจะมีคนมาเปลี่ยนกับข้า”
ลูทำสีหน้ามึนงง
“ท่านอยู่ที่นี้ไม่สนุกยังงั้นเหรอถึงได้รีบกลับนัก”
“ไม่ใช่ว่าไม่สนุกแต่ข้าไม่เข้าใจศาสตร์ที่เรียกว่าวิทยายุทธต่างหากละจุดกำเนิดพลังมันต่างกันนะยิ่งให้ข้าฝึกยิ่งทำให้ข้ามึน”
“อืมสงสัยพวกเราคงต้องมามึนแทนท่านแล้วสินะ”
ลูกล่าวออกมาด้วยท่าทางหวาดๆ
“เอานาพวกเจ้าอาจจะเข้าใจมันก็ได้แต่สำหรับข้าแล้ววิชาทวีปพฤกษาสวรรค์นะฝึกง่ายกว่ามาก”
“เอาเถอะเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนมาสิข้าจะพาไปหาท่านเจ้าสำนักหลิงหลง”
ไอร่าเดินนำพวกเดนมาหยุดเบื้องหน้าชายชราเมื่อเจ้าสำนักหลิงหลงมองมาทางกลุ่มคนหนุ่มสาวของพฤกษาสวรรค์ ฑูตจางที่ยืนอยู่ก่อนก็แนะนำตัวพวกของพวกเดนให้กับชายชราเมื่อแนะนำมาถึงกันนาร์และแคสดิสต้องทำให้เขาตกตะลึงในพลังที่แผ่ออกมาของทั้งสอง
“ทั้งสองนี้อายุแค่นี้กลับมีพลังที่น่ากลัวถึงขั้นนี้เลยรึนี้ สมกับเป็นคนของป้อมอัสนีจริงๆ”
เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็มองไปทางเดนที่เป็นนายน้อยของป้อมอัสนีและลูที่เป็นนายน้อยเกาะอัคคี
“ยินดีต้อนรับพวกเจ้าที่ให้เกียรติสำนักเหมันต์อัคคีของเราที่ยอมมาเป็นแขกของเรา ไม่ทราบว่าท่านปู่ของเจ้าสองคนสบายดีรึไม่”
เขามองมาทางเดนและลู ทั้งสองจึงตอบกลับไปว่าปู่ของเขาสบายดี
“เอาละพวกเจ้ามากันเหนื่อยข้าจะให้ หนิงหยู พาพวกเจ้าไปที่พักไป๋เป่าเจ้าอยู่ก่อนนะ”
“คะท่านอาจารย์”
ชายที่ถือพัดที่ยืนข้างเจ้าสำนักแนะนำตัวกับพวกเดนและเดินนำพวกเขาไปยังที่พักไอร่าเองก็ตามไปด้วย เว่ยหลิงมองตามพวกเขาไปจนสุดสายตาแล้วถอนหายใจออกมา เว่ยฟงที่เห็นท่าทีลูกสาวจึงเอ่ยถามเจ้าสำนักหลิงหลง
“ท่านเจ้าสำนักไม่ทราบว่าสำนักเหมันต์อัคคีจะเปิดทดสอบเพื่อรับศิษย์เมื่อไหร่ขอรับ”
เจ้าสำนักมองและยิ้มไปทางเขา
“อีกหนึ่งอาทิตย์นับจากวันนี้ไปนะแม่นางหลิงอยากเข้ารับการทดสอบเช่นนั้นรึ”
ชายชรากล่าวอย่างอ่อนโยนมาทางนาง
“เจ้าคะท่านเจ้าสำนักข้ามั่นใจในฝีมือตนเองว่าต้องทดสอบเข้าได้อย่างแน่นอน”
“อืมอย่างนั้นก็ดีเลย เอ้านี้ป้ายลำดับการทดสอบอีกหนึ่งอาทิตย์เจ้ากลับมาและแสดงป้ายนี้กลับผู้คุมสอบเจ้าจะได้ทดสอบเป็นอันดับแรกๆ”
เว่ยหลิงรับป้ายมาด้วยอาการดีใจอย่างมากนางรู้ดีว่าการทดสอบของสำนักเหมันต์อัคคีนั้นมีผู้เข้าทดสอบร่วมหมื่นในทุกๆปีต้องทำให้ผู้เข้าทดสอบลำดับท้ายๆต้องรออยู่หลายวันกว่าจะได้ทดสอบ นางกล่าวขอบคุณเจ้าสำนักร่วมถึงเว่ยฟงและเว่ยกัง
“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่มอบความเมตตาให้กับบุตรสาวของข้าในครั้งข้าจะไม่ลืมบุญคุณท่านอย่างเด็ดขาด”
“ไม่เป็นไรอย่าได้คิดมาก”
“อย่างงั้นพวกข้าขอตัวลาท่านเจ้าสำนักหลิงหลง”
ชายชราพยักหน้าตอบ พวกตระกูลเว่ยเมื่อร่ำลาเสร็จก็เดินทางออกจากสำนักเหมันต์อัคคีไป
“เอาละพวกเจ้าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทวีปม่านหมอกพฤกษาให้ข้าฟังสิ”
ชายชราพาฑูตจางและไป๋เป่าเดินไปยังที่พักของเขาและกล่าวออกมาในขณะเดิน ฑูตจางและไป๋เป่าผลัดกันเล่าเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาจนหมด
“ขืนพวกเรายังอยู่แค่ขั้นราชันย์ยุทธพวกเราคงไม่อาจต้านศัตรูระดับนั้นได้แน่”
ชายชรากล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วพวกเจ้ารู้ไหมว่าคนที่โค่นเจ้าปีศาจนั้นเป็นใครกัน”
“ข้าพยายามสืบแล้วท่านเจ้าสำนักแต่ก็ไม่อาจรู้ได้จริงๆ แต่ข้าสงสัยว่าเขาต้องเป็นคนของป้อมอัสนีรึไม่ก็เกาะอัคคีอย่างแน่นอนเพราะเหมือนท่านผู้เฒ่าทั้งสองจะรู้จักเขาขอรับ”
“อืมป้อมอัสนีกับเกาะอัคคีอย่างนั้นรึ”
“ช่วงนี้ข่าวของป้อมอัสนีและเกาะอัคคีก็เริ่มโด่งดังมายังเหมันต์อัคคีแล้วเหมือนกันดูเหมือนว่าทั้งสองจะร่วมมือกันจนกำราบเหล่าศัตรูกล้าแข็งลงไปเป็นจำนวนมากจนผู้คนเริ่มตั้งชื่อว่าไร้พ่ายอัสนีอัคคีไปแล้ว”
“มีเรื่องเช่นนั้นด้วยรึท่านเจ้าสำนัก”
“อืมข่าวนี้ข้าเพิ่งได้รับทราบมาจากทวีปบรรจบพิภพเหมือนกัน”
“ดูเหมือนว่าการนำนายน้อยของทั้งสองมายังที่นี้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้วสินะท่านเจ้าสำนัก”
“อืมใช่แล้วละ”
ชายชราหันไปมองไป๋เป่า
“เจ้าสนิทกับพวกเขามากใช่ไหม”
ไป๋เป่าพยักหน้าตอบ
“อืมงั้นข้าฝากเจ้าดูแลพวกเขาขณะที่อาศัยอยู่ในเหมันต์อัคคีให้ดีด้วยนะ”
“คะท่านอาจารย์”
“เอาละเจ้าไปหาพวกเขาเถอะ ข้าจะปรึกษาหารือกลับไท่จางต่อ”
ไป๋เป่ากล่าวลาเจ้าสำนักหลิงหลงและแยกตัวออกไปหาพวกไอลีนยังที่พักทันที