“ทั้งความเศร้าเสียใจความโกรธแค้นชิงชัง และความรักที่มีต่อเธอนั้น ทุกอย่างเป็นของจริง”
ทำไมถึงคิดที่จะทรยศฉัน...?
-เอิร์ธวอเทอร์,สองปีก่อนสงครามใหญ่-
‘โทรว่า มาทางนี้สิ จะพาไปดูอะไรบางอย่างนายเห็นแล้วรับรองว่าต้องชอบแน่’
น้ำเสียงใสของคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นขณะที่เจ้าตัวลอยเอื่อยไปตามกระแสน้ำที่ไหลผ่านรอบตัวฝ่ามือสีซีดของเธอกุมมือเขาแน่นก่อนจะฉุดรั้งให้ลอยละล่องตามไปด้วยกัน เรือนผมสีชมพูสดใสของเธอคลี่กระจายเต็มแผ่นหลังและพลิ้วไหวไปตามตามระลอกคลื่นของกระแสน้ำที่พัดผ่านเธอพาเขาออกห่างจากตัวเมืองหลวงของเอิร์ธวอเทอร์มาเรื่อยๆ บ้านเรือนรอบข้างเริ่มกระจายตัวออกห่างไปทุกขณะไม่นานนักเธอก็พาหลบเขาอยู่หลังสาหร่ายสีน้ำตาลกอใหญ่ยักษ์ ใบหน้าอยากรู้อยากเห็นของเธอค่อยๆแหวกผ่านม่านสาหร่ายออกไปเขาต้องลอยตามเธอไปอย่างช่วยไม่ได้เพราะเธอกุมมือเขาอยู่แล้วในที่สุดเขาก็หลุดออกมาจากกอสาหร่ายเบื้องหน้าของเขาคือทุ่งปะการังสีรุ้งที่เวิ้งว้าง ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่
‘นี่เธอพาฉันมาถึงชายแดนเลยเหรอเซเรีย’
เขาร้องถามเด็กสาวตรงหน้าทุ่งปะการังสีรุ้งที่เคยเห็นในหนังสือไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันนี้เขาจะได้มาเห็นมันกับตาของตัวเองท่านพ่อไม่เคยอนุญาตให้เขาออกจากพระราชวังไปไหนได้ไกลมาก่อนแต่ดูเหมือนตัวคนข้างตัวเขานี่จะชอบแสวงหาทางลับไปนู่นมานี่ได้เองอยู่เรื่อย
‘ชู่! เงียบๆหน่อยสิ’
เด็กสาวหันมาดุเขาตาเขียวขุ่น นัยน์ตาสีมรกตของเธอกำลังจับจ้องอะไรบางอย่างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลตรงหน้า
เขาไล่สายตามองตามเธอไปอะไรบางอย่างที่เป็นสีเขียวสดใสกำลังพลิ้วไหวอยู่เหนือแนวปะการังตอนแรกเขานึกว่าเป็นสาหร่ายสีเขียวหรือพืชน้ำอะไรสักอย่างแต่สีมันสดใสมากจนเขาคิดว่านั่นอาจจะไม่ใช่พืชที่เติบโตอยู่ในเอิร์ธวอเทอร์
‘นั่นเธอล่ะ’
คนข้างตัวเขาบอกด้วยน้ำเสียงสุขใจแล้วในที่สุดเขาก็รู้ว่าสีเขียวสดใสที่พลิ้วไหวอยู่ไกลๆนั่นไม่ใช่สาหร่ายหรือพืชน้ำแต่เป็นเรือนผมสีเขียวสดหยิกยาวเป็นลอนของใครบางคนที่กำลังนั่งหันหลังให้พวกเขาอยู่
‘เงี่ยหูฟังให้ดีๆนะโทรว่าเสียงของเฟลิญ่าน่ะเพราะมากเลย’
เซเรียบอกกับเขา สีหน้าเธอดูมีความสุขเอามากๆ นัยน์ตาของเธอพริ้มหลับรอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าหวานนั่นเธอกระตุกให้เขาขยับเข้ามาใกล้ๆและตั้งใจฟังเสียงอะไรบางอย่างไปพร้อมกับเธอ
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมเซเรียถึงดูมีความสุขนัก
เสียงใสที่ลอยมาตามกระแสน้ำกระทบเข้ากับโสตประสาทของเขาเด็กสาวแปลกหน้าเปล่งเสียงนั่นออกมาเป็นทำนองที่ไม่คุ้นหูมันเป็นเหมือนเพลงสวดภาวนา เขาไม่เข้าใจเนื้อร้องที่เธอร้องแต่เสียงใสของเธอที่กังวานก้องไปทั่วผืนน้ำทำให้เขาไม่อยากคิดอะไรอีกต่อไป เขาลอยตัวอยู่ข้างเซเรียมองดูร่างที่เห็นอยู่ไกลๆขับขานบทเพลง เขาเห็นเธอลุกขึ้นลอยละล่องไปตามกระแสน้ำเรือนผมสีเขียวสดพลิ้วไสวมีฝูงปลาสีเงินตัวเล็กลอยเกาะกลุ่มตามเธอไปจนดูเหมือนเธอส่องประกายอยู่ท่ามกลางทุ่งปะการังสีรุ้งฝ่ามือเรียวขาวของเธอยกขึ้นกุมประสานตอนที่เธอเปล่งเสียงร้องราวกับกำลังอ้อนวอนเขาผละห่างออกมาจากเซเรีย ตรงไปที่ร่างนั่น เขาอยากเห็นเธอ…
เสียงกังวานใสของเธอหยุดลงเมื่อเธอหันมาเห็นเขา ใบหน้าของเธอซีดเผือดนัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้าง เธอหมุนตัวกลับก่อนจะพุ่งตัวหายไปหลังปะการังสีชมพูสดใส
‘เดี๋ยว--’
‘เดี๋ยวก่อน! เฟลิญ่า นี่ฉันเอง!’
เซเรียพุ่งตัวผ่านเขาไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเธอไปถึงตัวเด็กสาวได้ทันก่อนที่เด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นจะหายตัวเข้าไปในโพรงถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังปะการังเขากวางกอใหญ่เซเรียฉุดกระชากลากถูร่างนั้นให้ออกมาจากโพรงขณะที่อีกฝ่ายพยายามจะหนีหัวซุกหัวซุนแต่แน่ละว่าไม่มีใครสู้แรงเซเรียไหวในที่สุดเธอก็ลากเจ้าของเสียงใสนั่นออกมาจากแนวปะการัง เธอดูตื่นตระหนกมาก
‘เฟลิญ่า นั่นเพื่อนของฉันเอง โทรว่า เวอร์เทอร์’
เซเรียพยายามจะแนะนำเขาให้เธอรู้จักแต่ดูเหมือนเธอจะกลัวเขามากขึ้นกว่าเดิมอีก
‘เวอร์เทอร์... เจ้าชาย...’
‘ใช่ นี่แหละเจ้าชายขี้เก็กที่ฉันเล่าให้เธอฟังวันก่อนไง’
เขาทำหน้าม่อย เซเรียพูดถึงเขาเสียๆหายๆให้คนแปลกหน้าฟังอีกแล้ว
‘โทรว่า นี่เฟลิญ่าฉันเพิ่งรู้จักกับเธอเมื่อหลายวันก่อน’
เซเรียพยายามจะแนะนำเพื่อนใหม่ให้เขารู้จัก แต่เธอคนนั้นก็เอาแต่หลบอยู่หลังเซเรียจนเขาชักจะเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
‘โธ่... ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่าเฟลิญ่าถึงหน้าตาจะโหดร้ายจิตใจคับแคบแต่โทรว่าไม่กัดเธอหรอก ฉันมั่นใจ’
‘เซเรีย!’
เขาปราม แต่เซเรียหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี เธอลากเฟลิญ่าที่เริ่มหมดแรงตรงมาหาเขาพร้อมกับเล่าความประทับใจในเสียงอันแสนไพเราะนั่นให้ฟังแต่เขาไม่รู้เลยว่าเซเรียพ่นอะไรออกมาบ้างนัยน์ตาของเขาจ้องมองแต่ใบหน้าเนียนใสของเด็กสาวแปลกหน้าเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนผ่าว หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ เหมือนหัวใจจะไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปตั้งแต่วันที่ได้พบกับเธอคราวนั้น
‘ปล่อยฉันเถอะโทรว่า พวกนั้นต้องการฉัน ให้ฉันไปจากที่นี่’
‘เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เธอต้องอยู่ที่นี่!’
เขาตะโกนบอกเธอเสียงเดือดในการพบกันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ท่าทางเธอดูตื่นตระหนกใบหน้าของเธอขาวซีดไร้สีเลือดฝาดเธอหวาดกลัวมากขนาดนั้นเขาจะปล่อยเธอไปได้ยังไงกัน
เสียงระเบิดดังขึ้นไล่หลังขณะที่เขาฉุดร่างบางนั่นให้ออกห่างจากการปะทะกันระหว่างองครักษ์ของเขากับผู้บุกรุกเพียงสามคนที่ชายแดนแนวปะการังสีรุ้งพังทลายเป็นแถบๆเพราะผลจากการต่อสู้เขาต้องรีบพาเธอออกไปจากที่นี่ก่อนที่พวกผู้บุกรุกจะมาเจอพวกเขาแต่เฟลิญ่าไม่ให้ความร่วมมือกับเขาเลยเธอขัดขืนเขาและพยายามจะกลับเข้าไปที่ทุ่งปะการัง
‘ได้โปรดปล่อยฉันโทรว่า ฉันเป็นนักรบอเวจี’
เธอตะโกนบอกเขา
‘เธอบ้าไปแล้ว!’
‘ฉันคือนักรบอเวจีจริงๆ’นัยน์ตาสีมรกตที่แสนเจ็บช้ำคู่นั้นไม่มีร่องรอยของคำโกหกปรากฏอยู่เธอพยายามจะแกะมือของเขาออกจากข้อมือเธอแต่เขากลับบีบมันแน่นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่พุ่งเข้ามาในจิตใจมันอัดตัวกันแน่นเพื่อรอเวลาระเบิด เขารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในตัวเขากำลังถูกทำลายมันทำให้เขาคลุ้มคลั่งจนอยากจะอาละวาด
อยากจะทำให้ทุกอย่างรอบตัวราบคาบไปซะ!
‘ฉันถูกเลี้ยงไว้ที่นี่ตั้งแต่ที่พวกเขารู้ว่าฉันเป็นนักรบอเวจีเขาบอกว่าถ้าถึงเวลาให้ฉันไปจากที่นี่ซะ’
‘ใครบอกกับเธอแบบนั้น!’
เขาตะคอกถามเสียงเดือด จ้องมองเธออย่าคาดคั้นถ้าเธอไม่พูดเขาก็จะบังคับให้เธอพูด เขาต้องรู้ว่าใครที่บังคับให้เธอทำแบบนั้นเขาจะได้ไปจัดการกับมันด้วยตัวเอง
แต่เฟลิญ่าไม่ยอมบอกเขา เธอร้องไห้อย่างหนักน้ำตาสีทองประกายเหลื่อมไหลรินไปกับกระแสน้ำ เด็กสาวทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรงเธอยกสองมือขึ้นมาปิดหน้าและเริ่มต้นร้องไห้ เสียงระเบิดดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
แล้วในที่สุดเขาก็หมดความอดทน
‘บอกฉันมา เฟลิญ่า!’
เขาฉุดร่างนั้นขึ้นมาจากพื้น เธอแทบจะปลิวไปตามแรงกระชากของเขาเด็กสาวตัวสั่น นัยน์ตาเบิกค้าง เธออ้าปากจะพูดแต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากลำคอโทรว่าอยากจะฆ่าเธอนักแต่ในวินาทีนั้นเขาก็เห็นร่องรอยของความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวบนใบหน้าเธอนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเธอไม่ได้สะท้อนภาพเขาแต่กลับมีภาพของใครบางคนสะท้อนอยู่ในนั้นแทน
เด็กหนุ่มหมุนตัวกลับร่างของเซเรียยืนนิ่งอยู่บนโขดหินสูงที่มีพืชน้ำเกาะลุกลาม เธอกำลังจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยนัยน์ตาสีมรกตวาวโรจน์
แล้วเขาก็เข้าใจความจริงในวินาทีนั้นเองเหตุผลที่ท่านพ่อไม่ยอมให้เขาไปไหนได้ไกลจากปราสาทเหตุผลที่เซเรียมาอยู่เคียงข้างเฟลิญ่าและเหตุผลที่ทำให้เด็กสาวข้างตัวเขาต้องถูกทิ้งไว้ตามลำพังในสถานที่ห่างไกลผู้คนแบบนี้
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น... เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหม? เซเรีย
‘เธอจะขัดขืนคำสั่งขององค์ราชาเหรอ... เฟลิญ่า’
เซเรียถาม น้ำเสียงสงบราบเรียบไม่สมกับเป็นเธอเลย
เสียงระเบิดดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆเขาเห็นลำแสงสีสันต่างๆส่องสะท้อนไปทั่วผืนน้ำองครักษ์ของเขาคงต้านพวกนั้นไม่ได้แน่ มิน่าล่ะ...ทั้งๆที่มีผู้บุกรุกแต่ทางปราสาทกลับไม่ส่งทหารออกมาเลย เพราะอย่างนี้เองใช่ไหม!?
‘นี่ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนั้นนะเซเรียเราต้องพาเฟลิญ่าหนีก่อน แล้วฉันจะไปพูดกับท่านพ่อเอง’
‘พูดอะไร?’ เซเรียถามจ้องมองมาที่เขาด้วยนัยน์ตาว่างเปล่า
‘อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยได้ไหม ตามฉันมาเซเรียเราต้องรีบออกไปจากที่นี่!’
เขาฉุดร่างของเฟลิญ่าให้ออกห่างจากทุ่งปะการังมาต้องรีบกลับไปที่ปราสาทพาเฟลิญ่าไปที่นั่นแล้วก็ให้กองกำลังทหารจัดการผู้บุกรุกพวกนั้นส่วนเรื่องของเฟลิญ่านั้นเดี๋ยวเขาจะจัดการต่อทีหลัง
โทรว่าฉุดร่างของเฟลิญ่าลอยผ่านหน้าเซเรียไป ช่วงเวลาที่เด็กสาวทั้งสองสวนทางกันใบหน้าของเฟลิญ่าตื่นตระหนกและไร้สีเลือดฝาดขณะที่เธอพยายามจะสบตากับเซเรียแต่เด็กสาวอีกคนไม่ได้สนใจเธอนัยน์ตาของเธอจ้องมองออกไปยังทุ่งปะการังรกร้างตรงหน้าด้วยแววตาแน่วแน่
‘เซเรีย มานี่!’
โทรว่าตะคอก เรียกคนที่ยืนนิ่งอยู่นั้นให้หันมาหา แต่เธอไม่สนใจเขาใบหน้าของคนคุ้นเคยที่หันกลับมามองเขานั้นว่างเปล่า เขาอ่านความรู้สึกของเธอไม่ออกเขาไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
แล้วในที่สุด... เธอก็จากเขาไป
“กลับบ้านอย่างนั้นเหรอ?”
เสียงใสเอ่ยทวนถามอย่างประหลาดใจมือเล็กที่กำลังสารวนอยู่กับการพับผ้าห่มหยุดชะงักค้างก่อนที่เจ้าตัวจะสบตามองคนที่เข้ามาใหม่ชินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเกาท้ายทอยแก้ขัดอย่างลำบากใจ
“ใช่” เด็กหนุ่มส่งเสียงตอบรับไม่สบตาคนในห้องที่จ้องมองมาที่เขา “แม่ฉันเกิดนึกอยากจะชวนพวกนายไปเที่ยวที่บ้านน่ะแต่ฉันบอกแม่ไปแล้วว่าพวกเรามีสอบ กว่าจะไปได้คงหลังสอบเสร็จโน่นแหละโทวะกับเท็ตสึยะเองก็ยังไม่หายดีใช่ไหมล่ะแล้วฉันก็ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับพวกนายด้วย เลยยังไม่ได้รับปากทางนั้นไปน่ะ”
“ฉันน่ะไม่เป็นอะไรหรอก”
โทวะบอกมาจากหน้าห้องน้ำเด็กหนุ่มเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จขณะที่มินาโยะกับมาโมรุช่วยเขาเก็บห้องเพราะวันนี้เขาสามารถย้ายออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วส่วนเท็ตสึยะนั้น ยุยยะบอกให้นอนพักรอดูอาการอีกสักวันสองวัน ครั้งแรกที่เท็ตสึยะได้สติขึ้นมาหลังจากนอนสลบไปนานเด็กหนุ่มส่งเสียงร้องลั่นเมื่อเห็นหน้าโมโมกะเด็กสาวยืนถมึงทึงอยู่ข้างเตียงของเขาในตอนนั้นคิดว่าถ้าชินไม่ห้ามไว้เจ้าหล่อนคงกระโดดตบเท็ตสึยะสลบคาเตียงไปอีกรอบแน่ชินเล่าว่าตั้งแต่ที่ได้ความทรงจำกลับคืนไป เท็ตสึยะก็อาการดีวันดีคืนจนฟื้นได้สติกลับคืนมาเท็ตสึยะก็ยังคงเป็นเท็ตสึยะที่สดใสร่าเริงเหมือนเคยแม้จะยังถูกห้ามไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังว่าความทรงจำที่ได้กลับคืนมานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
“งั้นเหรอ” ชินพึมพำก่อนจะหันมาหามินาโยะ“แล้วเธอล่ะ?”
“ฉันคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ” มินาโยะว่าเด็กสาวหันไปหามาโมรุที่กำลังเก็บของเยี่ยมไข้ใส่ลังกระดาษใบใหญ่อยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง“มาโมรุล่ะ จะไปด้วยกันไหม?”
มาโมรุเงยหน้าสบตาเธอสีหน้าลำบากใจก่อนจะหันไปมองชิน
“ก็คงได้แหละมั้ง”
“งั้นเดี๋ยวฉันจะโทรไปบอกแม่ก่อนแล้วกัน”ชินว่า “เออ... วันนี้ขอโทษด้วยแล้วกันที่ไปส่งนายไม่ได้ โทวะพอดีฉันต้องไปส่งโมโมะที่สถานีก่อนน่ะ พรุ่งนี้ยัยนั่นมีสอบไฟนอลแล้วเท็ตสึยะเลยบังคับให้กลับบ้าน”
“กลับไปได้ก็ดี”
“อือ...ไม่เป็นไร ฉันสบายดีแล้ว” โทวะพูดขัดมาโมรุ รู้วีรกรรมระหว่างเด็กสาวกับเพื่อนสนิทของเขาดีเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นมาโมรุไม่ชอบใจผู้หญิงปกติจะเป็นชินซะมากกว่าที่มีนิสัยแบบนี้
“จะกลับแล้วเหรอ?”มินาโยะเงยหน้าขึ้นมาจากกองผ้าห่ม เอ่ยถามด้วยสีหน้าผิดหวัง
“อือ...เธอจะไปส่งยัยนั่นกับฉันไหมล่ะ?” ชินถาม
มินาโยะหันมามองโทวะเด็กหนุ่มพยักหน้าให้เธอ
“ไปเถอะฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ขอโทษนะโทวะงั้นเดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา”
แล้วเธอก็เดินตามชินออกไปจากห้องทิ้งโทวะกับมาโมรุไว้ข้างหลัง
“โดนทิ้งซะแล้วแฮะ”คนหายป่วยหันมาพูดกับเพื่อนสนิทที่ได้แต่ทำหน้าม่อย
“อย่ามาโกหกซะให้ยากหน้านายเหมือนคนถูกทิ้งซะที่ไหน”
มาโมรุบ่นอย่างหัวเสียพยายามยัดตุ๊กตาเยี่ยมไข้ตัวสุดท้ายลงลังอย่างทุลักทุเล โทวะยิ้มน้อยๆเดินอ้อมไปที่มุมหนึ่งของห้อง เด็กหนุ่มเอนตัวพิงผนังห้องจ้องมองมาที่มาโมรุด้วยสีหน้ามีความสุข
“นายสบตาเธอได้แล้วสินะ”
เด็กหนุ่มถามมาโมรุหลบตาเขาแทนคำตอบ
“ก็ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อวันก่อนแหละ”มาโมรุยอมพูดในที่สุดสีหน้าดูแปลกพิกลเมื่อเด็กหนุ่มไม่รู้จะแสดงอารมณ์อะไรออกมาดีระหว่างกังวลกับดีใจ“ก็เล่นแห่กันมาซะขนาดนั้น คงไม่มีอะไรเสียหายมากไปกว่านี้แล้วล่ะ”
“นั่นสินะ”โทวะเปรย
เรื่องการต่อสู้ครั้งล่าสุดของพวกมาโมรุโทวะไม่ได้เข้าร่วมด้วยเพราะยังไม่หายดีหลังจากการเผชิญหน้ากับพิงค์แต่ชินมาเล่าให้เขาฟังทีหลังเรื่องผลกระทบเกี่ยวกับนัยน์ตาต้องสาปของมาโมรุมันไม่มีผลต่อมินาโยะอีกต่อไปแล้วหลังจากที่ทั้งคู่ได้สบตากันในครั้งหลังสุดดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเพราะพวกนักรบอเวจีเองก็ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการผ่านนัยน์ตาของมาโมรุไปแล้วและทางฝั่งพี่มาซารุเองก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะเขามาช่วยทุกคนเอาไว้ในตอนสุดท้ายอย่างไรก็ตาม การที่ฝั่งนั้นไม่ได้บอกให้พวกเขาลงมือทำอะไรเกินขอบเขตอาจจะเป็นเรื่องที่ดีว่าบางทีฝั่งพี่ชายของมาโมรุเองอาจจะยังพอรับมือไหวโทวะคิดว่าการเผชิญหน้ากับพวกนักรบอเวจีในคราวหน้าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายและคงเป็นศึกตัดสินระหว่างพวกเขาด้วย
บางทีเขาควรจะต้องใช้ช่วงเวลาอันสงบสุขที่แสนเล็กน้อยนี้จัดการกับปัญหาทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นอีกครั้ง
“ว่าแต่นายเถอะ”จู่ๆมาโมรุก็ถามขึ้น “นานาโกะติดต่อมาบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่เลย”
โทวะปฏิเสธ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการต่อสู้ครั้งล่าสุดของพวกมาโมรุนั่นคือนานาโกะหายตัวไปเลยหลังจากนั้น มาโมรุบอกเขาว่าเธอจากไปพร้อมกับพวกผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์บางทีเธออาจจะอยู่ด้วยกันกับพี่ชายของมาโมรุแต่ไม่ว่าโทวะจะพยายามติดต่อเธอไปกี่ครั้ง เด็กสาวก็ไม่เคยติดต่อเขากลับมาเลย
“ปกติยัยนั่นไม่เคยทำให้เป็นห่วงแบบนี้นี่”มาโมรุว่า “ที่ศาลเจ้าก็ไม่อยู่ อาจารย์มิซากิก็ไม่มาสอนหลายวันแล้วฉันว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติแล้วล่ะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่มาโมรุเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับนานาโกะมากเท่าเขา โทวะคิดว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะที่จะเล่าเรื่องของพวกเขาให้กับมาโมรุฟัง
“นายรู้ใช่ไหมว่าในบรรดาพวกเราฉันเป็นคนเดียวที่มีความทรงจำเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ครบถ้วน” โทวะหยั่งเชิงถาม
“ใช่สิก็นายอยู่ด้วยกันกับนานาโกะมาตั้งแต่เด็กๆนี่ แล้วไอ้เรื่องภาชนะความทรงจำอะไรนั่นนานะเป็นคนเก็บไว้ใช่ไหมล่ะ?”
“เปล่าเลยฉันไม่เคยถูกเอาความทรงจำไป” โทวะตอบ “เพราะฉันไม่ได้แพ้ในสงครามคราวนั้น”
“อ้าว แล้วนายตายยังไงล่ะ?”
มาโมรุถามอีก
“ฉันฆ่าตัวตาย”
โทวะตอบสั้นๆราวกับมันเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แล้วเขาก็ไม่ประหลาดใจเลยที่เห็นมาโมรุทำเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก
“ฉันฆ่าตัวตายจริงๆในสงครามคราวนั้น ทั้งฉันและนานาโกะ รวมถึงพิงค์ด้วย พวกเราตายกันหมดเป็นเพราะการตัดสินใจของฉันเอง”
สีหน้าของมาโมรุดูสับสนเอามากๆเห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นอะไรออกมาดี โทวะยอมรับว่ามาโมรุตอนที่ตัดสินใจทำอะไรไม่ถูกก็ดูน่าแกล้งดีไม่ใช่น้อย
“ฉันจัดการพิงค์ไม่ได้มันอาจจะเป็นความใจอ่อนของฉันก็ได้บางทีการที่ยัยนั่นกลายเป็นแบบนั้นมันคงเป็นความผิดของฉันเอง”
โทวะบอก
“ฉันกับพิงค์พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เกิดไล่ๆกัน โตมาพร้อมกันพ่อแม่ของพวกเราสนิทกัน เธอเป็นลูกสาวองครักษ์ของพ่อฉันส่วนฉันเป็นเจ้าชายของเอิร์ธวอเทอร์ ฉันไม่รู้ว่านายจะเข้าใจไหมการที่ได้เติบโตมาด้วยกันกับใครสักคน ผูกพันกับใครสักคนมาเนิ่นนาน”
โทวะว่า
“แต่ฉันไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ยัยนั่นห่างออกไปพอเริ่มโตขึ้น เธอเริ่มทำอะไรไม่บอกฉัน เธอไม่เคยเล่าอะไรให้ฉันฟังเลยฉันไม่รู้เลยว่ายัยนั่นต้องรับภาระอะไรบ้างระหว่างที่อยู่ด้วยกันกับฉันร่างกายเธอเริ่มมีรอยแผล แต่ฉันไม่ทันสังเกต ทุกครั้งที่ถามเรื่องนั้นออกไปยัยนั่นก็จะบอกแค่ว่าไม่มีอะไร หนีไปเล่นซนมาบ้าง แล้วก็จะยิ้มให้ฉันเสมอ”
“วันนึงเธอได้รับหน้าที่ให้ดูแลนักรบอเวจีของเอิร์ธวอเทอร์พวกพ่อแม่ของฉันเลี้ยงเธอไว้ที่สุดขอบดาวเพื่อรอเวลาให้พวกนักรบอเวจีมาพาตัวเธอไปพวกเขาไม่ต้องการให้เกิดสงครามภายในเอิร์ธวอเทอร์จึงพยายามส่งตัวเธอแลกกับสันติภาพระยะสั้น พวกเขาปิดบังฉันไม่ให้รู้ฉันถูกห้ามไม่ให้ออกจากวังไปไหนได้ไกลแต่แล้ววันหนึ่งยัยนั่นก็พาฉันหนีออกมาจากวัง เธอพาฉันไปพบกับนักรบอเวจีของดาวเรานั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับนานาโกะที่โลกนั้น”
โทวะหันมาบอกมาโมรุ
“นานาโกะเป็นนักรบอเวจีของเอิร์ธวอเทอร์”
นัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุเบิกตากว้างเด็กหนุ่มดูสับสนมากจริงๆตอนที่เขาเล่าอดีตของพวกเขาให้ฟัง
“แต่ว่านั่น...นานะอยู่กับนายมาตลอดนี่” มาโมรุว่า “แล้วเธอก็อยู่กับพี่ด้วย”
“พวกเขารู้” โทวะตอบ “ทุกคนรู้รู้มาตลอด แต่นานะแสดงท่าทีชัดเจนว่าเธอไม่ต้องการเป็นนักรบอเวจีพวกเขาถึงได้คุ้มครองเธอ”
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกนายที่เอิร์ธวอเทอร์”
มาโมรุถาม ท่าทางตื่นตะลึง
“ถึงเวลาหนึ่งพวกนักรบอเวจีก็มารับนานะ แต่ฉันดันอยู่ผิดที่ผิดทาง ไปรู้เห็นเรื่องพวกนั้นเข้าก็เลยพยายามที่จะช่วยนานะไว้ไม่ให้พวกนั้นพาตัวเธอไป แต่กับเซเรีย... กับพิงค์นั่นเป็นหน้าที่ของเธอที่ได้รับมอบหมายมาจากพ่อให้พาตัวนานะไปให้พวกนักรบอเวจีฉันไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอต้องทำตามคำสั่งของพ่อฉันในตอนที่ฉันช่วยนานะไว้ เซเรียไม่ได้พูดอะไรเลย ฉันกลับไปที่วัง พานานะไปด้วยฉันอาละวาด ทะเลาะกับพ่อแม่ฉันไม่เห็นด้วยที่จะต้องเสียสละใครไปสักคนเพื่อปกป้องเอิร์ธวอเทอร์เอาไว้ฉันคิดว่าแค่พลังที่มีอยู่ของพวกเรามันก็มากเพียงพอแล้วที่จะสู้กับพวกนักรบอเวจีแล้วยิ่งพยายามจะส่งตัวนักรบอเวจีของเอิร์ธวอเทอร์ไปให้พวกนั้นมันยิ่งเป็นการยื่นอาวุธให้กับพวกนักรบอเวจีเข้าไปใหญ่ ฉันเถียงกับพ่ออยู่นานมากพวกเขาไม่ฟังฉันเลยไม่ว่าฉันจะพยายามอธิบายให้เขาฟังยังไง แต่ไม่รู้ว่าทำไมในที่สุดพวกเขาก็ยอมให้นานะมีชีวิตอยู่ต่อ พวกเขาฆ่านานะไม่ได้ไม่อย่างนั้นแล้วเอิร์ธวอเทอร์จะกลายเป็นเป้าหมายแรกที่พวกนักรบอเวจีจะลงมือแล้วก็ผลักไสให้เธอไปอยู่กับพวกนักรบอเวจีไม่ได้แล้วด้วยเพราะฉันใช้อำนาจของฉันคุ้มครองเธอไว้ฉันมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องนี้อยู่พักใหญ่จนไม่รู้ตัวเลยว่าพิงค์หายไป”
“ฉันเจอยัยนั่นอีกครั้งก็เมื่อตอนที่สงครามเกิดขึ้นแล้วเอิร์ธวอเทอร์ของเราไม่เคยต้อนรับคนนอกไม่เชื้อเชิญแขกและสร้างข่ายเวทแน่นหนาเพื่อป้องกันผู้บุรุกมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลแต่ของพวกนั้นใช้กับพิงค์ไม่ได้เลยนับตั้งแต่วันที่เธอหันหลังให้กับพวกเราแล้วไปเข้ากับพวกนักรบอเวจีเอิร์ธวอเทอร์ก็พ่ายแพ้แล้ว เธอรู้เรื่องทุกอย่างของเอิร์ธวอเทอร์ ทั้งเวทมนตร์ที่ใช้ในการป้องกันทั้งทางเข้า กำลังพล และเรื่องภายในทุกๆอย่างนายต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าเอิร์ธวอเทอร์พังพินาศด้วยน้ำมือของเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มีสายเลือดของเอิร์ธวอเทอร์ไหลวนอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมฉันกับนานะเผชิญหน้ากับยัยนั่นเป็นคนสุดท้าย ฉันฆ่าเธอไม่ได้พิงค์เป็นความผิดพลาดเดียวของฉัน ดังนั้น ฉันจึงฆ่าตัวตาย”
ความทรงจำและกลิ่นคาวเลือดนั้นยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานโทวะไม่เคยลืมเหตุการณ์ในวันนั้นเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนการได้พบกับพิงค์อีกครั้งเป็นการตอกย้ำความรู้สึกของเขาที่ชัดเจนที่สุด
“ฉันระเบิดตัวเอง ฉันใช้เวทมนตร์สุดท้ายทำลายเอิร์ธวอเทอร์ให้แน่ใจแล้วว่าจะไม่มีใครเหลือรอด แล้วหลังจากนั้นฉันก็ตายพอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งก็อยู่บนโลกนี้พร้อมกับนานาโกะแล้ว”
โทวะไม่ว่าอะไรมาโมรุเลยที่เห็นเขาทำสีหน้าไม่ถูกและไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำความเข้าใจกับความรู้สึกเหล่านั้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะทำใจยอมรับเรื่องราวเหล่านั้นได้
“ที่ตอนนั้นฉันบอกพี่มาซารุไปว่าฉันจะดูแลนายกับมินาโยะเองมันเป็นเพราะฉันรู้สึกผิด ฉันเห็นมินาโยะซ้อนทับกับพิงค์ฉันไม่กล้าปล่อยให้เธออยู่คนเดียวอีกเพราะฉันกลัวว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งฉันกลัวว่าท้ายสุดแล้วจะกลายเป็นฉันเองที่ต้องลงมือทำร้ายคนเหล่านั้น”
“ไม่... มันไม่ใช่แบบนั้น”มาโมรุบอกกับเขา ใบหน้าคมคายนั่นดูเจ็บปวดเหลือเกิน โทวะยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ รู้สึกโล่งใจที่สุดที่ได้สารภาพความรู้สึกทั้งหมดออกไปให้กับใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังเขาแล้วเขาก็ดีใจมากที่คนคนนั้นเป็นมาโมรุ พวกเขาไม่เคยพบกันมาก่อนที่โลกนั้นมันเป็นความบังเอิญที่แสนมหัศจรรย์และเขารู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆเหล่านั้นไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เขาได้พบกับมาโมรุที่โลกนี้