สถานการณ์ความคับข้องใจถูกเล่าออกจากปากของช่างทำขนมหนุ่มให้แก่หญิงสาวที่ไม่อาจระบุที่มาที่ไปได้ตรงหน้าของตนเองได้ฟังขณะเสิร์ฟขนมและน้ำชาให้กับหล่อนและเพื่อนทั้งสองเพิ่มไปพลางโดยมีเพื่อนดยุคผู้สูงศักดิ์กับหัวหน้าบรรณารักษ์หอสมุดกลางประจำอาณาจักรนั่งฟังอีกรอบและกระพริบตาปริบๆประกอบฉากไปด้วย
แต่สิ่งที่น่าแปลกที่พวกเขาทั้งหมดนั้นลืมสังเกตเห็นไปก็คือ...วันนี้ตั้งแต่พวกเขามาถึงนั้น...มันกลับไม่มีลูกค้าเข้ามาในร้านเลยแม้แต่คนเดียวเลยนี่สิ...
"ก็เป็นอย่างที่เล่าไปนั่นแหละครับ"ลิเบอต้า...ไม่สิ นาธานพูดเช่นนั้นหลังจากที่เล่าจบพร้อมกับส่งรอยยิ้มแห้งๆของคนที่คิดไม่ตกไปให้กับหญิงสาวผมแดงผู้สวมหน้ากากที่บัดนี้กำลังยกพัดปิดปากและหลับตาทำท่าเหมือนกับกำลังประมวลเรื่องที่มาสเตอร์หนุ่มของร้านเล่าไปให้ฟังเมื่อครู่อยู่
โดยที่ชายหนุ่มเจ้าของร้านนั้นไม่รู้เลยว่าหลังพัดอันนั้นหญิงสาวผู้ที่เป็นคู่สนทนาของเขากำลังกัดริมฝีปากของตนเองและมืออีกข้างที่อยู่ใต้บาร์เองก็กำลังขย้ำชุดกระโปรงสีแดงของตนอย่างอดทนอดกลั้นซึ่งการกระทำนี้ของคนทั้งคู่ก็ตกอยู่ในสายตาของบุคคลวงนอกอย่างเฟอร์และคลูสอย่างไม่มีตกหล่น และแน่นอนว่าสำหรับไอบ้าสองตัวที่นั่งหัวโด่เป็นกขค.ก็รู้สึกอยากจะกระชากหน้ากากของคนทั้งคู่ให้มันจบๆไปเสียทีด้วยความหงุดหงิด
"เป็นแบบนี้เองสินะคะเนี่ย..."ดูเหมือนสาวผมแดงผู้สวมหน้ากากจะสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองได้จนสำเร็จแล้วเก็บพัดฉีกยิ้มหวานไปให้กับนาธานที่อยู่ในคราบมาสเตอร์ลิเบอต้าแห่งร้านขนมเจ้าดังประจำเมืองหลวงแน่นอนว่ามือบางที่อยู่ใต้บางก็ยังคงขย้ำกระโปรงต่อไปเพื่อไม่ให้ตัวเธอเองเผลอแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า
"พอจะมีวิธีอะไรบ้างไหมครับมิสอินวิซิเบิ้ล?"ส่วนมาสเตอร์หนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็เผลอฉีกยิ้มร่าเมื่อเห็นว่าสาวเจ้าส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจมาให้พลางคิดในหัวของตนว่าเขาคงจะได้คำแนะนำดีๆสำหรับการหาทางจัดการปัญหานี้เป็นแน่
'อิหยังวะ'นั่นคือประโยคเดียวที่ทั้งสองหนุ่มคิดขึ้นมาพร้อมกันหลังจากเห็นพฤติกรรมของทั้งคู่จนมาถึงฉากนี้จนมันมีแว๊บนึงที่พวกเขารู้สึกอยากที่จะกระชากหน้ากากของสองคนนี้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยขึ้นมาอีกรอบเสียด้วยซ้ำ
"จริงๆเรื่องนี้มันง่ายมากเลยนะคะ...แต่ดิชั้นเองคงต้องถามตัวท่านก่อนแหละค่ะว่าทำไมถึงได้กระทำอะไรแบบนั้นลงไปทั้งๆที่ท่านกับนางพึ่งจะรู้จักกันได้แค่ไม่กี่เดือนเองนะคะ?"สาวเจ้าถามกลับเพราะจากที่ตัวหล่อนเองนั้นฟังจากที่อีกฝ่ายพูดมาแล้วมันดูไม่สมเหตุสมผลเสียเลยที่ชายหนุ่มคนนี้จะทำตัวตั้งแง่กับแม่ทัพสาวคนนั้นขนาดนี้ทั้งๆที่พึ่งจะรู้จักกันเองแท้ๆ
ฝั่งนาธานที่เจอคำถามแบบนั้นสวนเข้าไปก็เผลอเกาหัวแกรกๆด้วยความจนปัญญาที่ไม่รู้ว่าจะตอบไปยังไงดีเพราะด้วยสถานะตอนนี้ของเขาที่เป็นคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่4ปีก่อนรวมถึงยังไม่ได้เป็นประชากรในประเทศนี้อีกด้วยในปัจจุบันแถมยังต้องปกปิดตัวตนอยู่แบบนี้อีกจะให้ไม่บอกเหตุผลไปก็ดูทรงแล้วว่างานนี้คงจบไม่สวยแหงๆแต่จะเล่ายังไงไม่ให้ความแตกนี่สิคือประเด็นที่ตัวนาธานจะต้องรีบคิดเพราะตอนนี้มิสอินวิซิเบิ้ลนางจ้องเขามาด้วยความสงสัยแล้วว่าทำไมถึงได้ไม่ตอบคำถามนี้เสียที
สุดท้าย...สกิลแถสีข้างถลอกอันเดิมของประจำก็ถูกเจ้าของร้านหนุ่มหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งจนได้...
“จะว่ายังไงดี...คุณพอจะรู้จักคุณชายนาธานไหมครับ?ลูกชายคนเล็กของตระกูลเมลฟอร์ดน่ะครับ” สิ้นคำพูดของนาธานในคราบมาสเตอร์ร้านคาเฟ่บุคคลทั้งสามที่ฟังอยู่ก็นิ่งงันไปทันทีโดยที่เฟอร์และคลูสนั้นตะลึงค้างไปแล้วเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนของพวกเขากำลังจะทำบ้าอะไรของมัน
“ดิชั้น...พอจะรู้จักอยู่บ้างหรอกค่ะ...แต่ทำไมมาสเตอร์ลิเบอต้าถึงได้ยกคนที่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่4ปีก่อนขึ้นมาพูดหรอคะ?อีกอย่าง...น่าแปลกนะคะที่ชาวต่างชาติแบบท่านรู้จักกับคุณชายคนนั้นด้วยแบบนี้น่ะค่ะ?” แต่ฝั่งมิสอินวิซิเบิ้ลที่นิ่งไปด้วยเช่นกันกลับเรียกสติได้เร็วกว่าอีกสองคนที่ยังมัวแต่ตะลึงอยู่แม้ว่ามือที่เคยขย้ำกระโปรงใต้บาร์จะอยู่ดีๆเกิดสั่นขึ้นมาก็ตามทีแต่ก็พยักหน้ารับแล้วเอ่ยตอบคำถามของมาสเตอร์ลิเบอต้า
“แค่คุณรู้จักคุณชายนาธานคนนั้นก็ช่วยให้ผมอธิบายให้คุณฟังได้ง่ายขึ้นแล้วล่ะครับ” นาธานบอกพร้อมกับเว้นช่วงไปนิดนึงเพื่อเรียงลำดับในหัวว่าจะแถยังไงดีให้กับสาวผมแดงเจ้าของหน้ากาแฟนซีสีทองคนนี้ฟังยังไงดีแน่นอนว่าคนทั้งคู่ไม่ได้สังเกตเลยว่าบุรุษอีกสองหน่อที่นั่งอยู่ด้วยตอนนี้นั้นแสดงสีหน้าเช่นไรออกมา
“ผมกับคุณชายนาธานเคยเจอกันมาก่อนน่ะครับเรียกได้ว่าพวกเราสนิทกันพอสมควรเลยก็ได้เขามักจะบ่นให้ผมฟังประจำเรื่องของคู่หมั้นของเขาที่มองเขาแบบไม่ค่อยดีนัก...ทางผมเองก็เข้าใจเขาเพราะว่าคู่หมั้นของผมเองก็เป็นแบบเดียวกันน่ะครับ...”
“คุณ...มีคู่หมั้นด้วยงั้นหรอคะ?”มิสอินวิซิเบิ้ลแสดงอาการตกใจเล็กๆออกมาเพราะสิ่งที่ได้ยินไปเมื่อครู่สมองชะงักงันยังกับมีใครสักคนไปกดหยุดความคิดของเธอก่อนที่หญิงสาวผมแดงจะกล่าวถามด้วยน้ำเสยงที่ดูแผ่วลงไป
“เคยน่ะครับตอนนี้พวกเรายกเลิกหมั้นกันไปแล้วพอดีมันเป็นเรื่องที่ทางผู้ใหญ่เขาจัดการกันเองโดยไม่ได้ถามความเห็นของพวกเราน่ะครับแล้วผนวกกับภาพลักษณ์ที่ดูพึ่งพาไม่ค่อยจะได้ของผมในสมัยก่อนไปอีกเธอเลยมองผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักด้วย...” แต่ฝ่ายนาธานกลับไปไม่ได้สังเกตเห็นถึงท่าทางเหล่านั้นเขายังคงพูดต่อไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม เหมือนกับกำลังเล่านิทานให้ใครสักคนฟัง
ซึ่งฝ่ายสาวปริศนาผมแดงเองแม้ว่าจะคลายใจลงไปบ้างหลังจากได้รู้ว่าตอนนี้ฝ่ายมาสเตอร์หนุ่มนั้นไม่ได้หมั้นกับใครอยู่แต่เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายยกมานั้นเสียดแทงหัวใจของเธอเข้าเต็มเปา...อารมณ์ของเธอจึงยังไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อครู่นี้เท่าไหร่นักนั่นทำให้หญิงสาวไม่ได้สนใจประยคถัดมาอื่นๆเท่าไหร่นักนอกจากเรื่องหมั้นของอีกฝ่าย
“พอผนวกกับประสบการณ์ที่เจอกันครั้งแรกที่ไม่ค่อยจะดีนักไปด้วย...มันเลยน่าจะทำให้ตัวผมตั้งแง่กับเขาละมั้งนะครับ?” แน่นอนว่าการที่ถูกถามย้ำถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของการพูดคุยทำให้ตัวนาธานเองก็พยายามหาคำตอบมาตอบตัวเองเหมือนกันว่าทำไมตนบางทีถึงดูไม่ค่อยลงรอยกับแม่ทัพสาวผู้นั้นนอกจากเรื่องความเป็นอันตรายตัวชีวิตส่วนตัวในปัจจุบันตอนนี้
“อย่างนั้นเองสินะคะ...สรุปแล้วคือท่านเกลียดเธออย่างนั้นหรือคะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”มิสอินวิซิเบิ้ลที่ได้ฟังคำตอบจากปากของนาธานก็พยักหน้ารับพร้อมกับถดมือที่ถือพัดเอาไว้ลงไปใต้บาร์มือเรียวกำพัดดังกล่าวแน่นก่อนจะกลั้นใจตัวเองถามออกไปด้วยสีหน้าที่พยายามรักษาไม่ให้เสียจริตที่อุตส่าห์ทนคงเอาไว้ตั้งนาน
“ไม่ใช่หรอกครับ”
“ห๊ะ?”
“เอ๋?” พอสิ้นคำแย้งของนาธานสองหนุ่มและหนึ่งสาวก็เผลออุทานออกมาอย่างลืมตัวด้วยความงุนงงกับคำแย้งเมื่อครู่ของมาสเตอร์หนุ่มที่ยืนอยู่หลังเค้าเตอร์บาร์นาธานที่เห็นปฎิกิริยาของพวกเขาก็ส่ายหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบไขข้อสงสัยของคนทั้งสาม
“ผมก็แค่ไม่ชอบการกระทำของหล่อนในก่อนหน้านั้นเฉยๆน่ะครับมิสอินวิซิเบิ้ลเพราะว่าท่านแม่ทัพในสายตาของผมเธอเป็นที่เที่ยงตรงและไม่ยอมอ่อนข้อใดๆ ถึงแม้ว่าผมจะเชื่อมั่นว่าเธอจะไม่ทรยศหักหลังใครแน่นอนก็ตามแต่เพราะแบบนั้นนั่นแหละครับที่ทำให้ผมไม่สามารถเชื่อใจเธอได้...”
“แต่ท่านก็ดูทำตัวเป็นมิตรกับท่านแม่ทัพดีไม่ใช่หรือคะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”หญิงสาวผู้ที่มาสเตอร์หนุ่มไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอเอียงคอถามอย่างฉงนกับคำพูดที่ออกมาจากปากของอีกฝ่าย
“เป็นมิตรกับเชื่อใจมันไม่ได้หมายความเดียวกันนี่ครับ”นาธานพูดในขณะที่เผลอยิ้มแห้งๆออกมา ก่อนจะพูดต่อเพื่อไม่ให้ขาดตอน
“คนเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวไม่เป็นมิตรกับคนที่ไม่เชื่อใจหรอกนะครับมิสอินวิซิเบิ้ล”
“แต่ว่า...”หญิงสาวผมแดงเตรียมจะกล่าวค้านแต่มาสเตอร์หนุ่มกลับส่ายหน้าพร้อมกับส่งยิ้มที่อ่านอารมณ์ได้ยากไปให้กับอีกฝ่ายแล้วจึงเอ่ยเสริม
“ถ้าคุณเป็นคนที่มีความลับเยอะคุณคงจะเชื่อใจคนที่พร้อมแต่จะหักแต่ไม่ยอมงอไม่ได้หรอกครับ...นั่นแหละจึงเป็นสาเหตุที่ผมทำใจเชื่อใจหล่อนไม่ได้น่ะสิครับ”พอชายหนุ่มเอ่ยจบ ร่างบางก็นิ่งงัน ภายในสมองของหญิงสาวเต็มไปด้วยความคิดสะระตะเต็มไปหมด
ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเสียลึกเพื่อตั้งสติแล้วผ่อนมันออกมาพร้อมกับปั้นหน้ายิ้มพูดกับชายที่ยืนรอคำตอบอยู่หลังเค้าเตอร์บาร์
“จากที่ฟังมา...ดิชั้นพอจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะว่าทำไมท่านถึงได้กระทำอะไรแบบนั้นลงไปแล้วล่ะค่ะมาสเตอร์ลิเบอต้า”คำพูดของมิสอินวิซิเบิ้ลทำให้นาธานเผลอยิ้มร่าหน้าบานในทันที แต่การกระทำเช่นนั้นของเขากลับกลายเป็นการตอกย้ำหญิงสาวคู่สนทนาถึงความจริงบางอย่างจนเธอรู้สึกปวดใจ
“ขอบคุณที่เข้าใจนะครับมิสอินวิซิเบิ้ลแล้วพอจะมีวิธีอะไรไหมครับ?” นาธานที่เห็นว่ามิสอินวิซิเบิ้ลนั้นนิ่งไปชั่วครู่ก็ถามออกไปด้วยความอยากรู้นั่นทำให้สาวผมแดงเจ้าของหน้ากากแฟนซีสีทองได้สติ แล้วจึงเอ่ยตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่แสร้งขึ้นมาปกปิดอารมณ์เบื้องลึกของตน
“วิธีน่ะมีค่ะ...แถมจริงๆมันเป็นเรื่องที่ง่ายๆมากๆเสียด้วยซ้ำ...”คำพูดของมิสอินวิซิเบิ้ลนั้นยิ่งทำให้รอยยิ้มของนาธานเผยอขึ้นมากกว่าเดิมพร้อมกับแสดงความกระตือรือร้นต่อวิธีของหญิงสาวที่เป็นคู่สนทนานั่นจึงทำให้ชายหนุ่มนั้นไม่ได้สังเกตเพื่อนชายทั้งสองที่นั่งอยู่ด้วยนั้นแสดงสีหน้าเช่นไรออกมา
“ต้องทำยังไงหรือครับ?ผมต้องเตรียมอะไรบ้าง?”
“สิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องทำตอนนี้มันไม่ใช่การที่จะต้องเตรียมอะไรหรือมาหาว่ามันเกิดจากอะไรหรอกนะคะ”มิสอินวิซิเบิ้ลกล่าวท้วงพลางส่ายหน้าเป็นเชิงปฎิเสธ
“หือ?แล้วผมจะต้องทำยังไงล่ะครับนั่น?” แน่นอนว่านาธานที่ความเข้าใจถึงจิตใจผู้หญิงในเรื่องงอนหรืออะไรเทือกๆนั้นแทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้วก็เผลอแสดงสีหน้างุนงงออกมาตรงๆจนคู่สนทนาของเขาผ่อนรอยยิ้มที่แสร้งเอาไว้ลงอย่างอ่อนใจ ส่วนสองหนุ่มน่ะหรอ...ส่ายหัววืดรับไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว...
“ท่านเพียงแค่ไปขอโทษนางตรงๆอย่างจริงใจก็พอค่ะรวมถึงพยายามลดอคติกับนางลงสักหน่อยก็เป็นอันใช้ได้แล้วล่ะค่ะ มาสเตอร์ลิเบอต้า”พูดจบ หล่อนก็จิ้มขนมในจานขึ้นมาทานปรับอารมณ์ของตน แล้วจึงยกน้ำชาขึ้นจิบล้างปากแล้วจึงแสร้งส่งยิ้มให้กับอีกฝ่ายไป
คำตอบดังกล่าวของหญิงสาวสร้างความงุนงงระลอกใหญ่ให้กับเจ้าของร้านหนุ่มเป็นอย่างมากจนเจ้าตัวเผลอนิ่งไปสองสามวิผิดกับเพื่อนทั้งสองที่นั่งฟังอยู่นั้นพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของสาวผมแดงที่กำลังจิบชารอให้ชายหนุ่มคู่สนทนานั้นสติบินกลับมา
“เอ๋?ทำแค่นั้นก็พอแล้วหรอครับ?” นาธานที่สติบินไปพักนึงก็ถามมิสอินวิซิเบิ้ลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อนักเพราะเขาไม่นึกว่าอะไรง่ายๆเพียงแค่นั้นจะสามารถช่วยเขาได้จริงๆเนื่องจากสมัยก่อนตอนที่ต้องไปช่วยงานพี่อเล็กเซียนั้นเขามักจะเห็นฝ่ายชายต้องหาของจำนวนมากอยู่เป็นนิจนั่นเอง
“ใช่ค่ะแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วล่ะค่ะ” มิสอินวิซิเบิลตอบกลับพลางแกว่งชาในแก้วขณะพูดหญิงสาวอย่างแม่ทัพกุหลาบเหล็กคนนั้น หากไปขอโทษด้วยความไม่จริงใจหรือหาของอะไรไปขอโทษแบบที่เหล่าขุนนางชายทั้งหลายชอบทำกันนั้นคงโดนไล่ตะเพิดออกมาอย่างกับหมูกับหมาแน่นอนรวมถึงยังมีสิทธิที่นางจะผูกใจเจ็บหนักกว่าเก่าอีกด้วยซ้ำไป
การที่ไปขอโทษตรงๆนั้นคือหนทางที่ดีที่สุดแล้วนั่นเอง
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนี้ของคุณมากนะครับมิสอินวิซิเบิ้ลแทนคำขอบคุณของผม...เดี๋ยวมื้อเที่ยงนี้ผมเลี้ยงเอง ดีไหมครับ?” นิ่งคิดไปเสียนาน นาธานก็เอ่ยขอบคุณพลางคลี่ยิ้มให้กับสาวผมแดงเจ้าของหน้ากาแฟนซีสีทองที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้ามแน่นอนว่าสองหน่อเพื่อนรักที่ฟังอยู่ด้วยก็เบ้ปากกลอกตากันอย่างปลงๆกับพฤติกรรมของเพื่อนรัก
“แหม่...ดิชั้นเองก็สนใจอยู่หรอกนะคะมาสเตอร์ลิเบอต้าแต่เผอิญดิชั้นมีธุระในช่วงบ่ายนี้นิดหน่อยน่ะค่ะ คงจะอยู่ทานมื้อเที่ยงกับท่านไม่ได้หรอกนะคะ”หล่อนว่าพลางมองตรงไปยังนาฬิกาเรือนโตที่ตั้งอยู่ริมกำแพงของร้าน ที่ตอนนี้นั้นบอกเวลาใกล้จะถึงเที่ยงวันเข้าไปทุกที
แต่ดูจะติดปัญหาตรงที่บ่ายนี้เธอจะต้องไปทำธุระและเวลาการเดินทาง หากผนวกเข้ากับการทานข้าวพูดคุยในสถานที่แห่งนี้ไปด้วยแล้วนั้นเธอคงจะไปสายอย่างแน่นอน
“ถ้าแบบนั้น...รอสักครู่นะครับ”พูดเสร็จ มาสเตอร์หนุ่มก็หันหลังเดินหายลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้หญิงสาวผมแดงมองตามไปอย่างสงสัยส่วนสองสหายผู้กลายเป็นตัวประกอบฉากไปตั้งนานแล้ว พวกเขาก็ไหวไหล่วืดนั่งจ้วงขนมรอเพื่อนของตนมันหายจากอาการโลกใบนี้มีแค่สองเราต่อไปเงียบๆ
หายไปได้ไม่นานนักร่างสูงก็เดินกลับออกมาจากหลังครัว โดยที่ในมือทั้งสองเองก็ถือตะกร้าใบหนึ่งและจานใส่แซนวิชอีกสองใบออกมาด้วย
“นี่ครับมิสอินวิซิเบิ้ลเอาไปทานระหว่างทางนะครับ” นาธานบอกร่างบางพลางวางตะกร้าดังกล่าวนั้นลงตรงหน้าอีกฝ่ายส่วนจานแซนวิชอีกสองใบนั้นก็ถูกยื่นไปให้เพื่อนของเขาอีกสองคนที่ทำหน้าเหมือนเห็นผีส่งกลับมาให้เขาจนทำให้ตัวชายหนุ่มได้แต่มึนงงกับท่าทางของเพื่อนๆที่ส่งกลับมา
“นี่มัน...จะดีหรอคะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”มิสอินวิซิเบิ้ลที่รับตะกร้าดังกล่าวไปก็เปิดดูพลางเผยอปากอย่างลืมตัวด้วยความตกใจเพราะข้างในนั้นมีแซนวิชจำนวนหลายชิ้นถูกบรรจุเอาไว้อย่างดี ซึ่งดูจากไส้ข้างในแล้วมันดูหลากหลายกว่าที่มาสเตอร์หนุ่มนั้นเสิร์ฟให้กับผู้สูงศักดิ์ทั้งสองท่านที่นั่งอยู่ข้างหล่อนเสียอีก...และนี่ยังไม่รวมถึงชุดกาน้ำชาแบบพกพาที่อยู่ด้านในด้วยอีกเซ็ตนึงด้วย
“ที่อยู่ในกานั่นเป็นคาราเมลมัคคิอาโต้ร้อนที่คุณชอบนะครับ...แล้วก็อย่าไปบอกสองคนนั้นเชียวนะครับ...เดี๋ยวพวกเขาจะมาโววยวายว่าผมลำเอียงอีก...” นาธานยื่นหน้าเข้ามากระซิบบอกมิสอินวิซิเบิ้ลด้วยน้ำเสียงติดตลก พร้อมกับนิ้วชี้ของชายหนุ่มที่ยกขึ้นมาชี้ปิดปากของตนเองเชิงช่วยเก็บเป็นความลับให้เขาหน่อยด้วยรอยยิ้มสดใส
นั่นทำให้ร่างบางนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเผลอหัวเราะออกมากับท่าทางแบบนั้นของชายหนุ่มส่วนฝ่ายคนที่ขอให้หล่อนเงียบๆเอาไว้นั้นก็หลุดหัวเราะเขินๆกับการกระทำของตนเมื่อครู่นี้
ทั้งสองพูดคุยอะไรกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนที่สาวผมแดงเจ้าของหน้ากากแฟนซีสีทองนั้นจะเอ่ยตัวขอลาและออกจากร้านไปในที่สุด
“นี่ถ้าไม่ได้มิสอินวิซิเบิ้ลช่วยล่ะก็งานนี้ผมคงได้วนอ่างเป็นปลาที่หาทางออกไม่ได้ไปอีกนานแน่ๆเลยนะครับเนี่ยคิดแบบนั้นไหมครับ คลูส? เฟอร์?” นาธานที่โล่งใจไปเปราะนึงก็หันกลับไปพูดกับสองหนุ่มที่พึ่งได้รับแซนวิชไปด้วยท่าทางที่สดใสขึ้นมากกว่าตอนเช้าของวันก่อนที่เขาจะนิ่งค้างไป เมื่อเห็นเพื่อนชายทั้งสองคนนั้น...
ชูนิ้วกลางมาให้...พร้อมกับทำหน้าหงุดหงิดเสียเหลือคณา...ยังกับเขาเผลอไปล่วงเกินอะไรเข้าสักอย่างยังไงยังงั้น...
นี่ผมผิดอะไรอีกเนี่ย???
..................................................................
เป็นบทที่เสียเวลาเขียนนานพอดูเลยล่ะครับ...
ผมจำได้ว่าบทนี้ผมเริ่มเขียนต่อจากบทที่16เลยด้วยซ้ำไปแต่มันพึ่งจะมาเสร็จเมื่อวานนี้ที่เป็นปลายเดือน4เสียอย่างนั้น
ส่วนสาเหตุที่เขียนช้า...
หลักๆก็เรื่องเรียนแล้วก็เรื่องงานที่ผมพึ่งได้งานประจำที่ทำให้ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยแบบนี้การจัดการเวลาของผมก็เลยดูวุ่นๆเกินไปหน่อย
พอเริ่มจะมาปรับตัวได้ก็เจอสถานการณ์โควิด-19นี่อัดหน้าเข้าไปอีกจนที่ทำงานวุ่นกันไปพักใหญ่ๆ มหาลัยของผมเองก็วุ่นตามจากการต้องปรับตารางเวลารวมถึงแก้ปัญหาการเรียนการสอนช่วงซัมเมอร์ด้วยจนนศ.มึนตีบไปตามๆกัน
ส่วนอีกสาเหตุหลักที่ตอนนี้เข็นออกมาช้าอีกข้อก็คงเป็นความผิดของผมเองล้วนๆเช่นเดียวกัน...
เขียนมาถึงตอนนี้พึ่งจะมารู้ตัวนี่ละครับว่าผมเล่าตัวละครแม่ทัพไปได้ไม่แน่นพอที่จะทำให้คนอ่านเข้าใจรวมถึงจะเขียนเล่ามันออกมาในตอนนี้ได้
คือบททุกอย่างการกระทำของนาง การตัดสินใจต่างๆผมน่ะวางเอาไว้หมดแล้ว
แต่ผมดันลืมเล่าให้คนอ่านฟังด้วยนี่แหละ...
WTF…
ตูเก็ตอยู่คนเดียวเลยนี่หว่า...สุดท้ายก็ไปนั่งปรึกษากับรุ่นพี่ในกรุ๊ปนักเขียนเดียวกันอยู่นานว่าจะทำไงดี
สุดท้ายก็ได้ทางออก
แต่ขออุบไว้ก่อนละกันนะครับว่าทางออกนั้นคืออะไร
สุดท้ายนี้
ขอให้นักอ่านทุกๆท่านโชคดีและรักษาตัวกันดีๆนะครับเสพข่าวเสพอะไรในช่วงนี้ก็ระวังๆไว้ด้วย Hate Speedมันเยอะกรองกันดีๆ แล้วก็เลี่ยงออกไปที่เสี่ยงได้ก็เลี่ยงนะเอ้อ
ส่วนใครจำเป็นจริงๆก็ป้องกันตัวด้วยนะครับ
นกหัวขวานติดลำโพงคนนี้ก็จะพยายามรักษาตัวไม่ให้ม่องเท่งก่อนเขียนจบเช่นกันครับ...
โชคดีครับผม