คำพูดที่เอ่ยออกไปพลันหยุดชะงัก
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเพิ่งจะนึกขึ้นได้เรื่องน้องสะใภ้สี่เมื่อครู่หล่อนเพิ่งจะกลับไปที่กองผลิตฉางซิงกับน้องชายของหล่อน เซียวหยวนหมิง!
คุณย่าหลิวส่งสายตาตำหนิให้เธออย่างไม่พอใจ“ใช้งานนิดหน่อยก็ขี้เกียจเสียแล้ว! รีบไปทำกับข้าวเร็วเข้า!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวโต้กลับ“แม่คะ ฉันไม่ได้จะอู้งานนะคะ แต่ฉันเหนื่อยจริงๆ ค่ะให้สะใภ้รองมาทำเถอะค่ะ”
คุณย่าหลิวจ้องเขม็ง“สะใภ้รองต้องไปซักผ้า! ผ้าทั้งบ้าน แกคิดว่าไม่ต้องซักหรือไง!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเบะปากไม่ว่าจะเป็นซักผ้าหรือทำกับข้าวก็ล้วนเป็นงานหนักทั้งนั้นแต่ซักผ้าก็ยังเบากว่าหน่อย “งั้นฉันไปซักผ้าให้สะใภ้รองทำกับข้าวนะคะ”
คุณย่าหลิวกล่าว“ไม่ได้! กับข้าวที่สะใภ้รองทำน่ะไม่อร่อยเลยสักนิด!ฉันบอกให้แกทำก็รีบไปทำซะ!”
ยัยสะใภ้รองสมองทึบเวลาทำอาหารทีไรก็เอาแต่กังวลว่าอาหารจะไม่พอ ทำอาหารเสียไปมากมายนั่นมันมิใช่การสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุหรอกหรือ
ผัดผักแต่ละทีน้ำมันท่วมกระทะ เวรกรรมแท้ๆ!
ก็น้ำมันแพงขนาดนั้น!
คราวก่อนเธอเพิ่งจะตักน้ำมันมาถังหนึ่งสะใภ้รองทำกับข้าวได้ไม่กี่วัน น้ำมันก็หายไปเกินครึ่งแล้ว
ยุคนี้แทบจะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กินแล้วก็หวังพึ่งน้ำมันแค่นั้นแหละ ใส่น้ำมันเยอะก็อร่อยจริงแต่จะทนได้อย่างไรถ้าใช้เปลืองขนาดนี้!
เธอเสียดายจนใจจะขาดแล้ว!
“ใช่เลยค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พี่รีบไปทำกับข้าวเถอะค่ะ นี่ก็เกือบจะบ่ายสองแล้วทุกคนยังไม่ได้กินข้าวเลย พ่อกับแม่กินข้าวเสร็จก็ต้องไปทำงานอีก ถ้าไปสายตอนเย็นก็กลับดึกอีก พี่อย่ามัวแต่เสียเวลาของทุกคนเลยค่ะ” น้องสะใภ้สามพยุงเอวเดินออกมาจากในบ้านพูดด้วยเสียงอ่อนหวานน่ารัก
เธอจูงเด็กชายวัยสี่ขวบคนหนึ่งอยู่ที่ข้างตัวพูดจาอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด แทบจะออกคำสั่งให้พี่สะใภ้ใหญ่ทำงานแล้ว
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจทันทีโดยเฉพาะเมื่อเห็นน้องสะใภ้สามที่ผิวพรรณดี ลูกชายของเธอก็อ้วนท้วนสมบูรณ์จึงรู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหว “เธอนี่ก็พูดง่ายนะ!เก่งนักก็ลองไปทำงานมาทั้งเช้าแล้วค่อยมาทำกับข้าวสิแล้วค่อยมาดูกันว่าเธอจะยังมีแรงเหลือหรือเปล่า”
น้องสะใภ้สามหัวเราะเยาะ“เมื่อก่อนพี่หยวนซินก็ทำงานเสร็จแล้วก็ยังต้องกลับมาทำกับข้าวไม่ใช่หรือไงคะ?พี่หยวนซินตัวผอมกว่าพี่อีกนะ ทำงานหนักไม่เคยบ่นอะไรเลย”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวโกรธจนหน้าเขียวทันทีชี้ไปที่น้องสะใภ้สามแล้วกล่าว “เธอนี่มัน…”
แต่ยังไม่ทันพูดจบเธอก็เห็นน้องสะใภ้สามออดอ้อนคุณย่าหลิว “คุณแม่คะลูกในท้องของหนูหิวแล้วค่ะ จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาข้าวเลยถ้าหลานรักของคุณแม่หิวจนเป็นอะไรไปจะทำยังไงคะ?”
แม่สามีของเธอนั้นห่วงหลานชายที่สุด
แน่นอนคุณย่าหลิวจ้องพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอย่างโกรธจัด “พูดมากอะไรขนาดนั้น!รีบไปทำกับข้าวได้แล้ว! ถ้าหลานรักของฉันหิวจนเป็นอะไรไป ฉันจะเล่นงานแก!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวพึมพำ“ยังไม่คลอดเลย ใครจะรู้ว่าเป็นผู้ชายหรือเปล่า ท้องกลมขนาดนั้นสงสัยจะได้ลูกสาว”
“แกพูดว่าอะไรนะ!”
คุณย่าหลิวได้ยินเสียงพึมพำของพี่สะใภ้ใหญ่หลิวก็พลันโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี เอื้อมมือไปหยิกเอวของพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอย่างแรง“แกอยากตายหรือไง! กล้าสาปแช่งหลานรักของฉัน!เชื่อไหมว่าฉันจะตีแกให้ตายคามือ!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา“คุณแม่คะ ฉันพูดความจริงนะ!”
คุณย่าหลิวหยิกซ้ำอีกสองสามที“แกยังกล้าพูดอีก! ยังกล้าพูดอีกไหม!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวหลบไปพลางกรีดร้องไปพลาง“คุณแม่คะ มันไม่ยุติธรรมเลย!ตอนที่ฉันตั้งท้องก็ยังต้องทำกับข้าวทุกวัน ต้องพรวนดินด้วย ถึงแม้จะเป็นงานเบาๆแต่ก็ยังต้องทำงานในไร่นา แล้วทำไมน้องสะใภ้สามท้องแล้วถึงไม่ต้องทำอะไรเลย!แม้แต่กวาดพื้นก็ไม่ต้องทำ! ลำเอียงเกินไปแล้วนะคะ!”
หลิวเกามองแม่ของตนที่โดนรังแกดวงตาของเขาไม่มีแม้ความสงสารเลยสักนิด กลับลูบท้องที่แฟบของตัวเองแล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “แม่ครับแม่เลิกทะเลาะกับคุณย่า แล้วรีบไปทำกับข้าวเถอะครับ ผมหิวจะตายอยู่แล้ว!”
คุณย่าหลิวแค่นเสียง“น้องสะใภ้สามเขาส่งเงินให้ฉันเดือนละห้าหยวนส่วนแกน่ะทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง! ยังคิดจะขนของจากบ้านสามีกลับบ้านแม่แกอีก!แกก็อยากกลับไปพักผ่อนอีกคนหรือไง? ไม่มีทางเสียหรอก!รีบไปทำกับข้าว ถ้าทำไม่เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง วันนี้แกก็ไม่ต้องกินข้าว!”
พูดไปพลางก็หยิกพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอีกสองสามที
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวร้องเสียงโหยหวนยิ่งกว่าเดิม“คุณแม่คะ หยุดเถอะค่ะ ฉันจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ”
พูดจบก็รีบวิ่งเข้าครัวไป
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวทำกับข้าวไปพลางก็คิดในใจด้วยความไม่พอใจไปพลางเมื่อก่อนตอนที่เธอตั้งท้องก็ยังต้องลงไปทำงานในไร่นา ถึงแม้จะเป็นงานเบาๆแต่ก็ยังต้องทำงานในไร่อยู่ดี
บางครั้งก็ต้องซักผ้าทำกับข้าวด้วยพอมาถึงน้องสะใภ้สามก็ดีไปหมด พอท้องก็เหมือนกับอุ้มท้องโอรสสวรรค์ไม่ต้องทำอะไรเลย นอนอยู่บ้านรออาหารทุกวันก็เพราะบ้านน้องสะใภ้สามมีเงินไม่ใช่หรือ?
บ้านน้องสะใภ้สามเปิดร้านตัดเสื้อ
ยุคนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการค้ากำไรเกินควรหรือทำธุรกิจส่วนตัวแต่เรื่องอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและการเดินทางบางอย่างก็ยังทำได้ เช่น ช่างตัดเสื้อ ช่างไม้ ช่างก่อสร้าง เป็นต้น
แม่สามีของเธอนี่มัน...คนเห็นแก่เงินชัดๆ!
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเต็มไปด้วยความคับแค้นใจและโกรธเคืองเพราะเหตุนั้นตอนลงมือผัดผัก เธอจึงเผลอใส่เกลือเกินไปหนึ่งช้อนพอถึงเวลาอาหารกลางวัน รสชาติเค็มจัดนั้นแทบจะทำให้ทุกคนกินไม่ได้พี่สะใภ้ใหญ่หลิวจึงโดนด่าอีกรอบ
เมื่อเทียบกับความวุ่นวายในบ้านหลิวเฉิงเหว่ยกลับนั่งก้มหน้ากินข้าวอย่างเงียบๆรสชาติอาหารจืดชืดราวกับเคี้ยวกากไม้ ไม่ชวนให้เจริญอาหารเอาเสียเลย
…
ทางด้านนี้ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงทั้งสี่คนกลับถึงบ้านเซียวหยวนหมิงวางของลงแล้วรีบไปต้มบะหมี่ทันที
ซูเจียวเจียวตั้งใจจะช่วยแต่กลับถูกเซียวหยวนหมิงดึงออกมาจากครัว “ที่รักคุณเดินทางมาทั้งวันแล้ว ยังไม่ได้พักเลย วันนี้ผมจะทำกับข้าวเองพวกเรากินบะหมี่ประทังชีวิตไปก่อนนะ”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ได้เลยค่ะ”
เซียวหยวนซินตั้งใจจะมาช่วย“อาหมิง เจียวเจียว พวกเธอสองคนไปพักเถอะ ให้ฉันทำกับข้าวเอง…”
ซูเจียวเจียวดึงเซียวหยวนซินให้นั่งลงในลานบ้าน“พี่หยวนซินคะ พี่ทำงานมาทั้งเช้าคงจะเหนื่อยน่าดูตอนนี้พักผ่อนสักครู่ดีกว่า ฉันจะไปรินน้ำมาให้พี่นะ”
พูดจบซูเจียวเจียวก็กลับเข้าไปในบ้าน ชงผงนมมอลต์ออกมาสามแก้วให้เซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนได้คนละแก้ว เธอเองก็ถือไว้หนึ่งแก้ว
เซียวหยวนซินถือผงนมมอลต์ด้วยท่าทีประหม่าไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมัน ได้ยินว่าเจ้าสิ่งนี้ราคาสูงถึงสี่ห้าหยวนต่อกระป๋องนี่เป็นของล้ำค่าราคาสูงลิ่วเลยนะ!
เธอจะกล้าดื่มได้อย่างไร!
“ไม่...ไม่ดื่มหรอก ผงนมมอลต์นี่แพงเกินไป เธอเก็บไว้ดื่มเองเถอะ!” เธอไม่สามารถรับของจากน้องสะใภ้ได้อีกแล้ว
“หยวนหยวน ผงนมมอลต์นี่แพงเกินไป พวกเราดื่มของน้าสะใภ้ไม่ได้หรอกนะ”เซียวหยวนซินพูดกับหลิวหยวนหยวน
หลิวหยวนหยวนมองผงนมมอลต์หอมกรุ่นในถ้วยที่ส่งกลิ่นนมเข้มข้นหิวจนน้ำลายจะไหลออกมาอยู่แล้ว
แต่พอได้ยินแม่บอกว่าดื่มของน้าสะใภ้ไม่ได้เธอก็อดกลั้นความหิวในท้องไว้ ไม่ยอมดื่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายมองซูเจียวเจียวเม้มปากเล็กๆ แล้วส่ายหน้า “หนูไม่หิวค่ะ…”
เพิ่งจะเอ่ยคำพูดสามคำด้วยเสียงเล็กๆน่ารัก ท้องของหลิวหยวนหยวนก็ส่งเสียง ‘โครกคราก’ร้องประท้วงออกมา
หลิวหยวนหยวนตกใจรีบเอามือปิดท้องน้อยๆของตัวเอง
น่าอายจังเลย!
เธอยังเพิ่งบอกว่าไม่หิวแต่ท้องน้อยเจ้ากรรมกลับส่งเสียงร้องออกมาเสียได้!